HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ฉายเดี่ยวไป ฉาบโคลน ที่เจนเน่
by พรสรร เสตเสถียร
6 มิ.ย. 2561, 02:12
  4,275 views

        จะว่าเป็นความโชคดีของพรสรรก็ว่าได้ หลังจากที่ผ่านมรสุมของการเลื่อนกำหนดการของเทศกาลฉาบโคลนมัสยิดใหญ่แห่งเจนเน่มาสองครั้งสองครา ลุ้นกันจนตัวโก่งว่าจะเลื่อนอีกไหม แต่แล้วก็มาลงตัวเป๊ะ กับการเดินทางทริปเปิดโลกทัศน์ยังดินแดนแอฟริกาตะวันตกที่ประเทศมาลีของพรสรร ถึงแม้ว่าจะต้องมีการปรับทริปกันให้ชุลมุนวุ่นว่าย รื้อแผนการเดินใหม่ทั้งหมดก็ตาม แต่หลังจากที่ได้คุยกับเอเจนซี่ ตอบได้เลยด้วยความรวดเร็วว่า

        “ย้ายค่ะ รบกวนส่งแผนใหม่มาทางเมลล์ด้วยนะคะ เพราะกำลังจะขึ้นเครื่องแล้ว!

        สรุปว่าไปโดยยังไม่รู้ว่าจะเที่ยวยังไง..... แหม... มันตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ ค่ะ

มัสยิดใหญ่แห่งเจนเน่ ถ่ายจากหลังคาบ้านข้างๆ บริเวณลานรอบนอกนั้น ผู้คนเริ่มทำการขนดินโคลนเตรียมสำหรับการฉาบโคลนในวันรุ่งขึ้น

        เทศกาลในปีนี้มีความพิเศษยิ่งและแตกต่างจากครั้งใดๆ ที่ผ่านมา โดยปกติแล้วจะประกอบไปด้วยการฉาบโคลนสองรอบ ทีละครึ่งมัสยิด แต่ปีนี้เหลือรอบเดียว เอาแบบวันเดียวเสร็จ เพราะตั้งใจว่าจะจัดให้มันยิ่งใหญ่ และสาเหตุที่เลื่อนไปเลื่อนมาเพราะจะมีรัฐมนตรีจากประเทศหนึ่งมาร่วมงาน  ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว... ไม่มา!  แต่งานก็ดำเนินต่อไป

        เราเดินทางไปยังเจนเน่ ด้วยถนนสาย บามาโก้-ม็อบติ มาจนถึงแยกเจนเน่ ระหว่างทางมีรถค่อนข้างน้อย เราขับรถมาเรื่อยๆ ข้ามเเม่น้ำบานิ ด้วยเรือเฟอรี่ขนาดเล็ก แล้วขับผ่านเมืองเจนเน่เก่า แล้วลัดเลาะเลียบเข้าสู่เมืองเจนเน่ใหม่ พรสรรเดินทางถึงเมืองเจนเน่ในช่วงเกือบบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านเริ่มเตรียมการขนโคลนขนน้ำกัน

        เมื่อเดินทางเข้าเขตเจนเน่ เราก็จะเริ่มเห็นบรรยากาศเทศกาลที่มีสีสัน ไม่ใช่เทศกาลคอมเมอร์เชียล ไม่ใช่เทศกาลจัดรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นตามประเพณีและความศรัทธาล้วนๆ ของคนในพื้นที่

ซอกซอยในเมืองเจนเน่ เดินไม่ดีมีหลง

       หลังจากที่พบกับไกด์ท้องถิ่นชื่อ อิบราฮิม (ชื่อไกด์ที่นี่จำง่าย ทุกคนชื่ออิบราฮิม)  เราได้นั่งพักผ่อนจากอากาศร้อนระอุและได้ทานข้าวกลางวันที่บ้านของอิบราฮิมอีกด้วย หลังจากอิ่มหนำกันเเล้วพรสรรก็เดินทางเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อนก่อนที่จะออกมาสำรวจเมืองเจนเน่อีกครั้งเมื่อแดดร่มลมตก

        คืนนี้อยู่เมืองนอนโรงแรมและคงจะเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองแล้ว เพราะทั้งทีมนักข่าวบีบีซี นักเขียนชาวญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวอย่างดิฉัน   ได้ถูกจับมาให้อยู่โรงแรมนี้ มันเป็นโรงแรมที่สวยและน่ารักมากและน่าจะมีความปลอดภัยสูงเพราะมีการ์ดนั่งถือปืนกล 2 คนอยู่ตรงทางเข้า! รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

       ขณะกำลังดื่มด่ำกับความดูดีของโรงแรม พนักงานก็เดินเข้ามาบอกว่า

        “สองสามวันนี้น้ำไม่ไหลนะ เดี๋ยวจะตักน้ำบ่อขึ้นไปให้ที่ห้องถังนึง พอไหม?”

