HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
รวม 9 Survival Skills วิชาเอาตัวรอดเมื่อเจอ “น้ำท่วม”
by Dae Warunee
29 ก.ย. 2569, 14:40
  87 views

“น้ำท่วม” ไม่ได้น่ากลัวแค่ตอนน้ำมา แต่การที่เราไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่างหากที่อาจทำให้สถานการณ์แย่ลง!!

 

ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าวันนี้มี Cell Broadcast ข้อความฉุกเฉินเด้งเตือนเข้ามาในโทรศัพท์ว่า “พื้นที่ของคุณมีความเสี่ยงน้ำท่วม” และเรามีเวลาเตรียมตัวไม่กี่ชั่วโมง!!

.....

เราจะหยิบอะไร?

จะขับรถออกจากบ้านไหม?

ทิ้งรถไว้หรือลุยไปเลย?

ถ้าน้ำเริ่มเข้าบ้าน จะปิดอะไรก่อน?

แล้วถ้าต้องเดินลุยน้ำจริงๆ จะทำอย่างไร?

 

 

 

เรื่องเหล่านี้อาจไม่ใช่วิชาที่เคยเรียนในห้อง แต่เป็น “Survival Skills” ที่อยากให้ทุกคนมีติดตัวไว้ เพราะเวลาภัยพิบัติมาถึง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “มีของพร้อม” แต่เราต้องรู้ว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่ และอะไรที่ไม่ควรทำ

 

 

1.Survival Skills “การอ่านน้ำ”

วิชาแรก “อ่านน้ำให้ออก” ก่อนคิดว่าจะหนีอย่างไร?

 

น้ำท่วมแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน น้ำที่ค่อยๆ เอ่อขึ้นจากถนน กับน้ำป่าหลากที่ไหลมาเร็วๆ เป็นคนละสถานการณ์กัน ดังนั้น อย่าดูแค่คำว่า “น้ำท่วม” แต่ให้ดูน้ำกำลังมาแบบไหน และสถานการณ์กำลังเปลี่ยนเร็วแค่ไหน

ถ้ามีประกาศเตือนภัยหรือคำสั่งอพยพ อย่ารอจนสถานการณ์ดูน่ากลัวเสียก่อน ควรรู้เส้นทางออกจากพื้นที่และจุดปลอดภัยไว้ล่วงหน้า แนวทางเตรียมรับมือน้ำท่วมแนะนำให้ครอบครัวมีแผนอพยพและรู้เส้นทางอพยพ รวมถึงช่องทางรับข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่น

จำง่ายๆ รู้ก่อนน้ำมา ดีกว่าคิดตอนน้ำมา

 

2. Survival Skills “หนีให้เป็น”

วิชา “หนีให้เป็น” อย่ารอให้น้ำถึงเอว

 

หนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ รู้จังหวะของการอพยพ ถ้ามีคำสั่งให้อพยพ สิ่งสำคัญคือทำตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนดและหยิบเฉพาะของจำเป็น ไม่ควรรอจนเส้นทางถูกตัดขาดเสียก่อน

ก่อนเกิดเหตุ ลองทำสิ่งง่ายๆ เช่น เปิดแผนที่ แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าต้องออกจากบ้านตอนนี้ เราจะไปทางไหน?” จากนั้นคิดต่ออีกหนึ่งขั้นว่า “ถ้าถนนเส้นนี้น้ำท่วม เราจะไปทางไหนแทน?”

เราว่าการมีทางเลือกสำรองไว้ตั้งแต่ตอนยังไม่มีน้ำ ดีกว่ามายืนกางมือถือกลางน้ำแล้วหาเส้นทางใหม่

 

 

3. Survival Skills “การขับรถ”

วิชานี้ต้องใช้คำว่า “รถไม่ใช่เรือ”

น้ำท่วมแล้วอย่าคิดว่าแค่ขับช้าๆ ก็ผ่านได้ นี่เป็น Survival Skill ที่อยากขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า “อย่าขับรถฝ่าน้ำท่วม” เพราะรถไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันน้ำ และรถสามารถเสียหลักหรือถูกกระแสน้ำพัดได้ แม้ผู้ขับจะคิดว่าน้ำดูไม่ลึกมากก็ตาม แนวทางของ CDC ระบุชัดว่าไม่ควรขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วม และไม่ควรเดินข้ามถนนที่มีน้ำท่วมเช่นกัน

ประโยคที่จำง่ายมากคือ Turn around, don't drown.

