HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ท่องมหานครศิลาทรายสีชมพู ชมความมหัศจรรย์ของท่อประปานครแห่งจอร์แดน
by พรสรร เสตเสถียร
1 ก.ค. 2562, 16:22
  2,243 views

เดินเทรลชมความอลังการณ์ในอดีตของเมืองเพตรา สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในจอร์แดน

        คุณเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับชาวนาบาเที่ยนไหม ? ไม่คุ้นใช่ไหมคะ  พวกเขาสร้างเมืองเมื่อสองพันปีที่แล้ว เมืองนี้มีโครงสร้างที่เกิดจากความรู้ทางวิศวกรรมที่สุดยอด มีระบบบริหารจัดการน้ำกินน้ำใช้เพื่อชาวเมืองและการทำการเกษตร มีท่อประปา มีอ่างเก็บน้ำ มีแนวกั้นและระบบป้องกันน้ำท่วมน้ำหลากเฉียบพลัน มีเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่ป้องกันอาคารถล่มจากแผ่นดินไหว พวกเขาควบคุมเส้นทางสำคัญทางการค้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม พวกเขาคุมเส้นทางที่เชื่อมต่อ ยุโรป เอเชียและแอฟริกา

        พวกเขาสร้างเมืองเมืองหนึ่งขึ้นมาเมื่อสองพันปีที่แล้ว และเมืองนั้นชื่อว่า…..เพตรา คุ้นแล้วซินะคะ

        พรสรรก็เป็นคนนึงที่รู้สึกว่าต้องไปเพตราและสารภาพตรงๆว่า “ไม่อินเท่าไหร่” ในตอนแรก เพราะภาพส่วนใหญ่ที่เห็นก็คือ อาคารที่แกะสลักจากหน้าผาสวยๆ เมืองสีชมพู ทุกคนต้องเดินผ่านช่องเขาประมาณ 1 กิโลเมตร พอเหนื่อยกำลังงามก็ พ่าม พาม พ๊าม  The Treasury ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันเป็นอะไรที่ต้องทำ เพราะทุกคนเค้าทำกัน นั่นคือความคิดแรกเมื่อเดินทางเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง คืนก่อนวันเข้าเขตเมืองเก่าเพตรา

         เราเดินทางมาถึงโรงแรมประมาณบ่ายสองบ่ายสาม โดยที่มูราด ทัวริสเอสคอร์ท ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “มันมีพิพิธภัณฑ์นะ ไปดูได้ถ้าไม่มีไรทำ”

        ดีค่ะ ชอบพิพิธภัณฑ์

        หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ได้เวลาเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นตึกใหญ่โตดูทันสมัย แต่  ปรากฏว่าปิด! ป้ายติดตัวเบ้อเร่อว่า พบกันวันที่ 18 เมษายน 2019 เอ่อออออออ วันนี้วันที่ 15 เมษายน! เจ้าหน้าที่บอกว่ากลับมาใหม่นะ อีก 3 วัน

        พรสรร  “ไม่ ไม่ ไม่ ไอกลับบ้านไปแล้ว”

เจ้าหน้าที่ “งั้นไปดูพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ข้างในละกันนะ มันก็พอมีข้อมูล เข้าไปเลย”

