๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙....วันนี้ปีที่แล้ว
#วันนี้ปีที่แล้ว
วันนี้ปีที่แล้ว คุณอยู่ที่ไหน?
วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ คุณทำอะไรอยู่?
HappeningBKK ขอเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของคนไทย ร่วมรำลึกถึงวันที่ยากจะลืมในชีวิตของคนไทย ผ่านประสบการณ์ตรงของคนหลากหลายอาชีพ ที่จะมาร่วมเล่า “วันนี้ปีที่แล้ว” ตลอดเดือนตุลาคม ก่อนที่เรา “พสกนิกรชาวไทย” จะส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ สู่ฟากฟ้าสุราลัย
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้ากองบรรณาธิการ Happening BKK
ตั้งแต่เช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ในใจของผมไม่ได้รู้สึกเป็นสุขเลย ด้วยความเป็นห่วงกังวลยิ่งในพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย หลังเที่ยงวันไปแล้วข้อมูลข่าวสารที่แพร่สะพัดอยู่ในแวดวงต่างๆล้วนแต่ทำให้น้ำตาของผมพร้อมจะหยาดลงเต็มทีแล้ว ยิ่งตอนบ่ายได้รับทราบว่าสำนักพระราชวังได้ปิดการลงนามถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคมก่อนเวลาปกติ หัวใจก็เหมือนจะขาด แต่ก็ฝืนไปร่วมงานสวดพระพุทธมนต์บทโพชฌงค์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกับชาวจุฬาฯทั้งหลายที่ศาลาพระเกี้ยวตามประกาศนัดหมายที่ได้ยินมาตั้งแต่เย็นวันก่อน
รุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินเข้ามาในศาลาพระเกี้ยวบ่ายแก่วันนั้นมีน้ำตาคลอหน่วยเข้ามาด้วยกันทั้งสิ้น บางคนเข้ามากอดกันกับผมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ไม่มีใครพูดคำว่า "สวรรคต" ออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาบ่าย 5 โมง พระสงฆ์จำนวนเก้ารูปจึงมาถึงบริเวณพิธี หลังจากอธิการบดีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ผมในหน้าที่อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายดอกไม้ธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมมาฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าเวที เสร็จแล้วก็ลงกราบราบกับพื้น ด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นเต็มที อยากจะหมอบราบอยู่ตรงนั้นอีกนานแสนนาน อยากจะกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้ท่านอยู่กับเราอีกนานๆ แต่ในชีวิตจริงก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมต้องกลับไปนั่งเก้าอี้ จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินต่อเนื่องไปท่ามกลางความโศกตรมของทุกคน เรากำลังพยายามปฏิเสธความจริงและรอฟังแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น
จนกระทั่งสวดมนต์เสร็จ พระกลับไปแล้ว อีกไม่กี่นาทีต่อมา เวลาทุ่มตรงก็มีประกาศของทางราชการเรื่องเสด็จสวรรคต ในศาลาพระเกี้ยวไม่มีโทรทัศน์ แต่โทรศัพท์มือถือของทุกคนก็มีภาพและเรื่องเดียวกัน เป็นภาพและเรื่องที่ชีวิตนี้ไม่อยากได้ยินได้ฟังเลยเป็นอันขาด แต่นั่นแหละ เราก็หนีความจริงไปไม่พ้น เป็นอันว่าเรื่องที่หัวใจของเราปฏิเสธและต่อสู้มาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ก็กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ท่านอธิการบดีประกาศกับทุกคนในที่นั้นว่าในวันพรุ่งนี้ซึ่งคงจะมีการเชิญพระบรมศพจากศิริราชพยาบาลไปยังพระบรมมหาราชวัง ชาวจุฬาฯท่านใดปรารถนาจะไปถวายบังคมพระบรมศพขอให้ไปได้เลย ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องอะไร
ผมรีบร่ำลากับผู้คนทั้งหลายที่เริ่มร้องไห้กันอย่างไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป แล้วเดินลงจากศาลาพระเกี้ยวด้วยอาการงงงัน ไม่รู้จะพูดอะไรไม่รู้จะคิดอะไรอีกต่อไป เพียงไม่กี่นาทีผมก็มานั่งอยู่ในรถของตัวเองที่มีพนักงานขับรถพากลับบ้าน จากนั้น ความรู้สึกที่สะกดกลั้นมาตลอดทั้งวันก็ถึงจุดระเบิด ผมร้องไห้เหมือนใจจะขาด ร้องไห้จนตัวโยน รู้สึกเหมือนศูนย์กลางของชีวิตที่เคยมีมาตั้งแต่เล็กจนใหญ่ได้ปลาสนาการไปเสียแล้ว