ถ้าเห็นถนนข้างหน้ามีน้ำท่วมจนประเมินความลึกและสภาพใต้ผิวน้ำไม่ได้ การเลือกกลับรถอาจปลอดภัยกว่าการเสี่ยง “ลองดูสักหน่อย” เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำคืออะไร

หลุม?

ฝาท่อ?

เศษเหล็ก?

กระแสน้ำ?

หรือถนนที่ถูกกัดเซาะไปแล้ว?

 

4.Survival Skills “การลุยน้ำ”

วิชา “น้ำขุ่นๆ ไม่ได้มีแค่น้ำ”

แน่นอนว่าถ้าที่บ้านมีเรือ ทักษะที่ควรมีคือการพายเรือ ทว่า ความจริงแล้วคนเมืองส่วนใหญ่ร้อยละ 99 ไม่มีเรือ!!!

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมสกิลการเดินลุยน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะน้ำท่วมอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล สารเคมี เศษวัสดุ เศษแก้ว โลหะ รวมถึงสัตว์หรือสัตว์เลื้อยคลานที่ถูกน้ำพัดออกจากพื้นที่ของมันได้ และเราอาจมองไม่เห็นอันตรายเหล่านี้อยู่ใต้ผิวน้ำ ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น “อย่าลุยน้ำ”

โดยเฉพาะคนที่มีบาดแผล เพราะแผลเปิดไม่ควรสัมผัสน้ำท่วม หากจำเป็นต้องเข้าใกล้น้ำ ควรป้องกันร่างกายให้เหมาะสมและรีบทำความสะอาดบาดแผลหากสัมผัสน้ำท่วม

อีกเรื่องที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงคือ น้ำตื้นก็อันตรายได้ เพราะกระแสน้ำที่ไหลแรงสามารถทำให้คนเสียการทรงตัวได้

 

5. Survival Skills “ตัดไฟแต่ต้นลม”

วิชานี้คือ “การรู้จักปิดอะไร”

ก่อนน้ำเข้าบ้าน สิ่งที่ควรรู้ไม่ใช่แค่ว่า ปลั๊กอยู่ตรงไหน แต่เราต้องรู้ว่าจุดตัดระบบสำคัญของบ้านอยู่ตรงไหน เช่น เมนไฟฟ้า / ระบบแก๊ส / วาล์วน้ำ

หากจำเป็นต้องอพยพและสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แนวทางการเตรียมรับมือน้ำท่วมแนะนำให้ “ปิดระบบ” ไฟฟ้า แก๊ส และน้ำตามความเหมาะสม

แต่มีข้อสำคัญมาก คือ อย่าเข้าไปยืนในน้ำเพื่อเอื้อมมือไปปิดไฟ หากต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีน้ำขังเพื่อเข้าถึงระบบไฟฟ้า ควรให้ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการ เพราะความเสี่ยงไฟฟ้าช็อตยังคงอยู่

 

 

ขอบคุณภาพจาก: Siriraj Piyamaharajkarun Hospital

 

6. Survival Skills “แพคกระเป๋าเอาตัวรอด”

วิชา “จัดกระเป๋าใน 5 นาที”

ถ้าต้องออกจากบ้านทันที จะหยิบอะไร? ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังนั่งว่างๆ อยู่ แนะนำว่าไม่ต้องรอให้เกิดภัยพิบัติแล้วค่อยคิด ลองตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า “มีเวลา 5 นาที ต้องออกจากบ้าน เราจะเอาอะไรไป?”

ของที่ควรนึกถึงก่อน เช่น

  • โทรศัพท์มือถือ
  • Power Bank
  • ไฟฉาย
  • น้ำดื่ม
  • อาหารที่เก็บได้นาน
  • ยาประจำตัว
  • เอกสารสำคัญที่ป้องกันน้ำ
  • เงินสด
  • เสื้อผ้าแห้ง
  • ถุงดำ
  • อุปกรณ์ปฐมพยาบาล
  • ของจำเป็นสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยง

หลักคิดสำคัญคือไม่ใช่ “เอาไปให้เยอะที่สุด” แต่เราต้องเลือกอะไรที่ถ้าไม่มีแล้วจะลำบากมากที่สุด?