       เอาวะ ไหนๆ ก็อุตส่าห์เดินขึ้นเนินลงเนินมาถึงตรงนี้แล้ว ไปๆๆๆ ไปดูเค้าซะหน่อย

       พิพิธภัณฑ์เล็กนี้ตั้งอยู่หลังออฟฟิศขายตั๋ว มีคนเดินดูอยู่ประมาณ 3-4 คนเท่านั้น และแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ราว 10 ห้อง โดยนับจากบอร์ดเรื่องราวที่นำเสนอ เรื่องที่ 1 นาบาเที่ยนมาจากไหน บอร์ดที่ 2 ลำดับเหตุการณ์ การค้นพบและ ชาวตะวันตกที่มีบทบาทกับการค้นพบ บอร์ดที่ 3 4 5 การค้า เศรษฐกิจ เทคโนโลยี …… มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล็กมากกกกกกซะจนน่าจะเรียกว่านิทรรศการ เป็นการให้ข้อมูลแบบฉบับคัดย่อ เน้นเนื้อๆ ดูเผินๆ มันน่าเบื่อมาก แต่ถ้าได้อ่านอย่างจริงจัง มันได้นำเสนอ “ความเจ๋ง” ของเมือง  ที่ทำให้มองข้ามความสวยเลยทีเดียว เอาละซิจากที่คิดว่า จะมาเดินสิบโมง  นั่งดูตึกสวยๆ ชิวๆ  ไม่ได้ละ ต้องมีไกด์ ต้องเดินให้ทั่ว ณ จุดนั้นบอกเลยว่าสิ่งที่อยากดูคือท่อประปาโบราณ!

        คุณคะ ท่อประปา มันทำให้ดิฉันเปลี่ยนแผนใหม่ ตื่นตีห้ามาเตรียมตัว และมายืนรอหน้าเพตรา รอเวลาเปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า เดินเข้าไปด้วยความมาดมั่น หลังจากโชว์จอร์แดนพาสที่ตู้ขายตั๋วก็เดินไปสอบถามที่เคาน์เตอร์ไกด์

        พรสรร : “อยากได้ไกด์ค่ะ มีเวลาไม่มากแค่ครึ่งเช้า อยากเดินเทรลหลักและอยากดูท่อประปา เดินเทรลไหนอีกดีคะพี่” พร้อมกระซิบเบาๆ ว่า “อย่ายากนักหนูไม่ไหว”

        เจ้าหน้าที่อธิบายทั้ง 8 เทรลให้เลือกในเวลาอันรวดเร็ว แล้วเราก็มาจบกันที่การรวบ 2 เทรลเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ main trail กับ เทรลที่ 8  Al Madras Trail ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดสองชั่วโมงครึ่ง ค่าใช้จ่ายประมาณสี่พันบาท สู้ไปค่ะ

        พรสรร : “เอ่อ ต้องรอเริ่มกี่โมงคะ”

       เจ้าหน้าที่ : “เริ่มเลย เดี๋ยวไกด์มาภายใน 5 นาที ดูนาฬิกา 6.25  ทำงานกันเช้าดีจัง นครเพตรายามเช้านั้น เงียบสงบมาก มีนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ แบบมากันเองเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น จากการพูดคุยกับไกด์ นั้น 9 โมงเช้าเป็นเวลาที่ทัวร์ต่างๆ เริ่มมาลง

       “ยูคิดถูกแล้วที่มาตั้งแต่ 6 โมง ป่ะเริ่มเดินกันเลยดีกว่า เดี๋ยวไอจะพายูปีนขึ้นไปแล้วเราจะกลับลงมาตรง The Treasury แล้วเราก็จะเดินตามเมนเทรลไปเรื่อยๆ จนจบ โอเค๊ เดี๋ยวไอจะอธิบายไปเรื่อยๆ นะ  เห็นหินบล็อกๆ 3 ก้อนทางขวาไหม”

        ห๊ะ เพิ่งเดินมาได้ 3 ก้าว มีให้ชมแล้วเหรอ…. มันเป็นหินก้อนใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมเรียบๆ สามก้อนเรียงกัน

       “อันนี้เค้าเรียกว่าบล็อก  God Block สร้างไว้บูชาเทพเจ้า”

        “เห็นตรงโน้นไหมที่เหมือนมีเสาหินๆอ่ะ อันนั้นน่าจะเป็นสถานที่บูชาเทพ รูปแบบการสร้างดูแล้วเป็นอียิปต์ เห็นด้านบนไหม ตรงนั้นน่ะ แบบอียิปต์เลย”