กลับถึงบ้านค่ำวันนั้นผมกินอะไรไม่ลง ที่บ้านก็มีแต่คนร้องไห้ วันสุดท้ายในรัชกาลที่เก้าที่ผมเป็นข้าแผ่นดินของท่านมาตั้งแต่แรกเกิดเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน
“แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน”
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว ป๊อกกำลังถ่ายละครเรื่องป่ากามเทพอยู่ที่ ม.กรุงเทพ รังสิตค่ะ วันนั้นใจเต้นแรงตลอดวัน คอยเช็คข่าวอยู่ตลอด ภาวนาให้ไม่เป็นจริง ปฏิกิริยาคนในกองถ่ายก็เงียบๆซึมๆกันทุกคน เหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ค่อยมีสมาธิทำงานกัน พวกเราถ่ายกันอยู่ใต้ต้นไม้ ในสวน แต่กลับไม่มีลมพัดเลย ทุกอย่างดูเงียบมาก และในตอนค่ำป๊อกกับพี่ตั๊กจะต้องไปงานกาล่าละครเวทีลอดลายมังกร ที่น้องแบงค์ แคลช ชวนไว้ แต่ก็ได้รับข่าวมาว่าอาจจะต้องเลื่อนวัน พอถ่ายละครเสร็จก็เลยรีบกลับบ้าน ขับรถน้ำตาเอ่อๆมาตลอด หวังว่าจะเป็นแค่ข่าวลือ พอถึงบ้านเจอพี่ตั๊กร้องไห้อยู่ที่โต๊ะทำงาน ป๊อกเข้าไปกอด แล้วรีบเปิดดูข่าว พอเห็นหน้าจอทีวีทุกช่องเป็นขาวดำก็ร้องไห้เลย เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง เรานั่งร้องไห้กันเงียบๆสองคนหน้าทีวี ไลน์กลุ่มหรือข้อความใดๆเงียบสงัด ไม่มีใครพูดหรือส่งอะไรกันเลย ... จนถึงตอนนี้เวลาขับรถผ่านท้องสนามหลวงหรือเห็นสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งเข้าพระนคร ภาพรถตู้พระที่นั่งครั้งสุดท้ายจะขึ้นมาตลอด และร้องไห้ทุกครั้ง มีครั้งนึงเคยร้องไห้ตอนรถติดตรงแยกปิ่นเกล้า-อรุณอัมรินทร์ แล้วคนขับรถเมล์คันข้างๆหันมาเห็นเพราะรถป๊อกค่อนข้างสูง เค้าก็ผงกหัวให้ป๊อกครั้งนึงเหมือนเข้าใจความรู้สึก ป๊อกเลยร้องหนักกว่าเดิมอีก เป็นการสูญเสียร่วมกันครั้งใหญ่มากจริงๆ”
ปิยธิดา-นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์
นักแสดงและพิธีกร
วันที่ 12 ต.ค.59 ผมกลับมาถึงประเทศไทย หลังจากไปเล่นให้ ทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย พบ อิรัก ที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งวันต่อมา (13 ต.ค.) ได้เข้ารายงานตัวกับสโมสรเอสซีจี เมืองทองฯ เพื่อเตรียมเล่นฟุตบอล ไทยลีก ต่อ โดยเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่เก็บตัว
ระหว่างรับประทานอาหารก็นั่งดูโทรทัศน์ไปด้วย จากนั้นก็มีรายการพิเศษเกี่ยวกับแถลงการณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ซึ่งบรรยากาศตอนนั้นจำได้เลยว่าทุกคนเงียบกันหมด
ทุกคนนั่งฟังแถลงการณ์อย่างใจจดใจจ่อ และภาวนาว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่สุดแล้วก็ต้องทำใจ
ส่วนตัวรู้สึกใจหายและตกใจเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ แต่ในใจลึกๆ รู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ผมกลับขึ้นห้องพักและรายการทีวีทุกช่องได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีหลายอย่างที่ผมเพิ่งทราบว่าท่านทรงงานหนักมากแค่ไหน รวมถึงโครงการต่างๆ ที่ท่านดำริขึ้นมาเพื่อประชาชนชาวไทย
นั่นดูโทรทัศน์ไปก็นึกถึงภาพที่ผมไปเล่นให้ ทีมชาติไทย เพราะทุกครั้งในวันแข่งขันจะมีการร้องเพลงสดุดีมหาราชาบนรถระหว่างเดินทางไปสนาม และจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ติดอยู่ในห้องแต่งตัว ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าการรับใช้ชาติในฐานะนักฟุตบอลของผมคือความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “นักกีฬาของพระราชา
สารัช อยู่เย็น
นักฟุตบอลทีมชาติไทย

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลาเกือบสี่โมงเย็น ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่บนรถกับเพื่อนมุ่งหน้าไปยังโรงละครเพื่อไปแต่งตัวเตรียมแสดงละครเวที เพื่อนของผมก็ได้รับสายจากคนรู้จักที่โทรมาจากโรงพยาบาลศิริราชแล้วบอกถึงเรื่องราวที่ทำให้ผมและเพื่อนเริ่มใจไม่ดี แต่เรายังไม่อยากจะสรุปอะไรกันไปเองเพราะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมา พวกเราทั้งคู่จึงขับรถต่อไปยังโรงละครผ่านถนนเส้นเพชรบุรีที่รถติด
