ปักหมุดเวนิส “The Spirits of Maritime Crossing: วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026”
สำรวจเรื่องการเดินทาง พลัดถิ่น และความทรงจำผ่านศิลปะร่วมสมัยจาก 20 ศิลปินอาเซียน
ในเมืองที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับการเดินเรือ การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างเวนิส นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พาศิลปะร่วมสมัยจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก ในฐานะ Collateral Event ของมหกรรมศิลปะระดับโลก Venice Biennale ครั้งที่ 61

นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดย มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายพันธมิตร นำเสนอผลงานกว่า 30 ชิ้น จาก 20 ศิลปิน ทั้งศิลปินชื่อดังและศิลปินรุ่นใหม่จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม วิดีโอจัดวาง ไปจนถึงศิลปะการแสดงสด
นิทรรศการครั้งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในฐานะภัณฑารักษ์ โดยใช้ “การข้ามน้ำ” และ “เส้นทางเดินเรือ” เป็นแกนกลางในการเล่าเรื่อง เพื่อสำรวจประเด็นร่วมสมัยอย่างการย้ายถิ่น การพลัดถิ่น ประวัติศาสตร์อาณานิคม และความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรมที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

“เวนิส เบียนนาเล่ เริ่มต้นจากแนวคิดเรื่องศิลปะแบบตัวแทนประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกศิลปะเริ่มตั้งคำถามว่า จะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะเล่าเรื่องข้ามพรมแดนมากขึ้น” ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวระหว่างเปิดงาน พร้อมอธิบายว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้คือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินจากภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศที่มักถูกมองข้ามในเวทีนานาชาติ ได้มีพื้นที่บนเวทีศิลปะระดับโลก
“ผมต้องขอบคุณ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ที่ช่วยทำให้เกิดนิทรรศการนี้ขึ้นได้”

เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้งานแต่ละชิ้นจะมาจากบริบทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับเชื่อมโยงกันอย่างนุ่มลึกผ่านธีม “การเดินทาง” ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และตัวตนของศิลปินแต่ละคน

หนึ่งในผลงานที่ชวนหยุดมองนานเป็นพิเศษคือผลงานของ “เรืองศักดิ์ อนุวัฒน์วิมล” ศิลปินไทยที่ทำงานวิจัยระยะยาวเกี่ยวกับแม่น้ำโขง เขานำภาพถ่ายดาวเทียมมาต่อกันเป็นแผนที่ขนาดยาวกว่า 11 เมตร เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ ตั้งแต่สีของแม่น้ำที่ผิดเพี้ยน การกัดเซาะ ไปจนถึงร่องรอยของระบบนิเวศที่กำลังสูญหาย
จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากการสังเกตว่า แม่น้ำโขงที่เคยมีสีน้ำตาลกลับเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสในช่วงปี 2019-2020 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติ ก่อนที่เขาและทีมศิลปิน-นักวิจัยจะเริ่มลงพื้นที่เก็บข้อมูลจริง ทั้งดิน ทราย น้ำ และซากสิ่งมีชีวิตจากริมแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง
“หลายครั้งสังคมไทยจดจำเหตุการณ์สำคัญได้เพียงชั่วคราว ก่อนทุกอย่างจะเลือนหายไป” เรืองศักดิ์ กล่าว
“งานศิลปะของผมจึงเป็นเหมือนหลักฐานของบางสิ่งที่กำลังจะสูญหาย และตั้งคำถามว่า เราจะส่งต่ออะไรให้คนรุ่นต่อไป”

ขณะที่ผลงานของ “วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์” ศิลปินเซรามิกจากราชบุรี พาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์การเดินเรือผ่าน “ไห” และ “เครื่องลายคราม” ที่เชื่อมโยงเอเชียกับยุโรปเข้าไว้ด้วยกัน
เขาเล่าถึงความทรงจำวัยเด็กที่เคยติดตามพ่อไปงมหาของเก่าในแม่น้ำแม่กลอง ก่อนจะค้นพบในเวลาต่อมาว่า ภาชนะบางชิ้นที่จมอยู่ในแม่น้ำไทยนั้นอาจมาจากแหล่งผลิตเดียวกับ “ไหของมาร์โค โปโล” ที่ค้นพบในเวนิส และกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการตั้งข้อสันนิษฐานว่า มาร์โค โปโล อาจเคยเดินทางถึงจีนจริง
สำหรับวศินบุรี เครื่องลายครามจึงไม่ใช่เพียงวัตถุโบราณ หากแต่เป็น “ร่องรอยของการเดินทาง” ที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าหากัน ผ่านเส้นทางการค้า การอพยพ และผู้คนที่อาจไปถึงจุดหมายหรือสูญหายกลางทาง
“ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่คนที่เดินทางถึงเท่านั้นที่ควรถูกจดจำ แต่รวมถึงคนที่ออกเดินทางแล้วไปไม่ถึงด้วย เพราะพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกเช่นกัน”