(บน) สุสานที่ผสมผสานสไตล์เนบาเที่ยน (สกัดหิน) โรมัน (ด้านหน้าชั้นล่าง) และ อียิปต์  (เสาโอบิลิสก์ด้านบน)
(ล่าง) God Block หรือ บล็อกหินสี่เหลี่ยม คาดว่าทำหน้าที่เหมือนศาลเจ้าในปัจจุบัน

        นึกในใจ ดีนะเนี่ยมีไกด์ ถ้าไม่มีคงพลาดเพียบ

        “ยูรู้ไหมว่า เพตรา แปลว่าไร”

         พรสรรหัวหมุนติ้วๆๆๆๆ จำได้ว่าอ่านที่ไหนซักที่ แต่จำไม่ได้….ติ้ว ติ้ว ติ้ว….แล้วส่ายหัว “จำไม่ได้อ่ะ”

         “แปลว่า หิน เป็นภาษาโรมัน ชื่อนี้โรมันตั้งให้นะ เพราะเมืองนี้ทำจากหิน เมื่อก่อนอีกชื่อนะ (ชื่อเมือง รักมู Raqmu)”

         เราสองคน…โรแมนติกสุดๆ เดินไปตามทางชมหินชมเสา ชี้ให้ดูโน่นนี่นั่นรัวๆ ไประหว่างทาง และแล้วก็มาถึงหมู่ไม้หมู่หนึ่ง…คนอื่นๆ เดินตามทางหลักต่อไปเรื่อยๆ แต่เราเลี้ยวเข้าไปในหมู่ไม้นั้น แล้วเราก็เริ่ม….

        ปีนค่ะ….

        ปีนก้อนหินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ระหว่างทางจะมีบ่อเก็บน้ำโบราณซึ่งรองรับน้ำฝนหรือน้ำป่าจากด้านบนของเขา ถ้ามาเองคงไม่ได้สังเกตว่าซอกเล็กๆ ตามก้อนหินถูกสกัดให้เป็นทางน้ำไหลเพื่อมารวมในบ่อ หรือ กำแพงหินบางส่วนที่ดูเหมือนซากกองหินธรรมดาๆ นั้น ในอดีตเคยเป็นกำแพงเขื่อนย่อยๆ เพื่อลดทอนแรงของน้ำป่าที่ไหลลงมา ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำหลากลงสู่เมืองด้านล่าง เมื่อเราเดินขึ้นไปจนถึงด้านบนซึ่งเป็นลานหินกว้างๆ ก็จะมีบ่อรองน้ำฝนอีกหลายๆบ่อ นอกจากนี้ยังมีศาสนสถานเล็กๆ อีกหลายแห่งด้วย เช่นเดียวกับหลายๆ ชนชาติ ศาสนสถานจะต้องอยู่ด้านบน ยิ่งสำคัญมากก็อยู่สูงมากที่เพตรานั้นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดอยู่สูงมากไปไม่ไหว 555…หากใครสนใจเทรล 2 นะคะ

(บน) อ่างเก็บน้ำและทางเดินน้ำ และ ระบบทางเดินน้ำจากยอดด้านบนเพื่อไปเก็บตามที่เก็บน้ำด้านล่าง 

        การเดินเทรลในเพตรานั้น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย คือเดินไม่ยาก แต่หลงได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้ชีวิตนั้นยากขึ้นมาในทันที ยกเว้นกรณีเดิน main trail ซึ่งเป็นถนนชัดเจน เดินตามกันไปเรื่อยๆ เทรลอื่นนั้นบางเทรลเดินเองได้ (เทรลที่เป็นเส้นทางถนนหรือบันได) แต่บางเทรลนั้นต้องมีการลัดเลาะต้นไม้ ปีนหินตรงนั้นเพื่อไปลงตรงโน้น  หรืออย่างเช่นเทรล Al Madras ที่ขึ้นไปเป็นลานหิน ไม่มีไกด์ตายค่ะ ไม่มีทางรู้เลยว่าต้องเดินไปในทิศไหนเมื่อขึ้นไปถึงบนนั้น ไกด์บอกว่า