ผมตัดสินใจโทรไปหาน้องที่รู้จักที่โรงละครว่ายังมีการแสดงอยู่หรือไม่ น้องที่กำลังแต่งหน้าแต่งตัวอยู่ก็บอกผมว่าสถานการณ์ที่โรงละครปกติไม่มีการยกเลิกการแสดงอะไร ทำให้ผมและเพื่อนเริ่มใจชื้นเกี่ยวกับข่าวร้ายที่ได้ยินว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็เป็นได้ เมื่อผมเดินทางมาถึงโรงละครก็ได้เดินไปห้องแต่งหน้าตามปกติ แต่สิ่งที่ผิดสังเกตคือนักแสดงที่ปกติจะแต่งหน้าทำผมเสร็จเป็นคนแรกๆหลายๆคนกลับยังไม่แต่งหน้าหรือทำผมใดๆทั้งสิ้น เหมือนกับรู้ว่าจะไม่มีการแสดงเกิดขึ้นในวันนี้ ผมและบรรดานักแสดงก็แต่งหน้ากันไปอย่าปกติทั้งๆที่ในใจรับรู้ได้ถึงความไม่ปกติบางอย่าง และทันใดนั้นเอง ก็มีการเรียกรวมนักแสดงทุกคนอย่างกระทันหันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ตอนนั้นผมรู้ในทันทีว่าสิ่งที่ผมคิดและได้ยินมามันเป็นเรื่องจริง การแสดงถูกยกเลิกด้วยเหตุผลที่แสนเศร้าที่สุดของคนทั้งประเทศ ทุกคนต่างร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จากตอนแรกที่รวมกลุ่มกันภายในห้อง แต่ละคนก็เริ่มแยกกันออกไปหามุมนั่งของตนเอง บางคนร้องไห้ บางคนนั่งนิ่ง ตัวของผมที่ความรู้สึกนั้นกำลังเศร้ากับเรื่องที่ได้ยิน ก็ได้หยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อและแม่แล้วบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการหาที่พึ่งทางใจในตอนที่จิตใจบอบช้ำ ในวินาทีนั้นทำให้เข้าใจเวลาที่เราได้ดูภาพยนตร์ที่มีการสู้รบแล้วแม่ทัพตายและบรรดาทหารทั้งหมดก็ไม่มีจิตใจที่จะสู้ต่อมันเป็นเช่นไร เพราะผู้นำที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนได้จากไป เหลือไว้เพียงให้ระลึกถึงในจิตใจที่มิอาจลืมเลือน
ณัฐวุฒิ พินเที่ยงนักศึกษาภาพยนตร์ ม.กรุงเทพ
คงจะคล้ายๆกับคนไทยจำนวนมาก ที่ได้รับรู้ถึงกระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง แต่ในใจได้แต่คิดว่ายังไม่ใช่ ยังไม่จริง วันนี้ปีที่แล้วเป็นวันที่ปฏิบัติหน้าที่ทำข่าวตามปกติ และคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อยู่ในสถานี
พอช่วงบ่ายๆ ดิฉันเริ่มได้เห็นโพสต์ facebook ของบางคน เริ่มรู้สึกว่าความจริงที่ไม่อยากให้เกิดใกล้เข้ามามากแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ทีมข่าวต่างส่งข้อความถึงกันว่ากำลังจะมีประกาศสำนักพระราชวังอย่างเป็นทางการ และเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อสัญญาณโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจปรากฏ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์ นิ่ง ฟังทุกคำ เงียบ เสียงสะอื้น ดังขึ้นรอบๆตัว ดิฉันจำได้ว่าน้ำตาไหลอย่างช้าๆ เกิดความรู้สึกสูญเสียที่ไม่มีวันกลับ โหวงเหวงภายในใจ ความรู้สึกชาๆ สบตากับเพื่อนร่วมงานแบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้หมด รู้แต่ว่าจากนี้ไปไม่มีท่านอีกแล้ว
คืนนั้นดิฉันและเพื่อนร่วมงานเดินทางไปที่โรงพยาบาลศิริราช พวกเราคิดเพียงว่าต้องรีบไปก่อนที่จะไม่ทันการ เมื่อไปถึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ที่ต่างไปยืนรวมตัวอย่างสงบ ดิฉันคิดว่าทุกคนไปด้วยความรู้สึกที่ใกล้เคียงกันมากว่าอยากจะซึมซับและใกล้ชิดกับพระองค์ท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
จำได้ว่าความเศร้า ความอาลัย รายล้อมอยู่รอบตัว ความมืด ถนนหนทางที่แม้จะมีรถวิ่งแต่กลับเวิ้งว้าง และความเงียบงันในบทสนทนา...จากนี้ไปไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว
ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน
บรรณาธิการข่าว/ผู้ดำเนินรายการ "ที่นี่ไทยพีบีเอส"
หกโมงเช้าของวันที่ 13 ตุลาคมตามเวลาอเมริกาฝั่งตะวันออก จะเป็นวันที่จดจำไปชั่วชีวิต เพราะในขณะที่กำลังนอนหลับสบายอยู่นั้น มีสายโทรเข้าจากโปรแกรมไลน์ปลุกให้ลุกขึ้นรับ นาทีนั้นรู้สึกโมโหที่โดนปลุกแต่เช้าตรู่ ซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยมีใครโทรมาหาจากเมืองไทยเท่าไหร่นัก ยังไม่ทันจะพูดอะไร เพื่อนผู้โทรมาเอ่ยเพียงสั้นๆว่า
“ในหลวง...”
