HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ตอนล่าง เราต้องเรียนรู้และรับมืออย่างไร เมื่อภูมิอากาศจะเลวร้ายมากขึ้น
by L. Patt
28 พ.ย. 2568, 04:47
  98 views

มหันตภัยภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ และภาคใต้ตอนล่าง แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักวิชาการว่า น่าจะเป็นเพราะการเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ระเบิดฝน (Rain Bomb) ฝนแช่ (Stationary Heavy Rain) หรือ แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric rivers) แต่ที่แน่ๆ ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) เป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึง และประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร จะเจอฝนตกหนักมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และระบบฝนจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น

แล้วเราจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ต้องปรับตัวเตรียมรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมอย่างไร ในเมื่อความพยายามลดโลกร้อนยังไม่มีความหวังว่าจะทำได้ และมีแนวโน้มร้อนมากขึ้น

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ให้ข้อเสนอแนะถึงการเตรียมรับมือน้ำท่วมยุคโลกร้อนว่า เรา (ในที่นี้ไม่ใช่ภาครัฐ) แต่หมายถึงตัวเรานี่แหละ จง “พึ่งพาตัวเอง” ก่อนดีที่สุด 

 

...อย่าเป็นผู้ประสบภัย

 

กติกาข้อแรกและสำคัญสุดในกรณีภัยพิบัติ “อย่าเป็นผู้ประสบภัย” เพราะไม่มีใครอยากติดอยู่ในบ้านตอนมืดๆ น้ำก็ขึ้นสูงขึ้นทุกที เริ่มจากศึกษาถิ่นอาศัยว่า เมืองที่เราอยู่เคยมีภัยพิบัติน้ำท่วมไหม ถ้าเคย ต้องระวัง แม้น้ำอาจไม่เคยมาถึงบ้านเราแต่นั่นคือยุคก่อน ยุคนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสภาพภูมิอากาศ เมื่อโลกร้อนจัด ทุกอย่างแปรปรวน 

เมืองไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศเสี่ยงน้ำท่วมจากโลกร้อนมากที่สุดภัยน้ำท่วมใหญ่จะถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามอุณหภูมิโลก จาก 3-4 เท่าในช่วง 1.5 องศา กลายเป็นสิบๆ เท่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ในอีก 30-40 ปี อาจทะลุ 2 องศา และไปจบที่ 2.6 องศาในอีก 75 ปี

หากโลกยังเป็นเช่นนี้ หากเราอยู่ในเขตนั้น ต้องเพิ่มความระวังมากสุด โดยเฉพาะในปีที่มีสัญญาณเตือน เช่นปีนี้ นักวิชาการมาเตือนเรื่องลานีญาตั้งแต่ 2-3 เดือนก่อน หลายองค์กรก็เริ่มเตือนฝนหนัก ฉะนั้น เราต้องเริ่มหาข้อมูลให้เยอะเพื่อประกอบการตัดสินใจ แม้อาจมีบางคนออกมาพูดว่า เดี๋ยวน้ำลด แต่ก็ต้องดูด้วยว่าจะเชื่อได้ไหม และต้องหาข้อมูลอื่นๆ ด้วย 

หากไม่มั่นใจ ถอยออกมาตั้งหลักก่อน เพราะหากติดเป็นผู้ประสบภัย บทเรียนจากหลายที่เหมือนกันทั้งนั้น แบตหมด อาหารหมด ขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีคนมา เช่นกรณีที่หาดใหญ่ น่าจะมีคนติดอยู่เป็นหมื่นๆ น้ำขึ้นสูง น้ำเชี่ยว มืด เรือเล็กเข้าไม่ได้ กู้ภัยจากที่อื่นไม่ชินเส้นทาง มีสิ่งกีดขวาง เช่น รถ/สิ่งของจมใต้น้ำ ฯลฯ สารพัดปัญหาเหล่านี้ทำให้การกู้ภัยในยามค่ำคืนอันตรายมากๆ มันจึงยากที่จะมีใครมาช่วยเรา 

