รหัสลับ ‘ศาลพระราม’ และ ‘บัวลอย’: ตามรอยสายเลือดกรุงศรีฯ ที่ไม่เคยจางหายในพม่า
ตามรอย ชาวโยเดีย หรือ ทายาทชาวไทยในพม่า ที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 พบกับการเปิดเผยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ณ หมู่บ้านสุขขะ
หลายคำถามที่คนไทยอยากรู้เกี่ยวกับคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปกรุงอังวะเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อพ.ศ. 2310 เริ่มมีคำตอบมากขึ้น เมื่อคุณยายดอ ติน ทวย ทายาทของชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าตอนกรุงแตก พร้อมด้วยคณะจากบ้านสุขขะ ได้กลับมาเยือนกรุงศรีอยุธยา ต้นกำเนิดแห่งบรรพบุรุษหลังจากพลัดถิ่นไปนานถึงเกือบ 260 ปี
การเดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษเริ่มต้นขึ้นเมื่อนักวิชาการอิสระของไทยตั้งต้นค้นหาอย่างจริงจัง จนไปพบชาวโยเดียหลายกลุ่ม และได้มีโอกาสพาทายาทราชวงศ์บ้านพลูหลวงและลูกหลานกรุงศรีอยุธยาหลายคน “กลับบ้าน” เป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา และได้กลับมาอีกครั้งในช่วงก่อนสงกรานต์ปี 2569 นี้เอง
เที่ยวพม่าตามหาชาวโยเดีย
สะพานอูเบ็ง ที่เมืองอมรปุระ สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก คือจุดเริ่มต้น ที่นำนักวิชาการอิสระของไทยมาพบกับลูกหลานไทยในพม่า
จากข้อมูลเบื้องต้นว่า ตอนที่สร้างสะพานไม้แห่งนี้ มีการเกณฑ์ชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนมาเมื่อกรุงแตกจำนวนหนึ่งมาช่วยก่อสร้างด้วย จึงได้มีข้อสันนิษฐานว่าชุมชนของชาวอยุธยาน่าจะอยู่ไม่ไกล และผลจากการสำรวจและสอบถามชาวบ้านพร้อมทั้งการศึกษาเอกสารต่างๆ นำนักวิชาการอิสระกลุ่มนี้ที่มี ปัณณพัทธิ์ คำนึง เป็นหนึ่งในแกนนำไปพบกับชุมชนชาวอยุธยาหลายแห่งตามเส้นทางจากเมืองอังวะ ขึ้นไปอมรปุระ จนถึงมัณฑะเลย์ จนได้พบกับคุณยายดอ ติน ทวย ที่หมู่บ้านสุขขะ ซึ่งอยู่ทางใต้ของมัณฑะเลย์
คุณยายดอ ติน ทวย และชาวบ้านสุขขะเล่าว่า ได้ยินเรื่องเล่าต่อๆ มาในครอบครัวว่าตนเองมีเชื้อสายอยุธยา และคนในหมู่บ้านเอง มีที่แต่งงานกับไทยใหญ่บ้าง แต่จะไม่แต่งงานกับคนนอกหมู่บ้าน เพื่อรักษาเชื้อสายอยุธยาไว้ คุณยายจึงยังเป็นโสด
นอกจากนี้ คณะนักวิชาการอิสระกลุ่มนี้ยังได้พบกับทายาทของราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระธิดาของเจ้าหญิงกุมมะเทวี ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของพระเจ้าเอกทัศน์ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของอยุธยา เจ้าหญิงกุมมะเทวีประสูติที่กรุงอังวะ และเสกสมรสกับพระเจ้ามินดุงตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ และมีพระโอรสพระธิดาถึง 13 องค์
การแต่งงานระหว่างเจ้านายในราชวงศ์ที่ตกมาเป็นเชลยกับเจ้านายพม่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในสมัยโบราณ มีการเชื่อมสัมพันธ์โดยการแต่งงานกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะในยามสงบหรือยามที่เมืองหนึ่งรบชนะอีกเมืองหนึ่งก็ตาม
นอกจากชาวอยุธยาที่หมู่บ้านสุขขะแล้ว ยังมีผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากข้าราชบริพารและชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพร้อมกันอีกหลายกลุ่ม เช่นที่ มินตาซูในเมืองมัณฑะเลย์ที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าย่านเจ้าฟ้า