จากนั้นก็สะอื้นไห้ราวจะขาดใจ ดิฉันตัวเย็นวาบทำอะไรไม่ถูกได้แต่นิ่งฟังเสียงสะอื้นของชายอกสามศอกคนหนึ่งแล้วน้ำตาก็ไหลพรูจนมองไม่เห็นอะไรเบื้องหน้า นอกจากวันที่พ่อแม่จากไป วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ร้องไห้มากที่สุดและยาวนานที่สุด พยายามจะไม่ร้องไห้ แต่น้ำตาไม่เคยหยุดไหล ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า "หัวใจสลาย" อย่างแท้จริง
คืนวันที่ 13 ตุลาคมตรงกับช่วงบ่ายวันที่ 14 ตุลาคมตามเวลาในประเทศไทย ดิฉันรอส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย เวลาในเมืองดิฉันนั้นเกือบจะตีห้าแล้วแต่ยังรอส่งเสด็จเป็นหนสุดท้ายถวายความรักและภักดีข้ามทะเลนับพันไมล์ พร้อมกับคนไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย
ลูกๆ ของพ่อแต่งชุดดำหลั่งไหลไป “ส่ง” พ่อด้วยความอาดูรพูนเทวษ ฟ้าหม่นครื้มราวอุ้มน้ำตาฟ้าไว้เต็มอก สองฝั่งถนนปราศจากเสียงตะโกน "ทรงพระเจริญ" มีแต่ความเงียบและเสียงร้องไห้ของประชาชนที่มาส่ง "พ่อ" แว่วมาถึงอเมริกา
ไม่ใช่เพียงคนไทยบนผืนแผ่นดินไทยเท่านั้นหรอกที่ทุกข์แสนสาหัส คนไทยทั่วทุกมุมโลกต่างก็สะอึกสะอื้นและเสียขวัญไม่แตกต่างกัน เมื่อสิ้นร่มโพธิสมภารอันยึดเหนี่ยวหัวใจของเราไว้กับแผ่นดินเกิด แม้จะไม่สามารถกลับไปกราบสักการะพระบรมศพได้ที่เมืองไทย แต่ขอก้มกราบพ่อหลวงด้วยดวงใจอันแหลกสลายจากแดนไกลก็ยังดี
คนไทยบางส่วนไปถวายความจงรักภักดีต่อในหลวงที่จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช รัฐแมสซาชูเซตส์ บางคนก้มกราบกับพื้นดินแล้วทรุดซบหน้าร้องไห้อยู่กับพื้นเป็นเวลานานด้วยความเศร้าท่วมท้นล้นหัวใจ ดิฉันเข้าใจความทุกข์นั้นอย่างที่สุด นี่คงที่สุดแล้วของความเศร้าทั้งมวล ไม่มีใครรู้หรอกว่าในใจคนไกลบ้านแต่ละคนนั้นโดดเดี่ยวขนาดไหน และความโดดเดี่ยวประเภทนี้เยียวยาไม่ได้ เพราะไม่มีที่ไหนเหมือนแผ่นดินเกิด
ในหลวงคือศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งโลกอย่างแท้จริง เมื่อสิ้นพระองค์จึงเหมือนสายใยบางๆ ระหว่างบ้านแห่งที่สองกับแผ่นดินเกิดขาดสะบั้น เหมือนชิ้นส่วนหัวใจขาดหายและไม่มีวันเติมเต็มอีกต่อไป
เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้
นักเขียน
วันนั้นกำลังเดินทางกลับจากสระแก้ว หลังจากไปเยี่ยมลูกค้าและพนักงานฝั่งตะวันออก
ช่วงบ่ายๆ ก็มีคนส่งรูปการจัดเตรียมงานพระบรมศพมาทางโซเชียลมีเดียหลายๆทาง แต่ก็ยังปลอบใจตัวเองว่าเป็นแค่ข่าวลือ
ภาวนาตอนนั่งรถมาตลอดทางว่าไม่จริง ขนลุกตลอดที่นึกถึง คนขับรถบอกว่ามันจริงแล้วนะพี่ แต่เราก็ตอบไปว่าอย่าโกหก พวกสร้างเรื่องนี่ไม่ดี
จนได้ยินประกาศจากวิทยุในตอนเย็น จำได้ว่าร้องไห้แบบไม่อาย แล้วสถานการณ์ในรถตอนนั้นก็สงัดเลย มีแต่เสียงสะอื้น กลับมาถึงบ้านเห็นแม่นั่งร้องไห้หน้าทีวี เราก็รีบขึ้นห้องแล้วร้องไห้ทั้งคืนเลย ใจมันหวิวๆ ลอยๆ บอกไม่ถูก
