HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ดิบ บางกอก  ชวนเปิดทุกสัมผัส ทำความรู้จักศิลปะร่วมสมัยในนิทรรศการ “ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence”
by Ohnabelle
19 ธ.ค. 2568, 14:58
  4,210 views

บทความนี้ชวนคุณค่อย ๆ เดินเข้าไปทำความรู้จัก ดิบ บางกอก ผ่านงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และความรู้สึกที่ค่อย ๆ เปิดออกทีละชั้น

ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของ กรุงเทพฯ เปิดประตู 21 ธันวาคมนี้ ต้อนรับทั้งคนรักงานอาร์ตและใครก็ได้ที่พร้อมเปิดใจเข้ามาสัมผัสเพื่อทำความรู้จักศิลปะร่วมสมัย และนำไปสู่มุมมองใหม่เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวที่ไม่จำเป็นต้องดูให้เห็นเสมอไป แค่รู้สึกและผนึกไว้ในความทรงจำก็ได้ ในนิทรรศการปฐมฤกษ์ “ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence” ที่ชวนให้ร่วมสำรวจแนวคิดเรื่องความทรงจำและสภาวะความเป็นมนุษย์ ผ่านผลงานศิลปินชั้นนำ 40 ท่าน อาทิ มณเฑียร บุญมา, ลี บุล, แอนเซล์ม คีเฟอร์ และ อลิเชีย ควาเด ซึ่งหลายผลงานจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

งานของศิลปินอเมริกัน Hugh Hayden 

ประสบการณ์ของ ดิบ บางกอก เริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่ ดิบ บางกอก จะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ เปิดโล่ง ลานตรงกลางมีลูกโลกหินต่างขนาด 11 ลูก เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่70-250 เซนติเมตร จัดวางในตำแหน่งต่างๆ ลูกใหญ่ที่สุดเป็นหินอ่อนคาราราสีขาวเทาที่มีน้ำหนักมากถึง  1.5 ตัน ผลงานชื่อ Pars pro Toto (2020) ผลงานจัดวางของอลิเชีย ควาเด ที่สื่อถึงระบบดาวเคราะห์ ชวนให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ  
เมื่อสายตาค่อย ๆ เคลื่อนจากพื้นสู่ตัวอาคาร งานศิลปะยังคงทำหน้าที่นำทางความรู้สึกอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมองสูงขึ้นไปจะพบกับผนังของอาคารที่มีไวนิลไล่สีห่อหุ้ม หลายคนคิดว่าเป็นการประดับผนังภายนอกอาคาร แต่ที่จริงเป็นผลงานของศิลปินระดับโลก โช ชิบูยะ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องฟ้าที่แปรสีเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ผนังของอาคารกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดไปโดยปริยาย เบื้องหลังพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยแห่งนี้ คือเรื่องราวของความฝันที่ใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเป็นจริง

จากความฝัน สู่ความดิบ

ดิบ บางกอก ไม่ได้เป็นแค่มิวเซียม แต่เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายใหม่ทางวัฒนธรรม และเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดแสดงคอลเล็กชันศิลปะร่วมสมัยระดับโลก ที่มีจุดเริ่มต้นจากความฝันของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ผู้รักและให้การสนับสนุนศิลปะ รวมถึงเป็นนักสะสมงานศิลปะตัวยงคนหนึ่งของไทย ที่อยากให้เมืองไทยมีพื้นที่และโอกาสมากขึ้นสำหรับคนในแวดวงอาร์ตมาก

ดร.มิวาโกะ เทสุกะ และ ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ 

ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวไว้ว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างพื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง พื้นที่ที่เชิญชวนให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับศิลปะ ถึงเวลาแล้วที่จะมีสถาบันศิลปะร่วมสมัยซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญ เพื่อสะท้อนความมีชีวิตชีวา และเฉลิมฉลองศิลปะด้วยแนวทางที่ทรงพลังและโดดเด่นไม่แพ้ตัวเมืองเอง”

"There is No Voice" โดย  นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล

แฌงเล่าถึงที่มาของชื่อ ดิบ บางกอกว่า คำว่า “ดิบ” สะท้อนถึงวัฒนธรรมของไทยที่มีความสร้างสรรค์ มีความเป็นเอกลักษณ์ ความ “ดิบ” ที่ไม่ได้มาจากอิทธิพลของใคร และที่สำคัญคือ ดิบ บางกอก จะทำหน้าที่ยกระดับศิลปินไทย ให้โอกาสศิลปินรุ่นใหม่ พร้อมกับอนุรักษ์สมบัติทางวัฒนธรรม คือความครีเอทีฟ โดยอาศัยทีมและกระบวนการทำงานระดับโลก