ปู่ย่าตายายเล่าอะไร
หนึ่งในเรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่นคือ วันที่กรุงศรีอยุธยาแตก การเดินทางสู่อังวะ และความปรารถนาของบรรพบุรุษที่จะกลับสู่มาตุภูมิ ที่เล่ากันมาว่าวันที่กรุงแตกนั้น ไฟลุกไหม้ไปทั่ว ผู้คนอลหม่านกันทั้งเมือง เจ้านายบางส่วนถูกเชิญไปรวมที่ค่ายซึ่งนักวิชาการคาดว่าหมายถึงค่ายโพธิ์สามต้น ข้าราชบริพารที่ถวายงานเจ้านายก็ต้องตามเสด็จไปอยู่ที่ค่ายด้วย ต่อให้ห่วงพ่อแม่แต่ก็ต้องถวายงานตามหน้าที่ บางคนพบญาติในค่ายเมื่อรู้ว่าพ่อแม่ตายแล้วก็หัวใจสลายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องถูกกวาดต้อนไปยังกรุงอังวะและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเสียใจไปตลอดชีวิต
การเดินทางสู่กรุงอังวะ มีทั้งการเดินทางทางน้ำและทางบก เส้นทางบนบกนั้นต้องเดินป่าข้ามเขาผ่านพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลป่าเคยเล่าให้นักวิชาการฟังว่าพบถ้วยชามสังคโลกอยู่เป็นแนว แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้กลายเป็นพื้นที่มรดกโลก จึงไม่สามารถเข้าไปแตะต้องขุดค้นอะไรได้
หนึ่งสิ่งที่คนไทยอยากรู้คือ เชลยกรุงศรีอยุธยาถูกเจาะเอ็นร้อยหวายลากกันไปเป็นขบวนไหม เป็นภาพจำจากละครมากกว่า แต่ในความเป็นจริงประวัติศาสตร์นั้นแน่นอนว่าชีวิตเชลยย่อมไม่ได้ราบรื่น แม้ว่าราชวงศ์ที่ถูกกวาดต้อนไปจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ และคนที่เชื่อฟังทหารพม่าก็ได้รับการปฏิบัติดีพอสมควร แต่สำหรับคนที่พยายามหนี ย่อมต้องถูกลงโทษ หนักสุดคือความตาย
เมื่อถึงพม่าแล้ว มีการตั้งชุมชนให้เชลยอยุธยาอยู่รวมกัน ข้าราชบริพารคนใดเคยถวายงานเจ้านายอย่างไร ก็ให้ทำหน้าที่เดิม สังคมชาวกรุงศรีในกรุงอังวะยังคงมีลำดับชั้น แม้จะไม่อยู่ในฐานะสูงที่สุดเช่นที่เคยเป็นในบ้านเกิด แต่ก็ไม่ได้ต่ำต้อยไปเสียทั้งหมด และยังคงต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงอังวะ
ร่องรอยความเป็นไทย
ระยะเวลากว่าสองร้อยปีนับจากวันที่เชลยกรุงศรีอยุธยาเดินทางถึงพม่า มีการย้ายเมืองหลวงหลายครั้ง แต่ละครั้งลูกหลานชาวกรุงศรีอยุธยาก็ต้องอพยพตามไป แต่ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ยังเห็นร่องรอยความเป็นไทยในชุมชนเสมอ
สถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุ เป็นหนึ่งในหลักฐานที่สะท้อนถึงความเป็นไทย มีวัดหลายแห่งในเมืองอังวะและอมรปุระที่มีรูปแบบคล้ายศิลปะสมัยอยุธยา เช่น เจดีย์ที่ย่อมุมไม้ 20 วัดที่มีซุ้มหลังคาทรงโค้งแหลมที่ได้รับอิทธิพลจากอิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย กรุพระพุทธรูปบุแผ่นเงินที่มีจารึกเป็นภาษาอยุธยา พระพุทธรูปปางสมาธิแบบขัดสมาธิราบแบบอยุธยาไม่ได้ขัดสมาธิเพชรแบบพม่า แถมมีพระสาวกคือพระโมกคัลลาน์ พระสารีบุตรด้วย ครุฑยุดนาคทำจากไม้แกะสลักที่มีกรองคอ สังวาลย์ ลวดลายแบบอยุธยา และจิตรกรรมฝาผนังที่วัดใกล้สะพานอูเบงที่วาดลวดลายเต็มพื้นที่แบบอยุธยา มีภาพเด็กผมแกละ มีสตรีนุ่งผ้าจีบหน้านางปะปนอยู่ในกลุ่มสตรีที่นุ่งผ้าลุนตยา เป็นต้น
อาหารคือรหัสลับของวัฒนธรรม: บัวลอยที่ไม่ใช่บัวลอย
วิถีชีวิตสะท้อนรากแห่งวัฒนธรรมได้ดีที่สุด หนึ่งในนั้นคือ วัฒนธรรมตาลโตนด
ต้นตาลอยู่ในวิถีชีวิตคนไทยอย่างแน่นแฟ้น สมัยก่อนใช้การปลูกตาลเป็นการบอกเขตเมือง น้ำจากต้นตาล นำมาทำอาหารได้มากมายทั้งคาวหวาน รวมทั้งหมักทำเหล้าที่สะท้อนบุคลิกชาวไทยที่รักความสนุกสนานได้ชัดเจน รวมถึงสามารถใช้เป็นเครื่องเซ่นในพิธีกรรมต่างๆ เราจึงพบต้นตาลได้ในแถบที่มีการตั้งถิ่นฐานของลูกหลานชาวกรุงศรีอยุธยาในเมืองพม่า และผลิตภัณฑ์จากตาลโตนดในครัวเรือน
นอกจากนี้ สิ่งที่ชาวกรุงศรีพาไปถึงเมืองพม่าด้วยมีมากมาย แต่ที่ยังพอเห็นเค้าได้ทุกวันนี้คืออาหารการกิน ขนมที่ทำจากข้าวเหนียว เป็นอีกหนึ่งร่องรอยของไทยที่ยังคงอยู่คู่ครัว ขนมที่ทำจากแป้งต้มคลุกมะพร้าวที่บ้านเราเรียกว่าขนมต้ม ลูกหลานชาวโยเดียเรียกว่า “บัวลอย” ขนม “มงลัดเกล้า” เป็นขนมที่ทำเป็นวงคล้ายโดนัททำจากแป้งข้าวเหนียวทอด กินกับน้ำตาลเคี่ยวจนเหนียว
และแม้ว่าทุกคนจะพูดภาษาพม่ากันเป็นหลัก แต่ยังมีคำไทยที่ใช้กันในชีวิตประจำวันอยู่บ้าง “ดี” “ไม่ดี” เป็นสองคำที่คุณยายดอ ติน ทวย ออกเสียงชัดแจ๋ว และเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในกลุ่มชาวบ้านสุขขะ เช่นเดียวกับคำว่า “กล้วย” และ “น้ำอ้อย”
ศาลพระราม:สัญลักษณ์แห่งเมืองที่ไม่เคยแพ้
ความเชื่อและการปรับตัว เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในชุมชนของผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอยุธยา
ศาลพระราม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิประจำบ้านของชาวโยเดีย อารมณ์เดียวกับศาลพระภูมิในเมืองไทย แต่ศาลพระรามจะเป็นศาลเสาเดียว เป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดา ศาลเสาเดียวจึงมีศักดิ์สูงกว่าศาลอื่นๆ ที่มีหลายเสา
ทำไมต้องเป็นพระราม คำตอบอยู่ที่ชื่อของอยุธยา หรืออโยธยา เป็นเมืองของพระราม ซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารตามคติความเชื่อของฮินดูนั่นเอง ชื่อ “อยุธยา” แปลว่าเมืองที่ไม่เคยแพ้ แต่เมื่อกรุงศรีอยุธยาพ่ายให้แก่พม่า ชาวอยุธยาเลยถูกเรียกว่า โยเดีย คือเอาคำว่า อ ซึ่งแปลว่า ไม่ ออกไปจากชื่ออยุธยา
ในวันที่ 18 เมษายน ผู้ที่มีเชื้อสายโยเดีย หรืออยุธยาจะมาไหว้ศาลพระรามเป็นประจำทุกปี
ธุระที่ค้างคา: การกลับบ้านในรอบ 259 ปี
เมื่อได้มาเมืองไทย คุณยายดอ ติน ทวยและคณะ ได้ไปไหว้พระที่วัดพระราม อยุธยา รวมถึงอีกหลายสถานที่ที่บรรพบุรุษของท่านเคยอยู่ เคยใช้ชีวิต ทำเอาชาวคณะน้ำตาไหลด้วยความปิติแม้ว่าจะมาเมืองไทย 2 ครั้งแล้วก็ตาม
การเดินทางมาเมืองไทยของทายาทราชวงศ์บ้านพลูหลวงและชาวหมู่บ้านสุขะไม่ได้เป็นเพียงการทำความปรารถนาของบรรพบุรุษที่จะกลับสู่มาตุภูมิให้เป็นจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่าสายเลือดไทยในกายยังคงเข้มข้น และพวกเขายังคงได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนในแผ่นดินแม่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม
ขอบคุณ คุณปัณณพัทธิ์ คำนึง สำหรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่เติม และการจัดงานครั้งนี้
#เชลยอยุธยา #กรุงอังวะ #ชาวโยเดีย #ประวัติศาสตร์ไทย #อยุธยา #happeningbkk
