3 ห้องอาหาร 3 อารมณ์ บนชั้น 33 ที่สายกินต้องลอง @Grand Nikko Bangkok Sathorn
บนชั้น 33 ของอาคารสูงย่านสาทรมีอะไรให้ค้นพบ เมื่อ Grand Nikko เปิด 3 ห้องอาหาร 3 ประสบการณ์ญี่ปุ่น
ตั้งแต่เสียงกระทะเทปปันยากิ มื้อญี่ปุ่นสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงสาเกใต้แสงไฟเมืองกรุงเทพฯ HappeningBKK พาไปอิ่มเอมกับ 3 ประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้ชั้น 33 ย่านสาทรน่าจับตาขึ้นมาทันที
ถ้าใครคิดว่าโรงแรมมีห้องอาหารญี่ปุ่นก็คงไม่ต่างกันมาก ลองเก็บความคิดนั้นไว้ก่อน เพราะที่ Grand Nikko Bangkok Sathorn กำลังทำให้ “อาหารญี่ปุ่น” บนชั้น 33 มีมากกว่าหนึ่งความหมาย
ที่นี่เปิดตัว 3 จุดหมายด้านอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ ICHO, Benkay และ TENKU 33 แต่ละแห่งมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ความสนุกของเทปปันยากิ ความประณีตแบบไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงบรรยากาศรูฟท็อปที่เหมาะกับการปล่อยให้ค่ำคืนค่อยๆ เดินไปพร้อมวิวกรุงเทพฯ
ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่เลือกได้ตามอารมณ์ของวัน
อยากดูเชฟปรุงอาหารตรงหน้า ก็ไป ICHO
อยากให้มื้ออาหารค่อยๆ เล่าเรื่องผ่านวัตถุดิบและเทคนิคการปรุง ก็เลือก Benkay
หรือถ้าอยากจิบอะไรดีๆ พร้อมมองเมืองจากมุมสูง TENKU 33 ก็น่าจะเป็นคำตอบ
และนี่คือ 3 ห้องอาหารที่อยากชวนให้ลองทำความรู้จัก

ICHO เทปปันยากิ “ศิลปะหน้าเตา” กับวิวเมือง
เริ่มกันที่ ICHO ห้องอาหารเทปปันยากิที่มีเรื่องราวย้อนไปถึงปี 1982 เมื่อเปิดตัวครั้งแรกที่โรงแรม นิกโก้ โอซาก้า ชื่อ ICHO มาจากต้นแปะก๊วยที่เรียงรายอยู่ริมถนนมิโดซูจิในโอซาก้า ก่อนจะเดินทางไปพร้อมกับแบรนด์ Nikko Hotels International ในอีกหลายจุดหมายทั่วโลก
สำหรับ ICHO ที่กรุงเทพฯ สิ่งที่น่าสนใจเริ่มตั้งแต่ที่นั่ง เพราะเคาน์เตอร์เทปปันยากิถูกออกแบบให้แขกได้อยู่แถวหน้า มองเห็นเชฟทำงานตรงหน้าแบบใกล้ชิด ตั้งแต่การหั่น พลิก จนถึงการย่างวัตถุดิบ
พื้นที่ใช้หินอ่อน ไม้สีอ่อนสลับไม้มะฮอกกานีสีเข้ม และผ้าโทนเอิร์ธโทน ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและร่วมสมัย ขณะที่ด้านหลังคือเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉากหลังของมื้ออาหาร

วัตถุดิบก็เลือกมาแบบจริงจัง ตั้งแต่หอยเป๋าฮื้อดำญี่ปุ่น ปลาแซลมอนแอตแลนติก หมูฮอกไกโด ไปจนถึงเนื้อวากิว A5 จากมิยาซากิและคาโกชิมะ
ใครอยากเลือกเองก็มีเมนูอะลาคาร์ตทั้งซาชิมิ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ และผักตามฤดูกาล ส่วนเมนูเซ็ตมี 3 แบบ ตั้งชื่อตามถนนสำคัญในเกียวโต ได้แก่ ฮาจิโจ สำหรับคนรักเนื้อวากิว นานาโจ สำหรับสายอาหารทะเล และ โรคุโจ สำหรับเมนูมังสวิรัติ เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดกระเทียม ซุปมิโซะ ผักดอง และของหวาน
และถ้าอยากเปลี่ยนมื้อธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสพิเศษ ICHO ยังมีห้องรับประทานอาหารส่วนตัวอีก 2 ห้อง เหมาะกับทั้งมื้อครอบครัว ดินเนอร์กับเพื่อน หรือมื้อธุรกิจที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
ความน่าสนใจของ ICHO คือเรามาที่นี่ไม่ได้แค่กินเทปปันยากิ แต่ได้ดู “ศิลปะหน้าเตา” ไปพร้อมกับวิวเมือง

