บู้ซือ อาจอ : ศิลปินหญิงชาวอาข่าผู้เขียนชีวิตด้วยภาษาศิลปะ
บู้ซือ อาจอ ศิลปินหญิงชาวอาข่า กับนิทรรศการ The Preservation of Fire ที่ Bangkok Kunsthalle และการใช้ศิลปะบอกเล่าวัฒนธรรมอาข่าที่กำลังเลือนหาย
ชื่อ “บู้ซือ” หมายถึง “คนไกล”
เด็กสาวชาวอาข่าที่อพยพลี้ภัยสงครามจากเมียนมาร์มาเชียงรายเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะแต่อย่างใด รู้แต่เพียงว่าการวาดรูปช่วยระบายความรู้สึกกดดันภายในใจได้เป็นอย่างดี
บู้ซือ ไม่รู้เลยว่าจากรูปวาดบนเศษกระดาษในวันนั้นจะพาเธอเดินทางไปสู่เส้นทางศิลปะในวันนี้ วันที่ผลงานของเธอได้ร่วมแสดงในเวทีระดับโลก เช่น Singapore Biennale, Thailand Biennale, เทศกาล Bangkok Art Biennale (BAB 2024) และนิทรรศการเดี่ยว "The Preservation of Fire" ที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่ Bangkok Kunsthalle ขณะนี้ (15 พ.ค. – 1 ธ.ค. 2569)
เรื่องราวของบู้ซือ คนไกล อาจไม่ได้บันทึกไว้ด้วยภาษาอาข่า เพราะชาติพันธุ์อาข่าไม่มีภาษาเขียน แต่บู้ซือได้เขียนเรื่องราวของเธอด้วยภาษาของศิลปะตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา และยินดีที่จะแบ่งปันบางช่วงบางตอนของชีวิตและศิลปะให้เราได้ทำความรู้จักกับ “คนไกล” ได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เด็กร่าเริงบนภูเขาสู่เด็กสาวในเมืองใหญ่
“บู้ซือเติบโตในหมู่บ้านบนดอยในเมียนมาร์ บ้านอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ได้เล่นน้ำทุกวันทำให้เป็นเด็กร่าเริงอารมณ์ดี ทุกคนในหมู่บ้านนามสกุลเดียวกันคือ อาจอ พ่อมีที่ดินเยอะมากเราไม่เคยคิดว่าจะย้ายไปไหนเพราะว่าครอบครัวเราเกิดและโตที่นี่
สุดท้ายก็ต้องหนีเพราะถูกยึดที่ดิน ผู้หญิงในหมู่บ้านถูกรังแก พ่อมีแต่ลูกสาวพวกเราจึงต้องอพยพมาอยู่เชียงราย เรียกว่าเป็นกลุ่มที่มาช้าไปเพราะไม่เคยคิดว่าจะย้ายมา ทรัพย์สินโดนยึดหมดไม่มีเงินติดตัวมาเลย ทำให้ต้องลงมาในเมืองทำงานเป็นลูกจ้างขายส้มตำ ขายข้าวแกง ขายรองเท้า ขายก๋วยเตี๋ยว”
จากชีวิตที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สู่สังคมเมือง ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก
“เจ๊เขาบอกว่าให้ไปหยิบโค้กมาให้หน่อย บู้ซือไม่รู้ว่าโค้กคืออะไร พอหยิบผิดเจ๊ก็ด่า เราก็เครียดมากพอเจอกระดาษเลยวาดรูป วาดไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่วาดเป็นรูปหน้าคนโศกเศร้า ตอนนั้นบู้ซือเหมือนเป็นโรคซึมเศร้าด้วย รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าเบื่อ ไม่อยากมีชีวิตแล้ว อยากจะตาย"
จนวันหนึ่งคุณสยาม (สยาม พึ่งอุดม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสมุดไท โรงเรียนสอนศิลปะเด็กแห่งแรกๆของไทย) มากินข้าวแกงแล้วเห็นบู้ซือวาดรูปเยอะมาก เขาบอกว่าสวยดีนะแล้วขอซื้อรูปไป 200 บาท บู้ซือดีใจมากเพราะทำงานทั้งวันได้เงินร้อยเดียว
จากนั้นก็วาดรูปเต็มห้องเลย เห็นอะไรก็วาด เพราะเราไม่มีเงินซื้อเฟรม ซื้อสี มีเศษผ้าเก่า ผ้าม่านเก่าๆก็วาดรูปลงบนนั้น พี่อังกฤษ (อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปิน ภัณฑารักษ์ และเจ้าของอังกฤษแกลเลอรี่) มาเห็นเข้าบอกว่าที่บ้านมีผ้าเก่าเยอะมากเดี๋ยวส่งมาให้”
พอรูปวาดของบู้ซือมีจำนวนมากขึ้น อังกฤษจึงรวบรวมไปจัดแสดงที่อังกฤษแกลเลอรี่ ชั้นบนของร้านเจ๊สหรส ร้านเกาเหลาเลือดหมูชื่อดังของเขาในจังหวัดเชียงราย