         “ไปที่ไหนก็ตาม ถ้าบอกว่าต้องมีไกด์ก็ต้องมีไกด์ หรืออย่างน้อยก็มีชาวบ้านในพื้นที่ (ที่แอบเป็นไกด์) ไปด้วย อย่างน้อยก็จะไม่หลง เทรลนี้มีคนหลงมาแล้วเยอะ”

        “อ้าว….แล้วเกิดไรขึ้นไหม”

        “ก็ได้นอนค้าง 1 คืน หลงในนี้อ่ะไม่ตายหรอก แต่ว่าใช้เวลาหน่อยกว่าจะได้ออกมา แถมไม่มีไรกิน ยูอย่าลองเลย”

เมื่อขึ้นมาแล้ว….ไปทางไหนละคะ

         เราเดินไปคุยไปลัดเลียบก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าไปเรื่อยๆ

         “ยูเห็นแนวยาวๆ ตามหินไหม ที่เป็นดำๆ อ่ะ นั่นน่ะ ท่อประปา”

         มาถึงไฮไลท์แล้วค่ะ ซีเรียสนิดนึง….

         ท่อประปาในเพตรานั้นไม่ได้เป็นการส่งน้ำจากบ่อในเมืองนะคะ แต่มันลำเลียงน้ำมาจากแหล่งน้ำนอกเมืองที่อยู่ห่างออกไปเกือบสิบกิโลเมตร จากทั้ง 3 ทิศของเมือง ระบบท่อส่งน้ำนั้นมีการจัดวางตำแหน่งและความลาดเอียงอยู่ที่ 4 องศา ซึ่งเป็นองศาที่ทำให้น้ำไหลได้เร็วที่สุดและในขณะเดียวกันไม่ทำให้ท่อประปาที่ทำจากเซรามิคแตก อีนี่ไม่ได้เป็นการสักแต่ว่าวางท่อต่อกันไปเรื่อยๆนะคะ  มันผ่านการวางแผน คำนวณ สร้างด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงในสมัยนั้น ซึ่งใช้กันมาจนถึงสมัยนี้  และมันไม่ใช่ระบบเล็กๆ ระบบน้ำมีท่อยาวทั้งสิ้นรวม 125 ไมล์ หรือ 200 กิโลเมตรเลยทีเดียว เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำที่เยี่ยมยอดนี้ทำให้เพตรากลายเป็นเมืองที่สำคัญทางการค้าในแถบนี้ที่มีแต่ความแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังว่ากันว่า หากมีการบหรือถูกโจมตี ชาวเนบาเที่ยนสามารถหนีเข้าไปในทะเลทรายแล้วยังใช้ชีวิตอยู่ได้เพราะมีแหล่งน้ำซ่อนเอาไว้ แต่ศัตรูตามเข้าไปไม่ได้เพราะไม่รู้ว่ามีน้ำอยู่ตรงไหน นอกจากต่อท่อเอาน้ำเข้ามาใช้แล้ว ยังมีระบบป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย มีเขื่อนกั้นกันน้ำหลาก มีอ่างเก็บน้ำ มันคือความสุดยอดมากๆ

ท่อประปาโบราณค่ะ

        เสน่ห์ของเพตราคือ เหมือนเราจะรู้ความเป็นมา แต่เราไม่รู้แน่ชัด โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการสันนิฐานจากหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งจะได้ยินคำว่า เราเชื่อว่า… เราคาดว่า… มันอาจจะ…เยอะมาก ไกด์บอกว่า เราคิดว่าเราเพิ่งค้นพบแค่ 20% ของเมือง มันน่าจะมีอยู่อีกเยอะ ถ้าขุดลงไปอีก

        “ยูลองดูหินที่สกัดด้านล่างนั้นซิ ที่อยู่ตรงพื้นเลยอ่ะ อันนั้นน่ะ มันเป็นหน้าจั่วด้านบนของหลุมศพ แสดงว่าข้างล่างมันต้องมีอะไรลึกลงไปอีกหลายเมตรเลยนะยูว์”