        555 พอค่ะ ถังเดียวพอ และท่านผู้อ่านคะโปรดอย่าถามถึงเรื่องส้วม คุณไม่อยากรู้

        หลังจากที่เข้าเก็บของในโรงแรม ล้างหน้าล้างตา พรสรรก็ออกมาเดินเล่นชมการเตรียมตัวของชาวเมือเจนเน่...

       บ่ายสามโมงครึ่งคือเวลาที่พรสรรนัดกับไกด์อิบราฮิมเพื่อออกไปสำรวจเมืองเจนเน่

กองทัพหนุ่มๆ ที่วิ่งกรู ตะโกนกึกก้อง กันไปมาขนดินโคลนเข้ามัสยิด

        ขณะที่กำลังเดิน อยู่ๆ ก็มีเสียงนกหวีดดังลั่น ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของชายฉกรรจ์หลายสิบคน สูง ล่ำบึก หน้าตาดุดันและจริงจัง ที่วิ่งกรูกันเข้ามาหาพรสรร.....มีทั้งทีมจากทางซ้ายและทีมจากทางขวา ดิฉันได้แต่ยืนตะลึง ตึ๊งๆตึงๆ รู้ตัวอีกทีก็โดนพี่อิบราฮิมลากออกจากเส้นทางการวิ่งของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ เป็นการเริ่มต้นเทศกาลของพรสรรที่เต็มไปด้วยความหึกเหิมจริง ๆ

        วันนี้เป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเตรียมงาน คือเตรียมขนดิน เตรียมขนโคลนสำหรับงานฉาบที่จะเริ่มเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นหลังจากการทำละหมาดแรกของวัน ในการร่วมงานนั้นจะมีการแบ่งบทบาทของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอย่างชัดเจน ฝ่ายชายขนดินขนโคลน ฝ่ายหญิงขนน้ำจากแม่น้ำ อิบราฮิมจึงพาพรสรรไปเลือกซื้อถังน้ำสำหรับวันพรุ่งนี้ การที่อีหมวยคนนึงถือถังน้ำเดินไปเดินมาในเมืองเรียกรอยยิ้มจากกับชาวท้องถิ่นรอบตัว....รู้สึกเหมือนได้รับมิตรภาพและการยอมรับจากคนรอบข้างเพิ่มขึ้น  รู้สึกว่าเป็นการเดินถือถังพลาสติกเปล่าที่มีความสุขมมากๆ และรู้สึกภูมิใจประหนึ่งหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมเลยทีเดียวเชียว

มัสยิดแห่งเจนเน่ (The Great Mosque of Djenne) ยามอัสดง

        เนื่องด้วยพรสรรต้องการชมมัสยิดแบบอินไซต์จึงเลือกที่จะเข้ามัสยิดก่อนวันฉาบโคลน เพราะคิดว่าพรุ่งนี้คนเยอะจะเข้าลำบาก จะถ่ายรูปไม่สวย จะเลอะเทอะมากมาย... ไกด์ก็จัดไป พาชมทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียดทั้งด้านนอกด้านในไปจนถึงบนหลังคา! โดยปกติแล้วมัสยิดใหญ่แห่งเจนเน่นั้นจะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้หญิงเข้าชมด้านในซึ่งเป็นพื้นที่สวดมนต์ของพวกผู้ชาย แต่เสาร์อาทิตย์นี้เป็นช่วงเดียวของปีที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปชมด้านในและขึ้นไปบนหลังคาของมัสยิดได้....พรสรรอีสลัคกี้จริงๆ

ภายในมัสยิดใหญ่แห่งเจนเน่ ตกแต่งอย่างเรียบง่าย

        เมื่อก้าวเข้าไปด้านในของมัสยิด ก็พบกับความสงบเงียบ ความเย็นสบาย ผิดกับด้านนอกที่ชุลมุนวุ่นวายกับทีมขนโคลนและอากาศอันร้อนระอุ พื้นของมัสยิดเป็นทรายละเอียด มีเสื่อยาวๆปูตามช่องระหว่างเสาสำหรับการนั่งสวดมนต์ พรสรรค่อยๆเดินไปตามทางเสื่ออย่างเงียบๆ ซึมซับบรรยากาศความเรียบง่ายแต่ขลังขนลุกภายในมัสยิดที่มีเสียงสวดมนต์เบาๆ ของคุณตาที่หันหน้าไปทางมิหร็อบที่อยู่ตรงบริเวณกำแพงด้านตะวันออกของมัสยิด

