The Spirit of Sculptors ชมผลงานหาดูยากของศิลป์ พีระศรี ผ่านบทสนทนาของประติมากรสามรุ่น
ชมเหรียญ ภาพร่าง และภาพถ่ายหาดูยากของศิลป์ พีระศรี พร้อมผลงานประติมากรสามรุ่น ในนิทรรศการ The Spirit of Sculptors
ชมเหรียญ ภาพร่าง และภาพถ่ายส่วนตัวจากช่วงชีวิตในอิตาลีของศิลป์ พีระศรี พร้อมสำรวจการส่งต่อองค์ความรู้ด้านประติมากรรมผ่านผลงานของวัชระ ประยูรคำ และวายุพัด รัตนเพชร
ผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือคอร์ราโด เฟโรชิ อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน โดยเฉพาะอนุสาวรีย์และประติมากรรมสาธารณะสำคัญทั่วประเทศ จนบางครั้งเราอาจเผลอคิดว่าเส้นทางศิลปะของท่านเริ่มต้นขึ้นหลังเดินทางมาถึงสยาม
แต่อันที่จริง ก่อนจะเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย คอร์ราโด เฟโรชิ สร้างผลงานและชื่อเสียงในฐานะประติมากรมาตั้งแต่ยังใช้ชีวิตอยู่ในอิตาลี
นิทรรศการ The Spirit of Sculptors ที่ท่าพิพิธภัณฑ์ (Museum Pier) เปิดให้เราได้เห็นชีวิตการทำงานในช่วงนั้น ผ่านเหรียญ ภาพร่าง และภาพถ่ายส่วนตัวหาดูยาก หลายชิ้นไม่เคยนำออกจัดแสดงต่อสาธารณชนในไทยมาก่อน
ก่อนเป็นศิลป์ พีระศรี ผลงานในอิตาลีบอกอะไรเกี่ยวกับเขา
เหรียญที่จัดแสดงอยู่บนชั้น 3 ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะของสะสม แต่ยังเป็นทั้งงานประติมากรรมขนาดย่อมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีตั้งแต่เหรียญที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสันตะปาปา ไปจนถึงเหรียญที่สร้างขึ้นในวาระซึ่งอิตาลีได้รับชัยชนะในสงคราม
พื้นที่เล็ก ๆ บนหน้าเหรียญเผยให้เห็นความสามารถของศิลป์ พีระศรีในการจัดวางบุคคล สัญลักษณ์ ตัวอักษร และรายละเอียดจำนวนมากเข้าด้วยกัน แต่ละชิ้นจึงมีลักษณะคล้ายผลงานศิลปะบนผืนผ้าใบขนาดจิ๋ว และสะท้อนทักษะด้านประติมากรรมของเขาตั้งแต่วัยหนุ่ม
นอกจากเหรียญ ยังมีภาพสเก็ตช์และภาพถ่ายส่วนตัวที่ช่วยให้เราเห็นตัวตนของศิลป์ พีระศรีในมิติที่มากกว่า “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย” ที่คุ้นเคยจากตำรา
หนึ่งในผลงานที่ชวนให้หยุดดูคือภาพลายเส้นซึ่งรวมรูปปั้นเทพกรีก เทพฮินดู และพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยไว้ในภาพเดียวกัน
“ชิ้นนี้เรากู้มาจากซาเล้ง” พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้งท่าพิพิธภัณฑ์ เล่าถึงที่มาของภาพร่างซึ่งเกือบสูญหายไปพร้อมกาลเวลา
จากประติมากรชาวอิตาลีสู่ผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ของไทย
เมื่อเดินทางมารับราชการในสยามใน พ.ศ. 2466 ขณะมีอายุเพียง 30 ต้น ๆ คอร์ราโด เฟโรชิ ต้องพิสูจน์ก่อนว่า ประติมากรชาวตะวันตกคนนี้สามารถถ่ายทอดรูปลักษณ์และสรีระของคนไทยผ่านงานปั้นได้อย่างถูกต้อง
ผลงานสำคัญในระยะแรกจึงรวมถึงประติมากรรมรูปเหมือนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และต้นแบบพระเศียรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสร้างขึ้นตามแนวทางสัจนิยม (Realism) ความสำเร็จของผลงานเหล่านี้นำไปสู่ความไว้วางใจให้เขาสร้างอนุสาวรีย์และประติมากรรมสาธารณะสำคัญอีกหลายแห่งในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม The Spirit of Sculptors ไม่ได้มองประติมากรรมเพียงในฐานะวัตถุที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังพาไปดูสิ่งที่อยู่เบื้องหลังศิลปะแขนงนี้ด้วย
การเป็นประติมากรไม่ได้อาศัยเพียงพรสวรรค์ ศิลปินต้องมีความรู้เรื่องกายวิภาค สัดส่วน มวล ปริมาตร พื้นที่ว่าง และคุณสมบัติของวัสดุ ผ่านการฝึกฝนอย่างยาวนาน ขณะที่การสร้างงานยังต้องใช้พื้นที่ อุปกรณ์ แรงงาน กำลังกาย และต้นทุนสูง รวมถึงต้องเผชิญกับฝุ่น สารเคมี และความเสี่ยงจากการทำงานกับวัสดุหนัก