ในหลวงคือพ่อที่สมบูรณ์แบบ สง่างาม อบอุ่น อัจฉริยะทุกเรื่อง อดทน รักลูก และลูกก็รักพ่อโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ
กาญจนา คล่องอนันต์
ผู้อำนวยการอาวุโสภาค, ภาคพื้นพัฒนาธุรกิจ
ธนาคารไทยพาณิชย์
วันที่ 13 ตุลาคม ผมไม่ร้องไห้
หลังจากภารกิจคุมสอบเมื่อวานนี้ ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้านก็เปิดวิทยุฟังไปด้วย รายงานข่าวทางวิทยุนั้นแจ้งว่ามีการประชุมครม.พิเศษเวลา 5 โมงเย็น และมีการนัดประชุมสนช.เวลาสามทุ่ม ผมรู้สึกถึงความผิดปกติของสถานการณ์ในทันที กลับถึงบ้านเห็นพ่อนั่งดูโทรทัศน์อยู่ แล้วครู่หนึ่งก็มีข่าวในหลวงสวรรคต ไม่มีน้ำตาและผมไม่ได้ร้องไห้ มันเป็นความรู้สึกที่ผมเองไม่รู้จะใช้คำไหนมาบรรยายได้จริงๆ
จากหนึ่งทุ่มจนถึงตีสองผมได้แต่นั่งดูเฟซบุ๊คสลับกับโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ ขึ้นห้องนอนที่ในห้องมีกรอบรูปพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ ซึ่งเป็นของขวัญที่เพื่อนให้ตอนปีใหม่ที่ผ่านมา ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์และอธิษฐานให้พระองค์เด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนจะเข้านอน
เช้าวันนี้ก็ต้องไปทำงานตามปกติ แม้ความรู้สึกมันจะไม่ปกติเลยก็ตาม เชื่อว่าหลายๆคนก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากผม นี่เป็นเช้าแรกในชีวิตที่ไม่มีในหลวงภูมิพล วันนี้ผมยังต้องทำหน้าที่กรรมการคุมสอบของมหาวิทยาลัย โดยที่ตลอดทั้งวันผมจมอยู่กับความรู้สึกอึดอัดที่มันผสมปนเปไปหมด กระทั่งกลับถึงบ้านเปิดเฟซบุ๊ค ความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงก็พังทลายลง
วันที่ 13 ตุลาคมผมไม่ร้องไห้ แต่ผมมาร้องไห้ในวันนี้วันที่ 14 ตุลาคม
ผมเห็นเรื่องราวมากมายจากพี่เพื่อนน้องและลูกศิษย์จำนวนมากที่สะท้อนความรู้สึกต่อในหลวง น้ำตาผมไหลพรากไม่หยุด เป็นน้ำตาที่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความปิติมากกว่า ผมสัมผัสได้ถึงความรักที่ประชาชนมีต่อพระองค์ท่าน เป็นความรักที่บริสุทธิ์และกลั่นออกมาจากหัวใจโดยแท้จริง
พระองค์ท่านจากพวกเราไปเพียงร่างกายเท่านั้น ผมเชื่อว่าท่านยังคงอยู่
กับพวกเราชาวไทยทุกคน เพราะพระองค์ท่านตั้งปนิธานไว้แล้วว่า
“หากประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร”
มนต์ศักดิ์ เกษศิรินทร์เทพ
หัวหน้าภาควิชาวิทยุ-โทรทัศน์-ภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ บ่ายวันนั้น ฉันขับรถออกมาจากโรงแรมฮิลตัน มิเลเนี่ยมที่จัดงาน Sustainable Brand ที่อยู่ริมน้ำ เพื่อกลับไปรับลูกคนเล็กที่โรงเรียนแถวสุขุมวิท ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง หัวใจคิดถึงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ศิริราช จะทรงเป็นอย่างไรบ้างหนอ ระหว่างทางน้องสาวของฉันโทรมาหาแล้วถามว่า ทราบข่าวหรือยัง ฉันบอกว่าไม่มีข่าว No news is good news ไม่มีข่าวแปลว่าข่าวดี ใช่ไหม น้องก็บอกว่าให้ลองเช็คดู ฉันเช็คทุกช่องทางก็ยังไม่มีข่าวอะไร จนเกือบจะลงทางด่วน เพื่อนรักคนหนึ่งส่งข้อความมาว่า “โรส มาสวดกันเลย เดี๋ยวนี้!” สมองของฉันหยุดการทำงานทุกอย่างปากพร่ำอธิษฐานบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย...” ขอพระเจ้า ขอพระแม่มารีคุ้มครองในหลวงด้วย ฉันขอให้มีปาฏิหาริย์ ต้องมีสิ ก็ในหลวงเป็นในหลวงนี่นา