        หลังจากที่ชมภายในเสร็จอิบราฮิมก็พาพรสรรเดินไต่บันได เพื่อขึ้นไปบนหลังคาของมัสยิด ซึ่งด้านบนเป็นลานกว้าง และสามารถมองเห็นเมืองเจนเน่ได้ทั้งเมือง บนหลังคาของมัสยิดนั้น มีช่องระบายอากาศแบบดั้งเดิม หน้าตาเหมือนไหดินเผาที่มีฝาสามารถปิดเปิดได้ เปิดเมื่อต้องการลมหรือแสดงสว่าง ปิดเมื่อฝนตก ง่ายๆ มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน และเมื่อมองลงมาทางด้านหลังของโถงสวดมนต์จะเป็นลานกว้างและส่วนของพื้นที่สวดมนต์ของกลุ่มผู้หญิง

บนหลังคามัสยิดใหญ่แห่งเจนเน่ รูระบายอากาศทรงคล้ายไห สามารถเปิดปิดได้

        มัสยิดใหญ่แห่งเจนเน่นั้นเป็นสิ่งก่อสร้างจากดินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกประกอบไปด้วยเสา 99 ต้นที่ค้ำชูให้มัสยิดตั้งตระหง่านมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมแบบซูดานและแถบพื้นที่ชายขอบทะเลทรายซาฮาร่าเลยทีเดียว

        สำหรับการก่อสร้างมัสยิดครั้งแรก ไม่มีใครทราบว่าการก่อสร้างเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อปีใด แต่คาดว่าสร้างขึ้นราวๆ ศตวรรษ 13 โดยกษัตริย์ Koi Konboro ซึ่งตอนนั้นได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามและเป็นกษัตริย์องค์แรกของเจนเน่ที่เป็นมุสลิม  แต่เดิมไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนในปัจจุบัน แต่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ  และมัสยิดแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของศาสนา การเมือง มาอีกหลายศตวรรษ

        ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผู้ปกครองดินแดนในช่วงนั้น ปล่อยปละละเลยการฉาบโคลนและไม่ได้ดูแลมัสยิดแห่งนี้ เนื่องจากได้สร้างมัสยิดใหม่เป็นมัสยิดที่สองขึ้นมาทางทิศตะวันออกของมัสยิดเดิม มัสยิดเดิมจึงได้ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาใดๆ ทำให้โคลนที่ฉาบไว้เริ่มลอกหลุดไปเรื่อยๆตามกาลเวลา

ภาพมัสยิดมองจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี 1910: Felix Dubois (1862-1945) via Wikimedia Commons

        มัสยิดที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นการสร้างครั้งที่สามซึ่งสร้างในช่วงปี คศ. 1907 เมื่อร้อยปีนิดๆมานี่เอง และปัจจุบันถูกจัดให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก้อีกด้วย

        หลังจากที่เดินชมมัสยิดจนปรุโปร่งทุกซอกมุมแล้ว อิบราฮิม พาพรสรรเดินเล่นในเมือง เนื่องด้วยเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก้ สิ่งก่อสร้างในเมืองจึงก่อสร้างด้วยดินล้วนๆ บ้านดิน กำแพงดิน ส่งผลให้ซอกเล็กซอกน้อยในเมืองหน้าตาเหมือนกันหมด เราเดินผ่านซอกซอยไปเรื่อยๆ  เด็กๆ วิ่งออกมาจากบ้านเพื่อชม “ทูบาบู” ซึ่งเป็นคำที่เขาใช้เรียกคนที่ผิวขาวกว่าพวกเขาอย่างเหมารวม และทูบาบูอย่างพรสรรก็เดินเพ่นพ่านผ่านบ้านโน้นบ้านนี้ไปมา

        “ทูบาบู เลอ โฟโต้?  ทูบาบู เลอ โฟโต้?” เสียงใสๆ ดังมาตลอดทางที่เดิน

        ได้เลย….เข้าทางเจ๊ เจ๊จัดให้ ถ่ายรูปกับเด็กๆผู้น่ารักแห่งเจนเน่ ที่นี่ไม่มีขอเงินนะคะ แค่อยากเห็นรูปตัวเองเท่านั้น

ทูบาบู เลอ โฟโต้? ถ่ายรูปให้หนูหน่อยยยย

        สไตล์ของตึกรามบ้านช่องในเจนเน่นั้น มีกลิ่นอายของศิลปะโมร็อกโก โดยเฉพาะการออกแบบหน้าต่าง หรือ Moroccan Window  ที่ให้สาวๆ สามารถใช้ส่องโลกภายนอกได้ แล้วเมืองนี้อยู่ๆ มีสไตล์โมร็อคโกได้อย่างไร?