ดีไซน์ขั้นบันไดซึ่งมักจะอยู่บนยอดสูงสุดของสุสาน กลับมาอยู่ด้านล่างติดพื้น ทำให้เห็นว่าน่าจะยังมีอีกเยอะที่อยู่ด้านล่างใต้ดิน

        คนเล่าก็อิน คนฟังก็อิน เรายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งออกมาที่ช่องผา ไกด์ทำท่าชี้ขึ้นไปที่ด้านบนของกำแพงหินด้านขวามือทันที

       “เห็นตัวหนังสือที่เขียนบนผนังไหม?”

        พรสรรมองหาใหญ่ ไหนหว่า ไม่เห็นมีไรเลย

        “โน่นไง สูงๆ บนโน้นอ่ะ”

        “ภาษาอะไร เขียนยังไง ไม่เห็นมีเลย” ไอ้เราก็ตั้งหน้าตั้งหาตา

        ระหว่างที่กำลังหาๆ อยู่นั้น ไกด์ก็จับเราหมุนตัวไปทางซ้ายแล้วชี้ลงไปด้านล่างในช่องเขา “อยู่นั่นไง”

        โลกหยุดหมุนไป สามวินาที ด้านล่างคือ The Treasury หรือ Al-Khazneh  อาคารที่เกิดจากการสลักหินหน้าผาที่มีความสวยงามและมีความสมบูรณ์ที่สุด The Treasury นี้ไม่ได้เป็นวิหารนะคะ และทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจกันว่ามันเป็นอะไรกันแน่ คิดว่าน่าจะเป็นสุสานบ้าง อาคารรับรองจัดเลี้ยงบ้าง ที่เก็บสมบัติบ้าง เล่ากันมาว่ารูปสลักรูปโถที่ตั้งอยู่บนยอดของ The Treasury นั้นเป็นที่เก็บสมบัติ ในช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 หลังจากที่มีการค้นพบเพตรา ก็ได้มีนักล่าสมบัติที่เข้ามาหวังจะที่ได้ครอบครองสมบัติโบราณ โดยการยิงให้โถนั้นแตก แต่ปรากฏว่าโถนั้นเป็นหินล้วนๆค่ะ ดังนั้นในปัจจุบันจึงเห็นรอยกระสุนเป็นรูๆ บนชั้นสองของอาคาร….พรุนเลยทีเดียว

The Treasury จากด้านบนหลังจากที่โดนหลอกให้หาตัวหนังสือบนฝาผนัง
พรุนไปด้วยรูกระสุน

        ไกด์ปล่อยให้พรสรรชื่นชมวิวงามๆ เงียบๆยามเช้า จากนั้นเราก็เริ่มเดินลงสู่ The Treasury เบื้องล่าง เพื่อเดินต่อในเส้นทาง main trail ผ่านช่องเขาเล็กๆ ที่นำออกไปสู่ที่ราบกว้างๆอีกครั้ง เริ่มด้วย Street of Facades ที่มีสุสานขนาดต่างๆเรียงรายเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นสุสานของคหบดีหรือกษัตริย์ ถัดมาเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของโรมันที่เข้ามายึดครองเพตราตั้งแต่ปีค.ศ. 106 สิ่งก่อสร้างในโซนนี้จะมีตั้งแต่โรมันเธียเตอร์  ถนนปูด้วยหิน หรือ Roman Cardo Maximus   วิหารโรมันที่ปัจจุบันเหลือแต่ฐานและเสาบางต้นเนื่องมากจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 4

โรมันเธียเตอร์ สำหรับการแสดง การประกาศ การประชุม
ถนนสายหลักสร้างโดยโรมัน ที่ยังคงสภาพมาได้จนถึงทุกวันนี้ สองข้างทางของถนนสายนี้จะเรียงรายด้วย (ซาก)เสาโรมัน