ฉันไปถึงโรงเรียนลูก จอดรถ แล้วเดินไปรับลูกได้อย่างไรฉันก็ไม่รู้ ปากของฉันยังไม่หยุดพร่ำบทอธิษฐานต่อเนื่อง ฉันเดินผ่านสนามฟุตบอลที่โรงเรียนลูก แล้วขาของฉันมันก็ทรุดอยู่ตรงนั้น น้ำตาเริ่มรินไหล ฉันคุกเข่าพร่ำอธิษฐานอย่างต่อเนื่อง ฉันเรียกสติกลับคืนมา ยังสิ ยังมีหวัง ยังไม่มีข่าว ยังมีหวัง ฉันบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นเดินต่ออย่างหมดเรี่ยวแรง น้องๆ ที่เป็นผู้ปกครองหลายคนถามว่าฉันเป็นอะไร ฉันไม่ได้ตอบใคร ไม่ได้พูดกับใคร ฉันยังอธิษฐานอยู่แล้วเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องเรียนของลูก บนหัวบันได ฉันเห็นน้องชายที่สนิทด้วยยืนอยู่ ตาของเราสบกัน ฉันมองเขาเพื่อขอความมั่นใจ สิ่งที่ฉันกลัวมันไม่เป็นจริงใช่ไหม ตาของเขาตอบคำถามของฉัน ฉันกลั้นหายใจ ไม่จริง ไม่จริง อะไรบางอย่างในตาของเขาบ่งบอกถึงความจำนน ความพ่ายแพ้ และความสิ้นหวัง ไม่มีคำพูดใดๆ ฉันรู้สึกเหมือนมีใครเอามือทะลวงเข้าไปในอกแล้วกระชากหัวใจของฉันออกไปอย่างสุดแรงเกิด แล้วฉันก็ได้ยินเสียงร้องไห้ปิ้มว่าจะขาดใจตาย ใครคนหนึ่งพร่ำพูดอยู่ได้คำเดียว ซ้ำไป ซ้ำมา ซ้ำไป ซ้ำมา “My heart...my heart...” ใครกันนะ หยุดเดี๋ยวนี้ ใครกันพูดอยู่ได้ แล้วทำไมเสียงมันแปร่งปร่า และเจ็บปวดปานหัวใจสลายได้ขนาดนั้น หยุดสิ หยุด และแล้วฉันก็ตระหนักว่า เสียงนั้นคือเสียงของฉันเอง หัวใจของฉันมันแหลกสลายอยู่ตรงนั้นแล้ว เรากอดกันแล้วร้องไห้ไปด้วยกัน
เพื่อนอีกคนหนึ่งเดินเข้ามากอดแล้วกระซิบปลอบเขาพูดอะไรฉันฟังไม่รู้เรื่อง ฉันได้ยินเสียงใครบางคนบอกว่า “อย่าร้องไห้สิ เราใจไม่ดีเลย” อะไร ยังไม่รู้อีกหรือ นี่มันวันสิ้นโลกแล้ว ยังไม่รู้กันอีกหรือ ลูกเดินออกมาจากห้องอย่างงงๆ ฉันต้องรวบรวมสติที่พังพินาศกลับมาอยู่กับปัจจุบัน กอบร่างที่เหมือนกับจะไร้วิญญาณพาลูกกลับไปที่ทำงาน ฉันพยายามอธิบายให้ลูกฟังว่า ฉันเป็นห่วงพระเจ้าอยู่หัวเหลือเกินเพราะท่านไม่สบายมาก แต่ฉันก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย น้องที่ทำงานถามฉันว่ามีข่าวอะไร ฉันก็ได้แต่บอกว่า ฉันยังไม่ได้ข่าว แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังไม่หยุดไหลเสียที ฉันบอกน้องให้กลับบ้านดีกว่า ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เราแยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันได้แต่บอกลูกว่า ฉันเป็นห่วงในหลวง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า หัวใจของเราชาวไทยได้เสด็จสู่สวรรคาลัยและอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว
จนมีข่าวเสด็จสวรรคตออกมาอย่างเป็นทางการตอนหนึ่งทุ่มสิบสามนาที วินาที โลกทั้งโลกของฉันที่เคยรู้จักมาทั้งชีวิตก็สิ้นสุดลง
คืนนั้นผ่านไปได้อย่างไร ฉันก็ไม่รู้ และฉันก็ไม่เคยทราบเลยว่า คนเรามีน้ำตาสำหรับร้องไห้ได้ทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องกันยาวนานเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน แม้กระทั่งเป็นปีได้ ทุกวันตลอดเวลา 365 วันมานี้ ฉันก็ยังคงรินน้ำตาได้ทุกครั้งที่ได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ ได้ฟังเพลง ได้ดูคลิป ได้อ่านสัมภาษณ์ ได้ยินใครพูดถึง และเมื่อคิดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า อีกกี่อาทิตย์ กี่เดือน กี่ปีกันที่น้ำตาของฉันจะเหือดแห้ง ฉันรู้เพียงแต่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรจะทรงสถิตอยู่ในหัวใจของพสกนิกรของพระองค์ และอยู่ในดวงใจของฉันนิรันดร์
โรสซาลีน่า อเล็กชานเดอร์ประธานมูลนิธิ เดอะเรนโบว์รูม
วันนั้นทำงานปกติมิกซ์เสียงงานโฆษณา บ่ายๆ ได้ข่าวไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ เลยขออนุญาตเลิกงาน รีบขี่รถมาศิริราชแบบไม่รู้ความเร็วแต่รู้ว่าเร็วมาก มาถึงรถวังเต็มไปหมดแต่ที่โรงพยาบาลปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหาที่ว่างสวดมนต์มองไปที่ชั้นที่ในหลวงประทับ ภาวนาให้ปาฏิหาริย์เกิด คนไทยทุกคนสวดมนต์ขอพรให้ในหลวงอยู่กับพวกเรานานกว่านี้ จนถึงเวลาประกาศเวลาที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน ทุกคนร้องไห้ไม่อายกัน เราเดินออกมาจากรพ.แบบหมดแรง ที่ยึดเหนี่ยวทางใจตั้งแต่เกิดไม่มีแล้ว นอนไม่หลับ นอนร้องไห้ทั้งคืน พยายามคิดว่าในหลวงไปสบายแล้วแต่ความเห็นแก่ตัวก็ไม่อยากให้ท่านจากไป จนถึงวันนี้อาการคืนวันนั้นยังไม่หายไป ความรักเป็นแบบนี้นี่เอง ในหลวงจะอยู่ในใจเราตลอดไป
อลงกต เอื้อไพบูลย์
ผู้กำกับ
วันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว เป็นวันที่ผมพยายามทำตัวให้เป็นปกติ ทั้ง ๆ ที่ในใจก็รู้ว่าสถานการณ์กำลังไม่ 'ปกติ'
หลังจากที่ผมทราบว่าสำนักพระราชวังได้ประกาศ 'ปิด' การลงนามถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคม และที่โรงพยาบาลศิริราชแล้วนั้น
.... ผมก็พอรู้ว่าผมกำลังจะต้องเผชิญกับอะไร...
ผมถามตัวเองว่า "วันนั้นมาถึงแล้วใช่ไหม? และวันนั้นคือวันนี้จริง ๆ แล้วใช่ไหม?"
คำถามนั้นไม่มีคำตอบ มีแต่คำกลอนที่ผมเขียนขึ้นอย่างรวดเร็ว และโพสต์ขึ้นบน Facebook ดังที่ปรากฏเป็นข้อความด้านล่าง
"ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ"
ยังคงขืน ด้วยเชื่อ ว่ามีหวัง
ทุกอนู ด้วยสรรพ กำลัง
ด้วยพลัง แห่งรัก และภักดี
ความหวังเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี ผมรู้ว่าริบหรี่มาก ๆ แต่เป็นสิ่งที่ผมยึดเหนี่ยวไว้จนกระทั่งผมทราบว่าจะมีประกาศจากนายกรัฐมนตรีผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในเวลา 19.00 น.