 

 

7.Survival Skills “การสื่อสาร”

วิชา “โทรศัพท์ต้องรอด”

ในวันที่เกิดภัยพิบัติ โทรศัพท์อาจกลายเป็นทั้ง แผนที่ + ไฟฉาย + ช่องทางรับข่าว + เครื่องมือสื่อสาร ดังนั้น อย่ารอให้เหลือแบต 5% แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร

ตั้งแต่วันนี้ลองทำไว้เลย

บันทึกเบอร์ฉุกเฉินที่จำเป็น
รู้ช่องทางแจ้งเตือนภัย
กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว
และมี Power Bank ที่พร้อมใช้งาน

ถ้าสมาชิกในบ้านพลัดกัน การมี “จุดนัดพบ” และแผนการสื่อสารล่วงหน้าจะช่วยลดความสับสนได้มาก

 

 

8.Survival Skills “การวางแผน”

วิชา “อยู่บ้านก็ต้องมีแผน”

ไม่ใช่ทุกสถานการณ์จะหมายความว่าเราต้องรีบออกจากบ้านทันที สิ่งสำคัญคือ ติดตามประกาศจากหน่วยงานในพื้นที่และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ถ้ายังอยู่ในบ้าน ให้เตรียมของจำเป็น ชาร์จอุปกรณ์สื่อสาร เก็บน้ำและอาหาร และเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากได้รับคำสั่งหรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะบ้านที่มี เด็กเล็ก / ผู้สูงอายุ / ผู้ป่วยติดบ้าน / คนพิการ / สัตว์เลี้ยง ควรคิดแผนล่วงหน้ามากกว่าปกติว่า “ใครจะดูแลใคร และใครจะพาใครออกจากบ้าน” ที่สำคัญคือต้องตามประกาศจากทางการ หากให้อพยพก็ควรปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่

 

9.Survival Skills “การระมัดระวัง”

วิชา “น้ำลด ≠ ภัยจบ”

นี่อาจเป็นหนึ่งใน Survival Skills ที่คนมักลืมที่สุด

เพราะเมื่อเห็นน้ำลด สิ่งแรกที่หลายคนอยากทำคือ กลับบ้านไปดูของ แต่บ้านที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมอาจยังมีความเสี่ยงจากไฟฟ้า โครงสร้างอาคาร เชื้อรา น้ำเสีย สารปนเปื้อน และสิ่งของที่เสียหาย

หากบ้านเสียหาย ไม่ควรรีบเข้าไปจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบว่าปลอดภัย และหากมีน้ำขังภายในบ้าน อย่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือจับระบบไฟขณะยืนอยู่ในน้ำ

น้ำลดแล้วจึงไม่ใช่สัญญาณว่า “กลับบ้านได้เลย” แต่เป็นสัญญาณว่าเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูอย่างระมัดระวังอีกรูปแบบ

 

สุดท้ายแล้ว การเอาตัวรอดจากน้ำท่วมอาจไม่ได้เริ่มต้นวันที่น้ำมาถึงบ้าน แต่มันเริ่มตั้งแต่วันที่เรายังมีเวลาเปิดแผนที่ดูเส้นทางหนี รู้ว่าจุดตัดไฟอยู่ตรงไหน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน คุยกับคนในบ้านว่าจะเจอกันที่ไหน และรู้ว่า “เมื่อไหร่ควรออกจากพื้นที่” เพราะเวลาภัยพิบัติมาถึงจริงๆ เราอาจไม่มีเวลามานั่ง Google ว่า “น้ำท่วมควรทำอย่างไร?”

วิชาที่ดีที่สุดจึงอาจเป็นวิชาที่เรา เรียนไว้ก่อน และไม่ต้องใช้มันเลย แต่ถ้าวันหนึ่งต้องใช้ขึ้นมาจริงๆ...อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

 

 

 

หมายเหตุ

สำหรับการนำไปใช้จริง ในสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ให้ยึดคำเตือนและคำสั่งอพยพจากหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก เพราะระดับความเสี่ยงและคำแนะนำอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และสถานการณ์

 

ABOUT THE AUTHOR
Dae Warunee

Dae Warunee

นักกฎหมายที่หยั่งรากบนเส้นทางสายนักเขียน เซียนเรื่องกินเที่ยว หวังเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์

ALL POSTS