นิทรรศการศิลปะครั้งแรก
“ขายได้หมดดีใจมาก อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา(ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2560) มาเห็นงานแล้วบอกว่าคนนี้วาดรูปดีมีอนาคตไกล อาจารย์ส่งสีมาให้และมาช่วยสอนเรื่องการผสมสี เพราะบู้ซือไม่รู้ว่าถ้าเอาสีแดงกับสีเหลืองมาผสมกันจะออกมาเป็นสีส้ม
ส่วนคุณสยามซึ่งเป็นครูมาตลอดชีวิตก็ช่วยสอน แต่วิธีสอนของเขาสอนเหมือนไม่สอน อยากให้สนุกกับการวาดรูปมากกว่า บู้ซือได้เห็นหนังสือศิลปะที่เขาสะสมเห็นงานของปิกัสโซ่ทำให้รู้ว่างานศิลปะเป็นอย่างนี้นะ จากนั้นก็มาวาดรูปจริงจังและพัฒนาตัวเองจากหนังสือที่คุณสยามสะสมไว้”

นิทรรศการศิลปะครั้งแรก ทำให้บู้ซือได้เรียนรู้ว่าการทำงานศิลปะช่วยทำให้เกิดสมาธิ และช่วยบำบัดความตึงเครียด เศร้าหมองที่อยู่ในจิตใจออกไปได้
“หลังจากได้มาวาดรูป บู้ซือก็ไม่ได้คิดเรื่องอยากตายอีกต่อไป”
นิทรรศการศิลปะครั้งล่าสุด
จากภาพวาดรูปบุคคลที่สะท้อนความรู้สึกและอารมณ์ที่อยู่ภายใน บู้ซือพัฒนาฝีมือและแนวทางการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
“ยิ่งทำงานศิลปะยิ่งเข้าใจชีวิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีกิเลส รู้สึกถึงความว่างเปล่าทำให้หันมาสนใจเรื่องวัฒนธรรมอาข่ามากขึ้น ถ้าโลกยังไม่แตกลูกหลานต้องได้รู้ว่าปู่ย่าตายายของเขาอยู่กันมาอย่างไร”
ด้วยเหตุนี้บู้ซือจึงย้ายบ้านอาข่าที่เจ้าของบ้านกำลังจะรื้อทิ้งแล้วสร้างบ้านคอนกรีตหลังใหม่ขึ้นแทนที่ นำมาสร้างขึ้นใหม่บนชั้น 2 ของบางกอก คุนส์ฮาเลอ ในนิทรรศการครั้งล่าสุดที่มีชื่อว่า "The Preservation of Fire"เพื่อบอกเล่าถึงบ้านแบบดั้งเดิมของชาวอาข่าที่กำลังจะหายไปโดยมีค่านิยมในการสร้างบ้านสมัยใหม่เข้ามาแทนที่
นอกจากนี้ยังผ้าทอของชาวอาข่า ที่เปรียบเสมือนนำบันทึกที่บอกเล่าวิถีชีวิตของชาวอาข่าตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต มาจัดแสดงที่ชั้น 1 ของอาคาร
“บู้ซืออยากรักษาและจุดประกายให้เห็นความสำคัญของ “ราก” วัฒนธรรมของอาข่า บู้ซืออยากให้ลูกได้เห็นบ้านอาข่าแบบดั้งเดิมที่ปู่ย่าตายายเคยอยู่ ไม่อยากให้คนอาข่าลืมรากเหง้าของตัวเอง บู้ซือดีใจที่พี่ๆน้องๆชาวอาข่าที่ช่วยรื้อบ้านจากห้วยน้ำอุ่น เชียงราย มาสร้างใหม่ที่บางกอก คุนส์ฮาเลอ พวกเขาบอกว่าจะไม่รื้อบ้านเก่าของพ่อแม่ทิ้งแล้ว เพราะเขาได้เข้าใจและเห็นคุณค่าของบ้านที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของปู่ย่าตายาย และก็ดีใจที่ผู้เข้าชมนิทรรศการให้ความสนใจกับวัฒนธรรมของเรา”
ศิลปะ ธรรมะ และความว่างเปล่า
บู้ซือในวัยใกล้สี่สิบ และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมานานร่วมยี่สิบปี หากมองย้อนกลับไปเธอบอกกับเราว่า
“ถ้าเราคิดแบบมนุษย์ทั่วไป ชีวิตสบายขึ้น ถ้ามองแบบธรรมะคือ เฉยๆ ไม่มีอะไรที่สวยหรู ดี รวย จน พร้อมที่จะเป็นความว่างเปล่า
การทำงานศิลปะเหมือนกับการทำสมาธิ เมื่อเรามองเห็นตัวเอง เราก็จะเห็นโลก เห็นธรรมชาติ เห็นผู้คน ทำให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นแค่เรื่องราวของอดีต เป็นแค่ชีวิต”
แต่เราเชื่อว่าบทสนทนานี้น่าจะทำให้เราได้รู้จักผู้หญิงชื่อ “บู้ซือ” ที่หมายถึง “คนไกล” ได้ใกล้ชิดกว่าที่ผ่านมา
#บู้ซืออาจอ #BusuiAjaw #AkhaArtist #BangkokKunsthalle #ThePreservationOfFire #ContemporaryArtThailand #OffTheRadar