ดร.ธรณ์ เน้นย้ำว่า กฎข้อแรกของภัยพิบัติ คือ อย่าเป็นผู้ประสบภัยจนช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องรอคนอื่น แต่ทุกอย่างมีข้อแม้ หลายคนออกมาก่อนยาก อาจเป็นผู้ชรา ผู้ป่วย ฯลฯ เป็นพ่อแม่ที่ลูกไปทำงานที่อื่น เราคงต้องเตรียมพร้อม อาหาร (ของแห้ง) พาวเวอร์แบงค์ชาร์จเต็ม น้ำดื่ม ยา ฯลฯ เราอาจย้ำเตือนกับผู้อยู่ในบ้าน หาของให้พร้อมไว้ มันสำคัญมาก เท่าที่ติดตามข้อมูลจะเห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้กินอะไรมา 3 วันแล้ว บ้างก็ยาประจำตัวหมด บ้างก็เป็นแผลเป็นไข้ สมัยผมเด็กๆ เราจะมี “กล่องยาสามัญประจำบ้าน” แต่ยุคหลังไม่ค่อยมีใครพูดถึง

ยุคนี้อาจต้องกลับมาดูกันอีกครั้ง การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องยากในเวลาฉุกเฉิน ไฟดับ แบตหมด ไม่มีแสงสว่างยิ่งทำให้กลัวจนตื่นตระหนก ลองนั่งคิดจำลองเหตุการณ์ เอาแบบให้ร้ายแรงที่สุด จากนั้นดูสิว่าเราต้องการอะไร เขียนรายการแล้วไปจัดมาให้พร้อม หรือจะฝากใครไปเตรียมไว้ให้พ่อแม่ผู้ชราล่วงหน้า 

หลายคนขึ้นชั้นสองแล้วติดเหล็กดัด ออกไปไม่ได้ ชั้นล่างก็น้ำท่วมหมดแล้ว แบบนั้นอันตรายมาก เราต้องหาทางหนีทีไล่ (ไม่ใช่แค่น้ำท่วม แต่ไฟไหม้จะแย่เอา) ถ้าเขาประกาศว่าน้ำจะสูงขึ้นอีกเยอะมาก เช่ น1.45 เมตร หากเราออกไปไกลไม่ได้ ลองดูใกล้ๆ ว่ามีตึกหรืออะไรที่จะพอไปพึ่งพาอาศัย หากบ้านเราเตี้ยหรือมีชั้นเดียว ดูแล้วไม่รอดแน่ สุดท้ายคือเมื่อภัยพิบัติผ่านไป จะเลือกนักการเมืองมาดูแลเรา ก็ควรนำปัญหาภัยพิบัติเข้ามาคิดด้วย คนที่เราจะเลือกมีความรู้หรือใส่ใจในเรื่องพวกนี้บ้างไหม มีอะไรมาเสนอกับเราว่าจะป้องกันยังไง 

 

เตรียมระบบช่วยเหลือ

 

หน่วยงานภาครัฐจะต้องมีระบบเตรียมพร้อม จะเตือนอพยพในตอนที่ยังออกมาได้ มีโลเกชั่นพร้อมช่วยผู้ป่วยติดเตียง/ผู้พึ่งพาตัวเองไม่ได้ให้ออกมาก่อน มีพื้นที่อพยพ มีพื้นที่จอดรถที่พ้นน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ไปจอดบนสะพานกีดขวางเส้นทางช่วยเหลือยามฉุกเฉิน มีระบบติดตามน้ำที่โปร่งใส ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อประกอบการวิดคราะห์และตัดสินใจของแต่ละคน มีน้ำมันสำรองพร้อมเติมเครื่องปั่นไฟของโรงพยาบาลโดยไม่ต้องร้องขอ 

มีเรือมีอุปกรณ์เตรียมพร้อมช่วยในยามฉุกเฉิน แม้อาจไม่พอแต่ก็ต้องมีไว้บ้าง ช่วยประทังไประหว่างรอความช่วยเหลือจากภายนอก ในยุคนี้ การเตรียมพร้อมไม่ให้คนตกอยู่ในอันตรายและไม่ให้คนจนลง อาจมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำให้คนรวยขึ้น บทเรียนรัวๆ ใน 2 ปีที่ผ่านมา จากน่าน เชียงราย เชียงใหม่ จนถึงหาดใหญ่ คงพอบอกได้ว่า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติโลกร้อนมันมาถึงเราแล้ว และมีแต่จะเพิ่มขึ้น  

 

ปัจจัยน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ตอนล่าง

 