"Full Moon" โดยาจารย์มณเฑียร บุญมา

และสำหรับ ดร.มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์  กล่าวว่า คำว่า “ดิบ” หมายถึงสิ่งที่ยังปรุงไม่เสร็จ เพราะต้องการให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ได้ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ไม่จบไม่สิ้น ทำให้เราต้องทำอะไรต่อไปเรื่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ  สะท้อนความฝันของคุณเพชรที่ต้องการให้ศิลปะ เป็นเครื่องมือส่งต่อความคิด เรื่องราวที่เกิดขึ้น และชวนให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้เวลากับตัวเอง สำรวจความคิดความรู้สึก เกิดความสมดุลในภาวะที่สิ่งรอบตัวมีแต่ความวุ่นวาย 

"มรกต" (Emerald) ผลงานของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
ผลงานจัดวาง ผสมผลาน AI ของศิลปินเกาหลีใต้ Lee Daejon

สำรวจความรู้สึกผ่านผัสสะทุกมิติ

นิทรรศการนี้ถูกออกแบบให้ผู้ชมใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสเป็นตัวนำทาง มากกว่าการอ่านคำอธิบายเพียงอย่างเดียว

อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ ชวนให้ชมงานศิลปะในนิทรรศการ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence ด้วยการเปิดประสาทสัมผัสทุกมิติที่เรามี ให้ลืมความทรงจำเดิมๆ ที่ว่างานศิลปะคือสิ่งในกรอบรูปที่ติดไว้บนผนัง และเริ่มสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยความรู้สึก ฟังเสียง ดมกลิ่น สัมผัสกับแสง ท้าทายความคาดหมายเรื่อง  ขนาด น้ำหนัก และวัสดุในชีวิตประจำวัน กระบวนการเหล่านี้เผยให้เห็นความสอดคล้องตามธรรมชาติ  ระหว่างแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะที่หลากหลาย

ผลงานของ Jannis Kounellis

เริ่มจากผลงานศิลปะขนาดยักษ์รูปทรงเหมือนลูกรักบี้ห่อด้วยฟอยล์สีเงิน ที่ห้อยอยู่กลาง Courtyard Gallery ที่ชั้น 1 ผลงานของศิลปิน ลี บุล ที่สะดุดตากับขนาด ผิวมันเงา และถ้าเข้าไปใกล้จะได้ยินเสียงลมข้างใน  ถัดมาเป็นผลงานของ Jannis Kounellis ในขนาดที่น่าตื่นตาและน้ำหนักมากเพราะเป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่เท่ากับเตียงคู่ 2 เตียงพาดกลางแนวขวางด้วยแท่งเหล็ก 2 แท่งมีผ้าม้วนหลากสีตรงกลาง  ต่อด้วยผลงานของศิลปินไทย สุรสีห์ กุศลวงศ์ ที่ชวนให้นึกถึงความประทับใจในวันเก่า เมื่อไปเที่ยวกับครอบครัว ด้วยการจับรถโฟล์คเต่าหงายท้อง เปลี่ยนภายในรถให้กลายเป็นที่นอนเล่น มีจอทีวีที่ฉายวีดีโอภาพวิถีชีวิตบนสายน้ำ ที่เหมือนเรานอนอยู่บนเรือล่องไปตามแม่น้ำทั้งวัน 

ผลงานชื่อ Incubate จากศิลปินชาวอินเดีย Subodh Gupta

ในแต่ละแกลลอรี่ อารมณ์และรูปแบบของงานจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เทคนิคที่ใช้มีความหลากหลาย ทั้งสิ่งของที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผลงานชื่อ Incubate จากศิลปินชาวอินเดีย Subodh Gupta ที่นำเอาสารพัดของใช้สเตนเลส เช่น จาน ทัพพี ถ้วย มาจัดเรียนในตาข่ายทรงรีหลายใบ จัดวางในรูปแบบที่น่าสนใจ ภายในห้องทรงกลม  หรือวัสดุหลากหลายที่ศิลปินนำมาใช้เพื่อสะท้อนเหตุการณ์พิเศษ เช่น อาร์เต โปเวรา (arte povera) ซึ่งใช้วัสดุธรรมดาเป็นสื่อสะท้อนถึงการดำรงอยู่และความทรงจำอันลึกซึ้งของมนุษย์ และสื่อถึงความสัมพันธ์กับกระบวนการศิลปะหลังสงคราม

Exhibition Copy "Prayer of Abhisot " ผลงานอาจารย์มณเฑียร บุญมา
สัมผัสศิลปะจากงานของอาจารย์มณเฑียร บุญมาได้ โดยยืนด้านล่างและมองขึ้นไปเห็นแสงที่ลอดจากรูที่เจาะไว้ด้านบน