Benkay ไฟน์ไดนิ่งกับศาสตร์การปรุงอาหารญี่ปุ่น
ถ้า ICHO คือความสนุกตรงหน้า Benkay จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่นิ่งและละเอียดกว่า
ห้องอาหารญี่ปุ่นสไตล์ไฟน์ไดนิ่งแห่งนี้นำเสนออาหารญี่ปุ่นผ่านการผสมผสานระหว่างเทคนิคดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย ภายใต้การดูแลของเชฟใหญ่ชาวญี่ปุ่นที่นำประสบการณ์และศาสตร์การปรุงอาหารญี่ปุ่นมาถ่ายทอดผ่านแต่ละจาน

หัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบตามฤดูกาล ความเป็นต้นตำรับ และการปรุงที่พิถีพิถัน ทำให้มื้ออาหารของ Benkay ไม่ได้เน้นเพียงความอร่อย แต่รวมถึงรายละเอียดตั้งแต่กระบวนการเตรียมอาหารไปจนถึงการนำเสนอ
สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับมื้อสำคัญ Benkay มีห้องรับประทานอาหารส่วนตัวถึง 3 ห้อง รองรับได้รวม 66 ท่าน จึงเหมาะตั้งแต่มื้อกลางวันทางธุรกิจแบบเป็นส่วนตัว ไปจนถึงดินเนอร์ในโอกาสพิเศษ

บรรยากาศของที่นี่จึงเหมาะกับวันที่เราอยากใช้เวลากับอาหารมากขึ้น ค่อยๆ กิน ค่อยๆ ชิม และปล่อยให้แต่ละจานทำหน้าที่เล่าเรื่องของตัวเอง
ความน่าสนใจของ Benkay สำหรับคนที่มองหาอาหารญี่ปุ่นในมุมที่ประณีตขึ้น ที่นี่คือมื้อที่เหมาะกับการให้เวลากับอาหารอย่างเต็มที่

TENKU 33 สาเกและแสงสีทองช่วงพระอาทิตย์ตก
ถ้ามื้ออาหารจบลง แต่ยังไม่อยากให้ค่ำคืนนี้จบ ก็ขึ้นไปต่อที่ TENKU 33 คำว่า TENKU ในภาษาญี่ปุ่นสื่อถึง “ท้องฟ้า” “สวรรค์” หรือ “แดนสวรรค์” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหัวใจของการออกแบบพื้นที่แห่งนี้ โดยหยิบแรงบันดาลใจจากภาพของขุนนางญี่ปุ่นในอดีตที่รวมตัวกันใต้แสงจันทร์ แต่งบทกวี และดื่มสาเก
บรรยากาศของ TENKU 33 จึงมาในโทนที่ต่างจากสองห้องอาหารอย่างชัดเจน ทั้งไม้จริง รายละเอียดของหินขัด และแสงนุ่มๆ ที่พาเราไปสู่กระจกบานสูงเต็มพื้นที่ มองเห็นทั้งแสงสีทองช่วงพระอาทิตย์ตกและแสงระยิบระยับของกรุงเทพฯ เมื่อค่ำคืนมาถึง

เครื่องดื่มของที่นี่จับคู่กับอาหารญี่ปุ่นจานเล็กที่จัดวางอย่างประณีต มีทั้งค็อกเทลสูตรพิเศษและสาเก เหมาะกับการเริ่มต้นค่ำคืนด้วยเครื่องดื่มเบาๆ ก่อนมื้ออาหาร หรือจะนั่งยาวไปจนจบคืนก็ได้ และสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศกลางแจ้ง TENKU 33 ยังมีสวนเอาต์ดอร์ให้เปลี่ยนบรรยากาศอีกด้วย
ความน่าสนใจของ TENKU 33 อยู่ที่ไม่ว่าจะมาเพื่อชมพระอาทิตย์ตก จิบสาเกหลังมื้อค่ำ หรือมองกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน ที่นี่มีบรรยากาศที่ทำให้การดื่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง
สวรรค์ชั้น 33 ห้องอาหารที่เลือกได้ตามอารมณ์ของวัน
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกชอบมาก สำหรับ Grand Nikko Bangkok Sathorn ไม่ใช่แค่มีห้องอาหารใหม่ถึง 3 แห่งบนชั้นเดียวกัน แต่เราเห็นความพิถีพิถันทุกขั้นตอนแบบฉบับญี่ปุ่น ด้วยความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์สุดประทับใจให้ผู้มาเยือน
บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรอให้มีโอกาสพิเศษถึงจะออกไปกินมื้อดีๆ แค่เลือกห้องอาหารให้ตรงกับสิ่งที่เรากำลังค้นหา ก็เพียงพอที่จะทำให้ค่ำคืนธรรมดาเปลี่ยนเป็นคืนพิเศษ ใครกำลังมองหามุมใหม่ของสาทรสำหรับมื้ออาหารครั้งต่อไป ลองจำชื่อทั้งสามแห่งนี้ไว้
...“ICHO”
...“Benkay”
...“TENKU 33”
บนชั้น 33 โรงแรม Grand Nikko Bangkok Sathorn ห่างจากสถานี BTS ช่องนนทรีประมาณ 10 นาที เชื่อมต่อย่านธุรกิจ สถานทูต แหล่งท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ ปักหมุดไว้แล้วมาได้เลย!!