        ในสมัยก่อนเจนเน่ เป็นเมืองบนเส้นทางการค้าขายไปยังเมืองทิมบัคตูที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ  เมืองนี้เป็นเมืองที่มีพ่อค้าชาวโมร็อกโกเดินทางผ่าน รวมไปถึงเข้ามาตั้งรกรากและพักอาศัยเพื่อการค้าจึงทำให้เมืองนี้ได้รับอิทธิพลจากโมร็อกโก นอกจากการออกแบบบ้านเรือนแล้ว ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างโดยคหบดีชาวโมร็อกโก ว่ากันว่านายท่านสร้างให้ภรรยาคนโปรดเนื่องจากนางไม่อยากจะไปตักน้ำรวมกับอนุคนอื่นๆ แต่ไม่รู้อีท่าไหนบ่อน้ำนี้จึงศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ซึ่งว่ากันว่าบ่อน้ำนี้สามารถทำนายอนาคต ให้พร ขอลูก และรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย ปัจจุบันบ่อน้ำแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ในโมร็อกกัน ควอเตอร์แห่งหนึ่งในเมืองเจนเน่

หน้าต่างสไตล์โมร็อกกัน Moroccan Windows สำหรับสาวๆ “ส่อง” โลกภายนอก

        หลังจากที่เดินชมเมืองไปเรื่อยๆ จนท้องฟ้าเริ่มจะมืด พรสรรจึงแยกย้ายกับไกด์เพื่อพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับภารกิจการขนน้ำฉาบโคลนในพรุ่งนี้ ถังพร้อม! กล้องพร้อม! ชุดพร้อม!

        คนไม่ค่อยพร้อม....บอกตรงๆ ตื่นเต้นนอนไม่หลับ 555 ทั้งจากที่กลัวจะไม่ตื่นและจากเสียงดนตรีและเสียงผู้คนเฉลิมฉลองตามท้องถนน เสียงเพลงมีทั้งเพลงพื้นเมืองและ EDM ปนเปกันไปทั้งคืน

        ราวตีห้า เสียงเรียกเพื่อละหมาดแรกของวัน เริ่มแว่วดังขึ้นจากมัสยิด พร้อมกับเสียงเพลงแดนซ์ที่เริ่มจะเบาเสียงลง ในที่สุดทั่วทั้งเมืองได้ยินแต่เสียงสวดมนต์

        พรสรรนัดกับอิบราฮิมไว้ราว 6 โมงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่ละหมาดแรกแห่งวันเสร็จสิ้น หลังจากเดินไปเดินมาหน้ามัสยิดอยู่พักนึง เพื่อดูพวกผู้ชายปีนขึ้นไปตามคานไม้เพื่อฉาบโคลนผนังมัสยิด อิบราฮิมก็หันกลับมาถามว่า พร้อมรึยัง?

        “พร้อมแล้วๆ ต้องทำไงอ่ะพรสรรพยักหน้าหงึกๆ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรยังไง

        “เดี๋ยวฉันขอหาคนรู้จักแป๊บนึงนะ ว่าแล้วก็สอดส่ายสายตาไปมา  “เจอแล้วๆ มามา มาทางนี้

        อิบราฮิมลากพรสรรมุ่งหน้าพุ่งตรงไปที่กลุ่มสาวๆ กลุ่มใหญ่ แล้วก็พูดอะไรบ้างอย่างกับหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง นางหันมายิ้มแล้วกวักมือเรียกให้เดินไปด้วยกัน พรสรรเดินตามนางไปกับแก๊งค์สาวๆ ราว 20 ของนาง โดยมีอิบราฮิมตะโกนตามหลังมาว่า

        “เดี๋ยวรอตรงนี้นะ เธอเดินไปตักน้ำกับพวกเขา”

