Dib Bangkok ชวนสำรวจ “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” เมื่อศิลปะไม่ได้อยู่นิ่ง แต่หายใจ เคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรา
Sneak Peek "ชีวิต ชีวา (Giving Life)" นิทรรศการครั้งที่ 2 จาก Dib Bangkok พาชมผลงานระดับโลกของ Alexander Calder และศิลปิน 33 ชีวิต ที่ชวนคุณมาบริจาคลมหายใจและเคลื่อนไหวไปพร้อมศิลปะ
ชีวิต ชีวา (Giving Life) นิทรรศการครั้งที่ 2 ของ Dib Bangkok ชวนมอง “ชีวิต” ผ่านการเคลื่อนไหวของศิลปะ ตั้งแต่ Mobile ระดับมาสเตอร์พีซของ Alexander Calder ไปจนถึงผลงานที่หายใจ เต้น กินได้ และค่อยๆ เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
ถ้าพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งมีชีวิต นิทรรศการแต่ละครั้งก็คงเป็นเหมือนบทใหม่ของชีวิต
นี่คือความคิดเบื้องหลัง “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” นิทรรศการครั้งที่ 2 ของ Dib Bangkok ซึ่งเพิ่งเปิดตัวได้ไม่ถึงหนึ่งปี และกำลังเดินเข้าสู่บทที่สองของการมีชีวิตในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

หลังจากนิทรรศการแรก Invisible Presence เปรียบเสมือนการรวบรวม “โมเลกุล” ของผลงานศิลปะจนกลายเป็น DNA เส้นแรกของ Dib Bangkok ครั้งนี้พิพิธภัณฑ์เลือกคำว่า Giving Life เพื่อพูดถึงการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับผู้ชม
ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ Dib Bangkok เปรียบพิพิธภัณฑ์ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเติบโตและได้รับการหล่อเลี้ยงจากศิลปิน ผู้ชม และชุมชน ขณะที่ชื่อ Giving Life ก็สะท้อนความคิดเดียวกันว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากปราศจากการเคลื่อนไหว
และนั่นทำให้ Alexander Calder กลายเป็นจุดตั้งต้นที่น่าสนใจ
คาลเดอร์คือศิลปินอเมริกันผู้เปลี่ยนประติมากรรมจากสิ่งที่ “อยู่นิ่ง” ให้กลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ ผลงาน Mobile ของเขาอาศัยความสมดุลอย่างละเอียดอ่อน และเพียงการเปลี่ยนแปลงของอากาศก็สามารถทำให้รูปทรงเหล่านั้นเคลื่อนตัวและ “เต้น” ได้
ภัณฑารักษ์ อารียนา ชัยวาระนนท์ เล่าว่า Mobile ของ Calder เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการมองศิลปะในฐานะสิ่งที่มีชีวิต เพราะมันไม่ได้เพียงแสดงรูปร่าง แต่เคลื่อนไหว แสดงท่าทาง และเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว
Calder เคยมาจัดแสดงผลงานในประเทศไทยมาแล้วในปี 1975 แต่ครั้งนี้ Dib Bangkok นำเสนอผลงานขนาด Monumental ของเขาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ปี 2026 ยังเป็นวาระครบรอบ 50 ปีการเสียชีวิตของ Calder และ 100 ปีนับจากปีที่เขาย้ายจากสหรัฐฯ ไปฝรั่งเศส ทำให้ผลงานของเขากลับมาได้รับการพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง และ Dib Bangkok ก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครั้งนี้
จาก Calder และการเคลื่อนไหวของ Mobile นิทรรศการค่อยๆ ขยายคำถามเรื่อง “ชีวิต” ออกไปในหลายรูปแบบ ภัณฑารักษ์ อารียนา ชัยวาระนนท์ นำผลงานกว่า 160 ชิ้น จากศิลปิน 33 คน มาร้อยเรียงผ่านประติมากรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ อินสตอลเลชัน และ Performance โดยมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นคือการมองศิลปะไม่ใช่เพียงในฐานะ “วัตถุ” แต่เป็นบางสิ่งที่สามารถเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ตอบสนอง และมีความสัมพันธ์กับผู้ชมได้
เพราะใน Giving Life บางงานหายใจ บางงานเต้น บางงานชวนเรากินข้าวด้วยกัน ขณะที่บางงานค่อยๆ เสื่อมสลายไปตามเวลา จนคำถามสำคัญของนิทรรศการอาจไม่ใช่เพียง “อะไรทำให้บางสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้” แต่คือ เมื่อเราเข้าไปมีส่วนร่วม เราเองกำลังให้ชีวิตกับงานศิลปะอยู่หรือเปล่า
บางครั้งอาจเป็นลมหายใจของเราเอง