วัชระ ประยูรคำ เมื่อความรู้สึกปรากฏอยู่บนพื้นผิว
นิทรรศการจัดวางผลงานของประติมากรสามรุ่นไว้ในอาคารเดียวกัน ได้แก่ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี วัชระ ประยูรคำ ประติมากรรุ่นใหญ่ และวายุพัด รัตนเพชร ศิลปินรุ่นใหม่ สองคนหลังล้วนเติบโตจากระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีรากฐานสำคัญจากสิ่งที่ศิลป์ พีระศรีวางไว้
บนชั้น 2 เป็นพื้นที่ของวัชระ ประยูรคำ ผู้ใช้พื้นฐานด้านกายวิภาคและการสร้างรูปทรงแบบสัจนิยม ถ่ายทอดบุคคลสำคัญผ่านภาษาประติมากรรมของตนเอง
ผลงานเด่นกลางห้องนำเสนอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะทรงโน้มพระวรกายเข้าหาประชาชน เพื่อถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและความห่วงใยที่พระองค์มีต่อประชาชน ท่วงท่าและระยะห่างระหว่างบุคคลทำให้งานชิ้นนี้มีพลังทางอารมณ์ และเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้เราขนลุกเมื่อได้เห็นของจริง
แม้มีพื้นฐานจากประติมากรรมแบบสัจนิยม แต่วัชระไม่ได้ยึดติดกับความเรียบเนียนสมบูรณ์แบบของอนุสาวรีย์ตามขนบ เขาจงใจเก็บรอยปั้น รอยเครื่องมือ และพื้นผิวที่หยาบไว้บนชิ้นงาน เพื่อถ่ายทอดอารมณ์และตัวตนภายในของบุคคลที่เป็นแบบ แนวทางนี้ทำให้นึกถึงอิทธิพลจากประติมากรรมตะวันตกยุคใหม่ โดยเฉพาะผลงานของโอกุสต์ รอแด็ง
งานของวัชระจัดแสดงท่ามกลางบรรยากาศสตูดิโอจำลอง พร้อมอุปกรณ์และร่องรอยจากกระบวนการทำงาน ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่า ก่อนประติมากรรมชิ้นหนึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ ศิลปินต้องทำงานกับความคิด ร่างกาย และวัสดุอย่างไร
วายุพัด รัตนเพชร เมื่อประติมากรรมเดินทางสู่ภาษาร่วมสมัย
บนชั้น 1 ผลงานของวายุพัด รัตนเพชร แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านประติมากรรมไม่ได้หยุดอยู่กับศิลป์ พีระศรี หรือจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบของสัจนิยม แต่ได้รับการส่งต่อ ตีความ และปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
วายุพัดคลี่คลายรูปทรงจากความเหมือนจริงไปสู่งานกึ่งนามธรรมและนามธรรม โดยยังอาศัยความเข้าใจเรื่องมวล ปริมาตร และพื้นที่ว่างเป็นพื้นฐาน ก่อนนำไปทดลองกับวัสดุและแนวคิดร่วมสมัย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและสภาวะของการดำรงชีวิต
ภายในพื้นที่ยังอธิบายขั้นตอนการสร้างประติมากรรม ตั้งแต่การสเก็ตช์แบบร่าง การพัฒนาความคิด ไปจนถึงการขึ้นรูป ช่วยให้คนที่อาจไม่คุ้นเคยกับประติมากรรมเข้าใจกระบวนการทำงานได้ง่ายขึ้น
เมื่อมองผลงานของวัชระและวายุพัดควบคู่กัน สิ่งที่ศิลป์ พีระศรีส่งต่อให้ศิลปินรุ่นหลังจึงไม่ใช่รูปแบบตายตัวที่ทุกคนต้องทำตาม แต่เป็นพื้นฐานด้านทักษะ วิธีคิด และความเข้าใจในรูปทรงที่แข็งแรงพอให้ศิลปินแต่ละคนพัฒนาภาษาของตนเองได้
นั่นทำให้ The Spirit of Sculptors เป็นมากกว่านิทรรศการรำลึกถึงศิลปินคนสำคัญ แต่เป็นภาพของประติมากรรมไทยที่เดินทางผ่านศิลปินสามรุ่น—จากรากฐานทางวิชาการ สู่การแสดงออกเฉพาะตัว และการทดลองในบริบทร่วมสมัย
นิทรรศการจัดขึ้นในเดือนเกิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 และวันที่ 15 กันยายนของทุกปียังเป็น “วันศิลป์ พีระศรี” ท่าพิพิธภัณฑ์จึงลดราคาค่าเข้าชมเป็นพิเศษ เพื่อชวนผู้สนใจศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลป์มาทำความรู้จักทั้งผลงาน ตัวตน และมรดกทางความคิดของเขาให้ใกล้ขึ้น
The Spirit of Sculptors
วันที่ 8 กันยายน–23 ตุลาคม 2569
เวลา 10.00–18.00 น.
สถานที่ ท่าพิพิธภัณฑ์ (Museum Pier)
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท นักเรียน นักศึกษา และเด็ก 100 บาท