        พรสรรหันกลับไปถาม ไกลไหม

        “ไม่ไกล 2 โล ………...โอเค๊

เดอะแก๊งค์ กลุ่มสาวๆชาวบ้านที่ไปร่วมตักน้ำด้วยกัน

        และมันก็เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรที่สั้นมากจริงๆ เพราะเราเดินเต้นและร้องเพลงกันไปตลอดทาง บรรยากาศเฟสทีฟสุดๆ พอไปถึงริมแม่น้ำ....แม่เจ้า แม่น้ำแห้งมาก มิน่าไม่มีน้ำใช้ในโรงแรม ขณะกำลังตะลึง ถังก็โดนแม่นางดึงไปจากมือ แล้วนางก็รีบวิ่งปรู๊ดไปอย่างรวดเร็วยังจุดหนึ่งกลางเเม่น้ำที่มีคนรุมแย่งอะไรกันอยู่ พรสรรจึงรีบวิ่งตามไปด้วยกลัวพลัดหลงกับนาง เมื่อวิ่งไปถึงเห็นนางกำลังแย่งถังตักน้ำอย่างเอาเป็นเอาตายกับสาวๆ รายอื่น หลังจากที่เราได้น้ำในถัง เราก็กลับขึ้นมารอ เดอะแก๊งค์ บนริมตลิ่งอีกครั้ง จนครบทีมเราจึงเดินทางมุ่งหน้ากลับไปยังมัสยิด  ขากลับพวกเขายังคงร้องเล่นเต้นรำสนุกสนาน มีแต่อิชั้นคนเดียวที่เดินเกรงเทินถังน้ำบนหัว หลังจากเกรงคอเป็นระยะทางร่วม 2 กิโลเมตร ก็กลับมาถึงมัสยิดอีกครั้ง  สเต็ปต่อไปยากกว่าเดิม ต้องเดินเอาน้ำขึ้นไปเทบนกองดินด้านบนลานหน้ามัสยิด มันเป็นบันได 7-8  ขั้นที่เดินยากที่สุดในสามโลก เพราะมันเต็มไปด้วยโคลนลื่นๆ หนาเตอะ  ไหนจะน้ำบนหัว ไหนจะเท้าที่จมโคลน และ ลื่นปรื้ดๆ ไหนจะผู้คนที่เดินเบียดเพื่อจะขึ้นไปเทน้ำด้านบน พรสรรย่างก้าวแรกขึ้นบันไดไปแล้ว ต้องไปต่อเท่านั้น ถอยหลังไม่ได้ คิดในใจ เอาวะ ค่อยๆไป

ผู้คนร่วมมือร่วมใจ เริ่มการฉาบโคลนบนผนังมัสยิด

        เมื่อเดินไปถึงด้านบน เทน้ำออกจากถัง กำลังโล่งใจ แต่ยังไม่ได้ขยับไปไหน เสี้ยววินาทีนั้น กองทัพหนุ่มๆ วิ่งมาอีกแล้ว คราวนี้ไม่มีอิบราฮิมตัวช่วยใดๆ  ส่วนแม่นางนั้นวิ่งหนีออกไปแล้ว พรสรรจึงได้แต่กระโดดหลบตามสัญชาติญาณ โดยไม่ได้ดูว่าทิศที่ตัวเองพุ่งไปนั้น มันคือกองโคลนทั้งกอง หลังจากที่หลุดพ้นจากกองทัพชายหนุ่ม พรสรรติดแหง่กอยู่ในกองโคลนยกขาไม่ขึ้น ต้องถอดรองเท้าไว้ในกองโคลน แล้วเอามือลงไปควานหาดึงรองเท้าขึ้นมา สภาพคงดูไม่จืดสังเกตได้จากเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่แว่วมา

เด็ก ๆ แห่งเมืองเจนเน่

        เมื่อรอดชีวิตมากจากกองโคลนด้านบนและกลับลงมาด้านล่าง สาวๆผู้น่ารักรอพรสรรเพื่อจะกลับไปตักน้ำกันอีกรอบ แต่น่าเสียดายที่เวลาของพรสรรในเจนเน่หมดลงแล้ว เพราะต้องเดินทางกลับให้ถึงบามาโก้ก่อนจะค่ำมืด พรสรรโบกมือลาสาวๆ เพื่อกลับไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุดก่อนเดินทางต่อ ตลอดทางไม่วายโดนเด็กๆ เอาโคลนป้ายหน้าป้ายตาตลอดทางจนถึงโรงแรม
มีความสุขจัง  Mission Accomplished!

        เมื่อพรสรรเดินยิ้มตัวปลิวเข้าโรงแรม พนักงานโรงแรมรีบเดินเข้ามาทักทายหมายจะถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง นางมองพรสรรตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดว่า

        “เดี๋ยวเช้านี้จะแบกน้ำขึ้นไปให้เธออีก 2 ถังเลยนะ!”

STORY AND PHOTO BY พรสรร เสตเสถียร

 

ABOUT THE AUTHOR
พรสรร เสตเสถียร

พรสรร เสตเสถียร

นักเดินทางมือใหม่ผู้ Enjoy Culture Shock และเลือกที่เที่ยวด้วยการเปิดกูเกิ้ลแมพแล้วจิ้มที่ที่คนปกติไม่ไปกัน

ALL POSTS