ผมรีบกลับบ้านมาให้ทันเวลาเพื่อรอฟังประกาศพร้อมกับคุณพ่อ และเมื่อภาพประกาศสำนักพระราชวังขึ้นบนจอโทรทัศน์เป็นสีดำ ผมกับพ่อก็ร้องไห้ออกมาด้วยกัน ร้องแบบสะอื้นตัวโยน ในวินาทีนั้นผมเข้าใจทันทีว่า 'ใจสลาย'นั้นเป็นอย่างไร
เมื่อประกาศเสร็จสิ้นลง ผมเดินลงมาจากบ้าน ก้มลงกราบกับพื้นเพื่อส่งเสด็จ ฯ อันเป็นสิ่งที่แม่ผมสอนตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ และผมทำถวายทุก ๆ พระองค์ที่เสด็จล่วงไปก่อนพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
แต่ครั้งนี้ ผมกราบซบนิ่งกับพื้นดินอยู่นาน พร้อมน้ำตาที่ไหลมาเป็นสาย และเสียงสะอื้นของตัวเอง
โลจน์ นันทิวัชรินทร์
นักโฆษณา/นักเขียน
เช้าวันนั้นแนนตัดสินใจยกเลิกทริปปั่นจักรยานที่นัดไว้ล่วงหน้านานแล้วเพื่อเดินทางไปบริจาคเลือดที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะก่อนหน้านั้นได้ข่าวว่าพระอาการประชวรของท่านทรุดลงไปมา เลยตั้งใจว่าจะทำเป็นพระราชกุศลส่งผลบุญให้ท่านเพราะเชื่อว่ายังมีปาฏิหาริย์ แต่เลือดข้นไม่พอ
ที่โรงพยาบาลเราก็ได้ยินเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังเป็นระยะๆ และมีกลุ่มเห็นคนนั่งสวดมนต์เต็มสนามแต่เราสวดไม่เป็นเลย ได้แต่ยืนมองตึกตรงหน้าและถามคนข้างๆ ว่าพระองค์อยู่ห้องไหน แล้วเราก็เริ่มไปหาบทสวดมาสวดตามเป็นภาษาบาลี 9 จบแบบผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่คุ้นเคย
ถึงจุดหนึ่งที่คนเริ่มทยอยมาโรงพยาบาลมากจนเจ้าหน้าที่เริ่มมาเคลียร์พื้นที่ และมีข้อความส่งมาทางไลน์ว่าท่านจากไปแล้ว แม้ว่าจะไม่มีประกาศอะไรเลยตรงนั้นแต่ทุกคนได้รับข่าวผ่านโซเชียลมีเดียและแบ่งให้คนข้างๆ ดู แล้วทุกคนก็เริ่มน้ำตาไหล บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ เสียงสะอื้น กับ “ทรงพระเจริญ” ปนกันไปหมด
พอมีประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง ทุกคนเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้าและเสียงร้องไห้ เราได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าการจากไปของพระองค์น่าจะเป็นการพักผ่อนที่สบายกว่าการอยู่กับอาการเจ็บป่วย
เช้าวันถัดมาแนนปั่นจักรยานกลับไปที่โรงพยาบาลใหม่ตอนเช้าก็พบว่าคนเดินทางมาเยอะมาก จนเรางงว่าทำไมมาถึงกันแต่เช้าขนาดนี้
นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล
นักปั่นสำรวจเส้นทางกรุงเทพฯ
พฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันแรกของ ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21’ ฉันออกจากบ้านไปศูนย์สิริกิติ์ฯ แต่เช้า ตั้งใจอยู่ในงานถึงเย็น ทั้งตื่นเต้นที่จะได้เอาหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์ที่ฉันกับเพื่อนร่วมกันทำไปฝากขายตามบูทสำนักพิมพ์ที่พอคุ้นเคยกัน และถือโอกาสทักทายเพื่อนพี่น้องที่มักเจอกันปีละสองครั้งใน ‘งานหนังสือ’ แต่ในบทสนทนาที่มากกว่าการถามสารทุกข์สุกดิบในแวดวงหนังสือเช่นทุกครั้ง แทรกด้วยความกังวลถึงพระอาการประชวรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ข้อความทางไลน์สลับโทรศัพท์เช็คข่าววงในวงนอกของพี่ๆ ในบูทสำนักพิมพ์ที่ฉันนั่งคุยด้วย ทำเอาจิตใจสั่นสะเทือน
เมื่อถึงช่วงบ่ายคล้อย คำว่า “ค่ำนี้จะมีแถลง” ฉุดฉันให้กลับไปยึดบ้านเป็นที่มั่น ไปอยู่ใกล้รูปของพ่อแม่ที่หิ้งพระ ฉันลาเพื่อนๆ พี่ๆ ไปอย่างใจไม่ดี โทรบอกเลิกนัดเพื่อนที่จะมาเจอกันในงานหนังสือ แล้วขับรถออกจากศูนย์สิริกิติ์ฯ ราวบ่ายสี่โมงครึ่ง รถราติดขัดตั้งแต่แยกอโศกไปจนถึงลาดพร้าว คลื่นวิทยุในรถยังเป็นเสียงสนทนากีฬา ผู้คนบนท้องถนนยังคงเคลื่อนไหวเหมือนเช่นทุกวัน ฉันมองออกไปพลางคิดว่าพวกเขาพอจะรู้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นไหมนะ? ดูเหมือนร้านค้าที่ฉันแวะซื้ออาหารกลับไปกินที่บ้านยังดำเนินไปอย่างปกติ หลังเวลาร่วมสองชั่วโมงบนท้องถนน &
