หอศิลป์เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์แห่งชาติ
ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ วิพากษ์การตัดงบกระทรวงวัฒนธรรม และทิศทางหอศิลป์แห่งชาติ ถนนรัชดาฯ ในยุคที่ศิลปะถูกผลักดันสู่ 'เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์'
ฟังคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยอาจารย์วีระ ธีรภัทรานนท์ แล้วอดเป็นห่วงกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่ถูกลดงบประมาณ 11% จาก 9 พันล้านบาทลดเหลือ 8 พันล้านบาท
สำหรับ วธ. มีภารกิจรับผิดชอบการทำนุบำรุงมรดกศิลปวัฒนธรรมและศาสนา แล้วยังรับภาระด้านเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศ
การตัดงบประมาณครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการส่งสัญญาณที่สวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่เป่าประกาศว่าจะมีแผนควบรวม วธ. กับการท่องเที่ยว เพื่อขยายฐานด้านเศรษฐกิจรองรับนักท่องเที่ยวที่ไหลมาเทมาอย่างไม่หยุดยั้ง

ถ้า อาจารย์วีระ หรือผู้แทนสำนักงบประมาณได้มาร่วมฟังบรรยายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม หัวข้อ “ศิลปะขับเคลื่อนประเทศไทย: ว่าด้วยศิลปะกับนโยบายสาธารณะและบริหารจัดการภาครัฐ” ที่หอศิลป์แห่งชาติ วธ. ก็จะได้เข้าใจ (หรือไม่)
การเตรียม ความพร้อมในการเปิดหอศิลป์แห่งชาติ ที่ถนนรัชดาฯ หลังอาคารสร้างเสร็จมามากกว่า 10 ปี ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเป็นเวลานาน คงจำกันได้โครงการเมกะ โปรเจ็คนี้ถูกริเริ่มสมัย นายกทักษิณ ชินวัตร ที่วาดฝันในการขยายพื้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ให้เป็นประตูสู่วัฒนธรรมอาเซียน (Asian Cultural Gateway)
อนึ่งหอศิลป์แห่งชาติแห่งนี้ ไม่ใช่ หอศิลป์แห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้า ที่อาจารย์วีระได้กล่าวถึงในคณะกรรมาธิการ ฟังดูแล้วประเทศไทยมีความร่ำรวยมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรมอย่างมาก จนมีหอศิลป์แห่งชาติถึงสองแห่งด้วยกัน แต่ที่อาจารย์วีระ กล่าวว่า “ผมผิดหวังมากอันนี้ไม่ใช่ National Gallery” ก็โปรดอย่าเอามาตรฐานสากลมาวัดครับ เพราะเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว กรมศิลปากรได้ปรับปรุงโรงกษาปณ์เก่าและดำเนินมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็นับว่าโชคดีมาก เทียบกับงบประมาณที่จำกัด ยังต้องเอามารักษาความปลอดภัยป้องกันสมบัติของชาติ
เมื่อสำนักงบฯตัดงบประมาณ ส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยด้อยประสิทธิภาพ ดังนั้นปัญหาต้นเหตุทางสำนักงบฯ ก็ต้องรับผิดชอบด้วยเมื่อมีของถูกขโมย ส่วนตัวแล้ว ขอให้กำลังใจข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ที่ทำงานอุทิศให้กับการรักษามรดกของชาติอย่างต่อเนื่องเสมอมาโปรดอย่าท้อแท้

อาจารย์วีระเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ต่างประเทศบ่อยครั้ง ผมชื่นชมเวลาอาจารย์บรรยายผลงานของ John Singer Sargent, Verneer, Rembrandt แต่อาจารย์คงทราบดีว่าสมบัติในหอศิลป์ระดับโลกก็ถูกขโมยอย่างต่อเนื่อง เพราะงบประมาณรักษาความปลอดภัยถูกตัด เราคงจำได้ดีกับโจรกรรมพระมหาพิชัยมงกุฎจำลองที่
พระราชวังฟงแตนโบล และโจรกรรมมงกุฎจักรพรรดินีมองติจู ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส เพราะระบบรักษาความปลอดภัยถูกตัดงบประมาณ กล้องวงจรปิดไม่ทำงาน