ขณะที่ผลงาน Spiritual Spaceship ของ “ต่อลาภ ลาภเจริญสุข” นำแนวคิดเรื่องการอพยพและความทรงจำมาถ่ายทอดผ่าน “ยานอวกาศของจิตวิญญาณ” ที่ประกอบขึ้นจากเศษเสี้ยวของความเชื่อ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แรงบันดาลใจสำคัญของงานชิ้นนี้มาจากเรื่องราวของอาม่าที่อพยพจากจีนมายังประเทศไทย ก่อนถูกตีความใหม่เป็นยานอวกาศกลิ่นอายไซไฟยุค 70s ที่ราวกับกำลังบรรทุกความทรงจำส่วนบุคคลและประวัติศาสตร์ร่วมของภูมิภาคเอาไว้

อีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนประเด็นเรื่องอัตลักษณ์และความเชื่อได้อย่างทรงพลังคือผลงานของ “โซ ยู นเว” ศิลปินชาวเมียนมาเชื้อสายจีน ผู้ใช้ “งู” เป็นสัญลักษณ์แทนตัวตนของตนเอง
ครอบครัวของเธออพยพหนีสงครามกลางเมืองจากจีนมายังชายแดนเมียนมา-ไทย และเติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมผสมผสานหลากหลายชาติพันธุ์ ความเชื่อเรื่องภูตผีและจิตวิญญาณแบบ animism จึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตและงานศิลปะของเธอ
ประติมากรรมที่จัดแสดงในเวนิสประกอบด้วยร่างลูกผสมระหว่างหญิงสาว งู และต้นไม้ รวมถึง “นาค” ผู้พิทักษ์สายน้ำในตำนานเมียนมา ซึ่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ สะท้อนทั้งแรงกดดันทางการเมือง ความเชื่อ และความซับซ้อนของชีวิตร่วมสมัยในเมียนมา

ในอีกมุมหนึ่ง “อง เคียน เผิง” ศิลปินจากสิงคโปร์ พาผู้ชมจินตนาการถึงอนาคตผ่านวิดีโอที่สร้างด้วย AI ภายใต้ชื่อ Disaster Free ตั้งคำถามต่อภาพจำที่ว่า “สิงคโปร์คือประเทศปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ”
เขาจำลองภาพแฟลต HDB ทางเดิน และทิวทัศน์คุ้นตาของสิงคโปร์ที่ถูกน้ำท่วม เพื่อสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดระหว่าง “ชีวิตประจำวัน” กับ “หายนะในอนาคต” พร้อมชวนตั้งคำถามถึงช่องว่างระหว่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับการรับรู้ของผู้คน
“หลายคนคิดว่าเรื่องโลกร้อนหรือระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไม่เกี่ยวกับตัวเอง เพราะสิงคโปร์ดูเหมือนจะปลอดภัยจากภัยพิบัติ แต่จริงๆ แล้วเราเชื่อมโยงกับปัญหาเหล่านี้มากกว่าที่คิด”
เขายังบอกกับ HappeningBKK ว่า แม้ศิลปะอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยตรง แต่ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อม เปิดบทสนทนา และทำให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มากขึ้น
นอกจากเนื้อหาที่หลากหลาย สิ่งที่ทำให้นิทรรศการครั้งนี้น่าสนใจคือการเปิดพื้นที่ให้เสียงจากภูมิภาคอาเซียนได้เล่าเรื่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม การเมือง อัตลักษณ์ เพศสภาพ ความทรงจำ หรือแม้แต่จิตวิญญาณของผู้คนที่ล่องลอยข้ามพรมแดน

และในเมืองอย่างเวนิส ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลของโลก การมาบรรจบกันของเรื่องเล่าจากแม่น้ำโขง แม่น้ำแม่กลอง เมียนมา สิงคโปร์ หรือหมู่เกาะต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งทำให้นิทรรศการนี้มีน้ำหนักมากกว่าเพียงการ “พาศิลปินไทยไปต่างประเทศ” หากแต่เป็นการชวนมองว่า ประวัติศาสตร์การเดินทางของภูมิภาคนี้เชื่อมต่อกัน และยังคงส่งแรงกระเพื่อมมาถึงปัจจุบันอย่างไร
ราวกับสายน้ำที่ยังคงพัดพาเรื่องเล่าจากอดีต ให้ล่องลอยมาบรรจบกันอีกครั้งที่เวนิส

นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม–2 สิงหาคม 2569 ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù, Venice. นครเวนิส