         ท่ามกลางซากปรักหักพังเหล่านั้น วิหาร Qasr Al-Bint ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนคริสตกาลโดยชาวเนบาเที่ยนยังคงตั้งตะหง่าน กำแพง เสา อยู่ครบ! แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะเทคโนโลยีกันแผ่นดินไหวของชาวเนบาเที่ยน ที่มีการใช้คานไม้ช่วยในการสร้างความยืดหยุ่น คานไม้นี้ไม่ธรรมดานะคะ จะถูกวางไว้ระหว่างชั้นอิฐหรือหินเป็นระยะๆ โดยที่การยึดกับหินด้านล่างและหินด้านบนด้วยเทคนิคที่ต่างกัน ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับอาคารได้เป็นอย่างดี พิสูจน์มาแล้วกว่าสองพันปี ไม่ได้เป็นแบบสร้างทีหลังพังก่อนเหมือนของโรมันและไบแซนไทน์

Qasr Al-Bint หรือ Temple of Daughter (of Pharoah) ที่ยังคงตั้งตระหง่านผ่านลม ฝน และแผ่นดินไหว

        และแล้วก็มาถึงจุดสิ้นสุดของ Main Trail พรสรรต้องโบกมือลาไกด์ เพื่อเดินทางย้อนกลับออกมาทางเดิม ตอนนั้นเป็นเวลา 9 โมงเช้านิดๆ ไกด์บอกว่า “ยูรู้ใช่ไหมว่าเพตราเนี่ยจะเดินให้ครบยูต้องมา 3 วัน แต่ยูมีเวลาแค่วันเดียว เห็นได้แค่ 20-30% คราวหน้ามานานกว่านี้นะ อย่าลืม 3 วัน ว่าแต่วันนี้ถ้ายูยังมีเวลาเหลือ…มีเวลาไหม?”

       “มีถึงเที่ยงนัดเพื่อนไว้ที่ Treasury”

        “งั้นแนะนำว่าถ้าอยากไป เดินต่อไป Al Deir ยูเดินไหวอยู่แล้ว เดินขึ้นบันไดนี้ไปประมาณ 800 ขั้น ไปเลยๆ ไปกลับ 3 ชั่วโมง”

         โอเคมีเวลางั้นไปค่ะ ว่าแล้วก็เริ่มเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ผู้คนยังคงบางตา เพราะตอนนี้เพิ่ง 9 โมงเช้า นักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ยังคงอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าห่างจากจุดนี้ไปราว 9 กิโลเมตร ขั้นที่ 1 2 3…. เหนื่อยก็พัก ระหว่างทางก็มีงานแกะสลักหิน วิวช่องเขา และร้านรวงเล็กๆ ของชาวบ้าน ขายผ้า ขายน้ำเป็นระยะๆ เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่จะเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้ มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่าของเพตรา แต่เมื่อกลายมาเป็นของยูเนสโก้ ทางการได้จัดพื้นที่อยู่อาศัยให้ใหม่ห่างออกไปจากเมืองเก่าราว 2.5 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านก็ยังคงเข้ามาทำมาหากินอยู่ในนี้อยู่ดี ไกด์บอกเอาไว้ว่า อย่าซื้อของ อย่าสนับสนุน อย่าสงสารเด็กๆ ที่มาเดินขายของ เด็กๆควรจะไปโรงเรียน แทนที่จะถูกพ่อแม่ใช้ให้ออกมาขายของเพราะเด็กๆดูน่าสงสารกว่า ซึ่งคนมักจะใจอ่อนซื้อของทำให้วัฏจักรแรงงานเด็กดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นถ้าใครไปก็จะขอบอกต่อว่าอย่าสนับสนุนนะคะ

ทางเดินขึ้น Al Deir ที่เป็นบันไดหินขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไปอีกยาวๆ

        พรสรรปีนบันไดที่ลัดเลาะไปตามช่องเขา ระหว่างทางที่เดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มจะถามคนที่เดินกลับลงมาว่าอีกไกลไหมเป็นระยะๆ  มันเหนื่อยกว่าที่คิดเอาไว้มากทีเดียว แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ “อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวถึงแล้วสู้ๆ” “ไม่ไกลแล้ว เดินต่อๆ” สัก 10 ครั้งเห็นจะได้ จนกระทั่งสวนกับสาวเยอรมันคนสุดท้าย “พ้นโค้งนี้ไปก็ถึงแล้ว” พรสรรเดินต่อไปเรื่อยๆ จนะกระทั่งเห็นลานกว้างด้านหน้า ที่มีผู้คนเรียงแถวนั่งมองหันหน้ามาทางที่เราเดินเข้ามา เมื่อพรสรรพ้นช่องเขามองหันกลับไปเพื่อดูว่าคนเหล่านั้นมองอะไร โลกก็หยุดหมุนไปอีก 3 วินาที The Monastery ที่สูงใหญ่ปรากฏที่เบื้องหน้า มันใหญ่กว่า The Treasury ซะอีก หลังจากนั่งมอง The Monastery ซักพักก็เริ่มออกเดินต่อเพื่อไปยัง สุดปลายโลก หรือ End of The World ซึ่งเป็นจุดชมวิวบนยอดเนินที่ต้องปีนต่อขึ้นไปอีกหน่อย ด้านนึงจะเป็นวิวของแนวเขา ด้านนึงเป็นทะเลทราย อีกด้านเป็น The Monastery บนนั้นเงียบสงบ ไม่มีใครพูดกับใคร เราจับจองหินคนละก้อนแล้วนั่งชมวิวเบื้องล่างอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะกลับลงไปด้านล่าง เหลือเวลาอีก 1ชั่วโมงนิดๆ ในการเดินกลับไปยังจุดนัดพบกับเพื่อนรัก พรสรรจึงเริ่มเดินทางออกจาก The Monastery โดยใช้ทางเดิมที่ขึ้นมา ระหว่างทางก็จะเจอคำถามที่เราเคยถามตอนขาขึ้น แล้วเราก็ตอบกลับไปเหมือนๆ กันว่า “อีกนิดเดียว สู้ๆ ไม่ไกลแล้ว” ไปตลอดทาง เพราะเรารู้แล้วว่า มันเหนื่อยแค่ไหนแต่ก็คุ้มแค่ไหนที่จะไป

The Monastrery

      สำหรับขาลงนั้น ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นกันไหม แต่พรสรรเป็นค่ะ ขาลงยากกว่าขาขึ้นและด้วยที่เป็นคนค่อนข้างซุ่มซ่าม จะเป็นคนตกบันไดเก่ง ระหว่างทางก็พยายามระวังตัวมาเรื่อย เดินมาสวยๆ ตลอดทางลง และรู้สึกโล่งใจมากเมื่อเห็นบันไดขั้นสุดท้าย ทันทีที่พรสรรเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ซึ่งพรสรรเรียกมันว่าบันไดขั้นที่ 799 นั้น

        ใช่ค่ะ เหยียบพลาดและลงไปนั่งคุกเข่าในท่าขอแต่งงาน มือขวาถือโกโปร มือซ้ายถือมือถือ แถมสะพายกระเป๋าหนักๆที่มีน้ำเป็นลิตรใบนึง สรุปว่าลุกเองไม่ขึ้นค้างอยู่ท่านั้น นับเป็นการจบเพตราเทรลในท่าที่แปลกใหม่ สวยงามและน่าประทับใจจริงๆ

ABOUT THE AUTHOR
พรสรร เสตเสถียร

พรสรร เสตเสถียร

นักเดินทางมือใหม่ผู้ Enjoy Culture Shock และเลือกที่เที่ยวด้วยการเปิดกูเกิ้ลแมพแล้วจิ้มที่ที่คนปกติไม่ไปกัน

ALL POSTS