กลับมาเรื่องสัมมนาเกี่ยวกับหอศิลป์แห่งชาติโดยวิทยากรที่ให้ให้ความรู้หลากหลาย ตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของหอศิลป์แห่งชาติทั่วโลก จนมาถึงหอศิลป์แห่งชาติในเอเชีย บริบทของระบบนิเวศทางศิลปะ (Art Ecosystem) อำนาจน้อมนำ (Soft Power) การผลิตบุคลากรทางด้านศิลปะ รวมทั้งการพลิกฟื้นวังหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ โดยการรวมพหุสาขาทางด้านศิลปะร่วมสมัย และการทำงานเฉพาะที่ (in situ) ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่โจทย์สำคัญที่หน่วยงานรับผิดชอบไม่ได้ให้ความกระจ่างคือ แล้วจะขับเคลื่อนหอศิลป์แห่งชาติแห่งนี้อย่างไร? ที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งคือ ไม่ได้มีการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของ หอศิลป์แห่งนี้ อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ไม่ได้เข้าร่วมงานสำคัญ
แทนที่จะได้รับโอกาสรับข้อมูลการแก้ไขปัญหาหอศิลป์แห่งชาติ เรากลับได้ฟัง รองปลัด วธ. บรรยายเรื่องการบริหารจัดการและแนะนำกระทรวงวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเศรษฐกิจ (Ministry of Culture, Experience and Economy) ฟังดูแล้วเก๋ไก๋ แต่ยากที่จะให้ชาวบ้านเข้าใจ คำว่า ท่องเที่ยว ตกหายไป คำว่าเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ มาแทนที่
พอมีคำบรรยายเช่น “มรดกไม่ใช่อนาคตบนความว่างเปล่า” หรือ “ศิลปะเป็นสิ่งที่ตัวเลขมองไม่เห็น” ผู้ฟังเริ่มไม่คล้อยตาม แต่กังวลว่ากระทรวงนี้จะมีทิศทางไปทางไหน เพราะลำพังควบรวมวัฒนธรรมกับท่องเที่ยวก็ต้องมี “การตบตี” (ใช้คำอาจารย์วีระ) มากพออยู่แล้ว แต่ยังมีแผนควบรวมหน่วยงานและองค์การมหาชน เช่น ศูนย์คุณธรรม, ททท., CEA, SACIT, TCEB, OKMD มาด้วย ก็คงสับสนกันอย่างมโหฬาร แต่หน่วยงานสำคัญที่ถูกมองข้ามได้แก่ สำนักพุทธศาสนา ภายใต้สำนักนายกฯ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้แน่นอนจะส่งผลดีและเสียหาย ต่อความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งมาถึงจุดนี้แล้วยังเงียบอยู่ ดังนั้นนิยามของหอศิลป์แห่งชาติ ไม่เพียงแต่จำกัดอยู่แค่ ศิลปะสมัยใหม่หรือศิลปะร่วมสมัย แต่ขยายวงกว้างไปถึงการแสดงผ้าไหม งานออกแบบ สินค้าวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดประชุมนานาชาติ การแสดงพื้นบ้าน การเล่นดนตรีลูกทุ่ง ลำตัด หมอลำ และโนราห์
การประยุกต์พื้นที่หอศิลป์แห่งชาติให้เป็นลานอเนกประสงค์ ได้ถูกปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งโรงยิมให้ข้าราชการออกกำลังกาย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีการราชสำนัก จนถึงเป็นที่ซ้อมเดินริ้วขบวนและถอนสายบัวของเจ้าหน้าที่วัฒนธรรม จนได้กลายเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมต่างๆ ยกเว้นการแสดงงานศิลปะที่เป็นสมบัติของชาติ
จึงอยากเรียนเชิญอาจารย์วีระ ผู้แทนสำนักงบประมาณและผู้สนใจในวันที่ 7 และ 10 ส.ค. มาร่วมฟังข้อเสนอสำหรับการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการหอศิลป์แห่งชาติ ที่วธ. (อาจารย์วีระอย่าไปหอศิลป์แห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้านะครับ)
ขอแนะนำว่าอาจารย์วีระและผู้มาร่วมงาน เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT มาสถานีศูนย์วัฒนธรรม เดินอีก 700 เมตร ข้ามถนน (ระวังรถเฉี่ยว) เจอป้ายขนาดใหญ่ หอศิลป์แห่งชาติ ติดที่รั้ว จากนั้นเดินเท้าสู่ลานวัฒนธรรมสร้างสุข เจอยักษ์กับหมาจุด อย่าแปลกใจไม่เห็นมนุษย์ เดินไปมา ณ ที่นี้ คือพื้นที่เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ที่จะโด่งดังในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม: จากหอศิลป์แห่งชาติสู่ MONA Bangkok เมื่อเอกชนกำลังไปไกลกว่าภาครัฐ
#happeningViews #หอศิลป์แห่งชาติ #กระทรวงวัฒนธรรม #NationalGalleryThailand