ผลงานของ สุธี คุณาวิชยานนท์ เปิดให้ผู้ชมเป่าลมเข้าไปในประติมากรรมเพื่อทำให้มันพองตัวขึ้น ผู้ชมจึงไม่ได้เป็นเพียงคนดู แต่ต้อง “บริจาคลมหายใจ” ของตัวเองให้กับงานศิลปะ
หรือบางครั้งชีวิตเกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันอย่างผลงานของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เปลี่ยนพื้นที่แกลเลอรีให้กลายเป็นสถานที่ทำอาหารและกินข้าวร่วมกัน งานจึงไม่ได้สมบูรณ์ด้วยตัวมันเอง แต่เกิดขึ้นจากผู้คนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์นั้น
บางครั้งชีวิตก็หมายถึงการค่อยๆ หมดแรง
ในผลงาน Kinetic Sculpture ของ Rachel Yu เครื่องจักรมือสองถูกนำกลับมาเต้นรำอีกครั้ง ก่อนที่กลไกจะค่อยๆ สึกหรอและเสื่อมสลายไปตามเวลา ความเคลื่อนไหวของเครื่องจักรจึงสะท้อนกลับมายังร่างกายของมนุษย์—การใช้งาน การเสื่อมสภาพ และวันที่ทุกอย่างต้องหยุดลงในที่สุด
ขณะที่ผลงานของ Paul Chan เล่นกับความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนผ่าน “การเคลื่อนไหว” มากกว่าใบหน้า ส่วน Izumi Kato นำความทรงจำจากวัยเด็ก การตกปลาในทะเลสาบ และจินตนาการจากแอนิเมชันญี่ปุ่นมาสร้างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความดั้งเดิมกับโลกอนาคต
อีกด้านหนึ่ง ผลงาน The Inferno Series ของวสันต์ สิทธิเขตต์ เปิดให้ผู้ชมขยับชิ้นงานและประกอบพื้นที่ของ “นรก” ด้วยตัวเอง ขณะที่งานของ อารยา ราษฎร์บำรุงสุข พูดถึงความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ได้ระหว่างการเกิดและความตาย
อารียนาเรียก Giving Life ว่า “จดหมายรักถึงศิลปิน ผู้มอบชีวิตให้กับวัสดุต่างๆ”
และเมื่อมองผ่านผลงานทั้งหมด คำว่า “ชีวิต” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ หากรวมถึงความไม่แน่นอน ความเปราะบาง การจบลง และการเริ่มต้นใหม่
หรืออย่างที่อารียนาพูดถึงชีวิตของงานศิลปะในนิทรรศการนี้ว่า วัสดุบางอย่างเคยถูกใช้มาแล้ว บางอย่างถูกนำกลับมาใช้ใหม่ บางชิ้นเติบโต บางชิ้นผุพัง และบางชิ้นอาจกินได้ เต้นได้ หรือหายใจได้
จากวัตถุจึงกลายเป็นสิ่งที่มี “พฤติกรรม” ของตัวเอง
และเมื่อเราเข้าไปมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านั้นก็เริ่มมีความสัมพันธ์กับเรา
อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Zone Archive ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย และอิทธิพลของ Calder ต่อศิลปินไทย รวมถึงช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ศิลปะที่มีทั้ง Performance และ Installation ตลอดจนเหตุการณ์ Calder’s Circus ที่หอศิลป พีระศรี ในปี 2518
ทั้งหมดนี้ทำให้ Giving Life ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการที่นำผลงานของศิลปิน 33 คนมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่เป็นการทดลองว่า เมื่อเราเติม “การเคลื่อนไหว” เข้าไปในศิลปะ แล้วศิลปะจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเรากับมันอย่างไร
และบางทีคำถามที่นิทรรศการอยากฝากไว้กับผู้ชมอาจเรียบง่ายกว่านั้น
What is life without movement?
ถ้าชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง งานศิลปะก็อาจไม่ได้มีชีวิตเพียงตอนที่ศิลปินสร้างมันขึ้นมา แต่อาจมีชีวิตอีกครั้งทุกครั้งที่มีใครบางคนเดินเข้าไปมอง ขยับมัน หายใจเข้าไปในมัน นั่งกินข้าวด้วยกัน หรือเพียงยืนอยู่ตรงนั้นแล้วปล่อยให้ตัวเองเปลี่ยนไปพร้อมกับงาน
“ชีวิต ชีวา (Giving Life)” จัดแสดงระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2570 ณ Dib Bangkok โดยเปิดให้จองบัตรล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
Dib Bangkok
111 ซอยสุขุมวิท 40 พระโขนง คลองเตย กรุงเทพฯ 10110
เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10:00-19:00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)
บัตรเข้าชม: บัตรทั่วไป 700 บาท 550 บาทสำหรับคนไทย บัตรนักศึกษา 250 บาท บัตรนักเรียน 150 บาท
www.dibbangkok.org
Facebook | Instagram: @dibbangkok
#DibBangkok #happeningbkk #GivingLife #ชีวิตชีวา #AlexanderCalder #ContemporaryArt #KineticArt