และในสองแกลเลอรี่สุดท้าย จัดแสดงผลงานหลายชิ้นของ มณเฑียร บุญมา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยของไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เช่น Prayer of Abhisot เป็นวีดีโอและภาพก๊อปปี้จำนวนมากรูปเครื่องหมายคำถามและอัศเจรีย์ พร้อมเสียงคล้ายเสียงสวดมนต์  “อโรคยาศาล”  และ “Zodiac House” ที่มีรูปทรงคล้ายหลังคาสถานที่ต่างๆ ใกล้บ้านของเขา จัดวางในตำแหน่งหรือทิศเดียวกับอาคารจริง  ซึ่งผู้ชมสามารถเข้าไปยืนด้านล่างและมองขึ้นไปเห็นแสงที่ลอดจากรูที่เจาะไว้ด้านบนเหมือนตำแหน่งดวงดาว

อีกหนึ่งผลงานที่ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร คือ หอคอยสูงบนชั้นสอง ซึ่งที่จริงแล้วคือผลงานชื่อ Straight Up โดยศิลปิน เจมส์ เทอเรล (James Turrel) ซึ่งเมื่อเดินเข้าไปที่ฐาน จะเป็นห้องทรงกลมมืด ให้มองเห็นแสงที่สะท้อนเงาเมฆเบื้องบนลงมาปรากฎบนพื้น ซึ่งผู้ชมจะเห็นได้ถึงความเคลื่อนไหวของธรรมชาติอย่างเงียบ ๆ เมื่อขึ้นบันไดไปบนหอคอย จะพบกับห้องทรงกลมที่มีช่องแสงบนปลายยอด แสงที่ลอดผ่านช่องนี้จะสะท้อนกับผนังรอบๆ เปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลา ซึ่งจะสามารถเห็นได้ชัดในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก  ซึ่ง ดิบ บางกอก ได้เตรียมทัวร์พิเศษในช่วงเย็นนำชมปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงของแสงนี้ด้วย 

งานแต่ละชิ้นที่จัดแสดง ล้วนสร้างความรู้สึกที่แตกต่าง ชวนให้ผู้ชมใช้เวลาสำรวจอย่างละเมียดละไม สร้างความสงบ หรือกระตุ้นความคิดหลากหลาย และชวนให้เก็บความรู้สึกนี้ไว้เป็นแรงบันดาลใจต่อไป 

ผลงานประติมากรรมของศิลปิน หลุยส์ บูร์ชัวส์ 

อาคารทรงร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายไทย

นอกจากงานศิลปะที่จัดแสดง ตัวอาคารเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การรับรู้ การเปลี่ยนพื้นที่จากโกดังเก่ามาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ได้มืออาชีพที่ฝากผลงานกับมิวเซียมระดับโลกมากมายอย่างกุลภัทร ยันตรศาสตร์ แห่ง WHY Architect มาเป็นผู้ออกแบบ โดยทำงานร่วมกับ สถาปนิก 49 (A49) ที่ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้ส่งเสริมการสร้างความรู้สึก และชวนให้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของศิลปะร่วมสมัย  ความเรียบ ความโปร่ง โล่ง ของตัวอาคาร และภูมิทัศน์รอบๆ สะท้อนถึงความสงบ ชวนให้ผู้คนได้สำรวจงานศิลปะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

ศิลปะที่ชิมได้

ดิบ บางกอก ไม่ได้ชวนให้รีบเดินผ่าน แต่ชวนให้ใช้เวลา อยู่กับงาน และเก็บความรู้สึกบางอย่างกลับออกไป นอกจากงานศิลปะต่าง ๆ  “วัตถุดิบ บิสโตร แอนด์ บาร์” ร้านอาหารขนาด 80 ที่นั่งภายในมิวเซียม พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่น กาแฟหลากเมนู และอาหารนานาชาติที่คุ้นเคยหลากหลายเมนู ที่ปรุงจากท้องถิ่นและนานาชาติ ให้บริการสำหรับผู้มาเยือนทั้งผู้ที่ซื้อบัตร และไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชมตลอดทั้งวัน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ 9:00 – 24:00 น.

ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 111 ซอยสุขุมวิท 40 

ดิบ บางกอก เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคารและพุธ ระหว่างเวลา 10.00-19.00 น. 

บัตรเข้าชม: 550 บาทสำหรับคนไทย และ 700 บาทสำหรับชาวต่างชาติ สามารถสำรองบัตรเข้าชมได้ล่วงหน้าทางเว็บไซต์ www.dibbangkok.org

#ดิบบางกอก #DibBangkok #ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ศิลปะ #ContemporaryArt

 

ABOUT THE AUTHOR
Ohnabelle

Ohnabelle

Work hard, Eat harder ศิษย์เก่าออสเตรเลียแต่วนเวียนกับเรื่องสวิตเซอร์แลนด์

ALL POSTS