ดร.ธรณ์ อธิบายว่า ปัจจัยธรรมชาติหนนี้มี 3 อย่าง คือ 

ลานีญา - พาลมตะวันออกส่งความชื้นเข้าไทย ฝนตกหนักกว่าค่าเฉลี่ย 

ร่องมรสุม - พาดอยู่ภาคใต้ตอนล่างเป็นเวลานาน ไม่ขยับไปไหน 

โลกร้อน - น้ำร้อนขึ้น ระเหยมากขึ้น อากาศร้อนจุไอน้ำได้มากขึ้น ในเมฆมีน้ำมหาศาล เมื่อ 3 ปัจจัยมารวมกัน จึงเกิดมหันตภัยรุนแรง ซึ่งเมื่อลองย้อนอดีตดู จะมีสาหตุมาจากปัจจัย 1 และ 2 แต่ปัจจัย 3 คือ เมื่อโลกร้อนรุนแรง มันจึงทำให้เกิดฝนถล่มหนักกว่าสมัยก่อน 

นอกจากนั้น ยังคาดการณ์ได้ยาก เช่น ฝนที่น่าจะเบาแล้ว กลับมาหนักใหม่ เป็นปัจจัยเฉพาะพื้นที่ซึ่งพยากรณ์ล่วงหน้านานๆ แทบไม่ได้ ฝนแบบนี้เกิดได้ทุกที่ แม้แต่กรุงเทพฯ ก็เจอเป็นระยะ แต่ไม่นานเหมือนภาคใต้ตอนล่างในครั้งนี้ที่ "ฝนแช่นาน" อีกอย่างที่อยากให้สังเกตคือ ไม่ต้องมีพายุเข้าก็ฝนตกหนักได้ หมายถึง rain bomb อาจจู่โจมได้เสมอ ไม่เหมือนไต้ฝุ่นที่เราตามดูและพยากรณ์ได้แม่นยำ 

เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้และหาทางรับมือไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน แทบจะไม่มีที่ไหนปลอดภัยจาก rain bomb และโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ จึงควรเรียนรู้และเตรียมตัวให้มากที่สุด เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ไม่มั่นใจถอยก่อนตอนที่ยังไปได้ แบตโทรศัพท์ใช้แบบประหยัด อาหาร/น้ำ ฯลฯ 

 

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

 

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA (Geo-Informatics and Space Technology Development Agency) เป็นหนึ่งหน่วยงานที่คอยอัปเดตข้อมูลน้ำท่วมเชิงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำท่วมในหาดใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในการวางแผนกำหนดพื้นที่ในการเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

GISTDA วิเคราะห์ว่า น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่ ตั้งแต่ 19 พ.ย. นี้ ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์น้ำท่วมตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาจาก ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และความเปราะบางเชิงโครงสร้างของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา โดยมีข้อมูลสำคัญจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยืนยันว่า ระดับน้ำครั้งนี้ สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2553 และจัดเป็นปรากฏการณ์ฝนตกหนักในรอบหลายสิบปี 

พื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของจังหวัดสงขลา มีต้นน้ำอยู่บริเวณอำเภอสะเดา ไหลผ่านพื้นที่เมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่แหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า โดยรับน้ำจากคลองสาขาหลายสาย เช่น คลองสะเดา คลองหล้าปัง คลองตง และคลองประตู 

ลักษณะภูมิประเทศตอนบนของลุ่มน้ำเป็นภูเขา โดยเฉพาะเทือกเขาน้ำค้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรี ส่วนตอนกลางและตอนล่างเป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้าง ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอย่างเมืองหาดใหญ่ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดรับน้ำหลักของลุ่มน้ำทั้งหมด

ลักษณะภูมิประเทศเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น พื้นที่ตอนเหนือของลุ่มน้ำเป็นภูเขาและพื้นที่ลาดเอียง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ราบอย่างรวดเร็วโดยไม่มีพื้นที่หน่วงหรือกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน พื้นที่ราบตอนกลางและตอนล่างซึ่งเป็นเขตเมืองมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ทำให้การซึมลงดินลดลงอย่างมาก น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลสะสมลงในพื้นที่ล่าง จนเกิดสภาวะที่เปรียบได้ว่า “น้ำลงมาเร็ว แต่ระบายออกช้า” อันเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมขยายวงกว้างในเขตเมืองหาดใหญ่

เหตุการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางของพื้นที่ต่อสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและเมืองหาดใหญ่ รวมถึงลุ่มน้ำอื่นๆ ที่มีลักษณะปัจจัยใกล้เคียง สามารถรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต 

 

#สามารถติดตามและตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมขังได้ผ่านแอปพลิเคชั่น "เช็คน้ำ"

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS