ตรวจคัดกรองเชิงลึก รู้ความเสี่ยงก่อนเกิดภาวะตายกะทันหัน
เจาะลึกภาวะ Sudden Death หรือการเสียชีวิตกะทันหัน ที่อาจเกิดได้แม้ในคนสุขภาพดี พร้อมแนวทางตรวจคัดกรองเชิงลึก ทั้งหัวใจ สมอง และการนอนหลับ เพื่อรู้ความเสี่ยงก่อนสายเกินแก้
แม้จะออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือยังอายุน้อย ภาวะเสียชีวิตกะทันหันก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว—คำถามคือ เรารู้ความเสี่ยงของตัวเองดีพอแล้วหรือยัง
ภาวะ Sudden Death หรือการเสียชีวิตกะทันหันถือเป็นภัยเงียบ เพราะส่วนมากเกิดขึ้นโดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และการตรวจเช็กสุขภาพปกติก็อาจหาปัจจัยเสี่ยงไม่เจอ จนทำให้เกิดคำถามว่า ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม้แต่กับนักกีฬาฟุตบอลระดับโลก นักวิ่งมาราธอน คนที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง แพทย์ หรือคนทำงานออฟฟิศที่อายุยังไม่มาก
นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลเมดพาร์ค เล่าว่า จากประสบการณ์ของตัวเองที่มีเพื่อนแพทย์หลายคนประสบภาวะเสียชีวิตกะทันหัน และบางคนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ทำให้มองเห็นว่าหลายเรื่องเป็นสิ่งที่เราป้องกันได้ เมดพาร์คจึงจัดทำโปรแกรมตรวจคัดกรองแบบเฉพาะทาง (Targeted Prevention Screening) เพื่อค้นหาความเสี่ยงภาวะเสียชีวิตกะทันหัน ครอบคลุมการตรวจเชิงลึกด้านหัวใจและหลอดเลือด สมองและระบบประสาท และประสิทธิภาพการนอนหลับ
5 กลุ่มเสี่ยงภาวะ Sudden Death
- ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ อย่างโรคใหลตาย (Brugada) หรือภาวะผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ (Long QT) รวมถึงโรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง

- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ถือเป็น Red Flag สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่เป็นประจำ สัมผัสฝุ่น PM2.5 ทุกวัน หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจหรือหลอดเลือดอยู่เดิม เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว หรือหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง/ปริแตก
- ผู้ที่สังเกตพบสัญญาณเตือนผิดปกติ เช่น ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย แน่นหน้าอกเวลาออกแรง หรือปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน
นักกีฬาควรป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
พญ.ปิยะนาฏ ปรียานนท์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด เตือนว่า นอกจากโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับหัวใจซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตเฉียบพลันมากที่สุดแล้ว นักกีฬา คนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง รวมถึงคนที่ชื่นชอบกีฬาแบบเอ็กซ์ตรีม ก็เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน โดยมาจากสาเหตุหลัก คือ กล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) อันเกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ
บางคนเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เมื่อมาเล่นกีฬาก็ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตกะทันหันได้ นักวิ่งมาราธอนที่ฝึกวิ่งต่อเนื่องมาเป็นปีๆ แม้หัวใจอาจปกติในตอนแรก แต่การออกกำลังกายหนักอาจทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้เช่นกัน
ดังนั้น นักกีฬาและนักออกกำลังกายควรตรวจเช็กหัวใจเป็นระยะ โดยต้องได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอัลตราซาวด์หัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหากล้ามเนื้อหัวใจที่หนาขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ หากหนาขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นต้นตอให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ง่าย จึงต้องประเมินว่าถึงจุดที่ควรชะลอการออกกำลังกายหรือยัง
พญ.ปิยะนาฏ แนะว่า นักกีฬาและนักออกกำลังกายควรสังเกตอาการของตัวเองอยู่เสมอ เช่น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เทรนได้ไม่เท่าเดิม หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม หรือเจ็บแน่นหน้าอก สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกว่าต้องหยุดและรีบพบแพทย์ ปัจจุบันใช้การตรวจแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจเป็นวิธีคัดกรองโรคหลอดเลือดหัวใจเบื้องต้น
นอนไม่ดี มีผลร้ายแค่ไหน
ผศ.นพ.จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การนอนหลับและเวชศาสตร์โรคปอด บอกว่า การหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea) ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะการตายเฉียบพลันโดยตรง แต่หากเป็นร่วมกับโรคหัวใจหรือโรคทางสมอง จะทำให้โอกาสเกิดภาวะการตายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า
คนที่นอนกรนดัง เวลาหลับลิ้นจะตกไปอุดตันทางเดินหายใจและทำให้หยุดหายใจได้ ในช่วงนั้นออกซิเจนในเลือดจะลดลง คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อระบบหัวใจและสมอง แม้คนไทยจะตื่นตัวเรื่องคุณภาพการนอนมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ตระหนักถึงการทำ Sleep Test อย่างแพร่หลาย ทั้งที่การเสียชีวิตกะทันหันระหว่างนอนหลับคิดเป็น 10-15% ของการตายแบบเฉียบพลัน
การนอนหลับไม่ดีส่งผลให้ตื่นมาปวดหัว ไม่สดชื่น ง่วงเหงาหาวนอน และเหนื่อยล้าตลอดวัน หากเป็นเรื้อรังอาจนำไปสู่ความเครียดสะสม ซึ่งไม่ได้มาจากสภาพจิตใจเสมอไป แต่อาจเกิดจากความเครียดภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ดังนั้น การตรวจหาความเครียดจึงต้องครอบคลุมทั้งทางกายและจิตใจควบคู่กัน
กรณีของหมอยูทูบเบอร์ชื่อดัง อาโอซาสะ ฮิโรชิ (Hirofumi Aosasa) ที่เสียชีวิตกะทันหันด้วยวัยเพียง 29 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างของคนวัยทำงานที่หักโหม พักผ่อนน้อย และเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
พญ.ปิยะนาฏ เสริมว่า ความเครียดทั้งทางกายและจิตใจจะทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล ซึ่งอาจกระตุ้นให้โรคหัวใจที่ซ่อนอยู่ เช่น โรคหัวใจที่ผิดปกติทางพันธุกรรม โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา หรือโรคการนำไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ แสดงอาการและนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตเฉียบพลันได้ แม้จะอายุยังน้อยก็ตาม
ทำไมต้องตรวจเฉพาะทาง
พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด อธิบายว่า การตรวจคัดกรองเชิงลึกประกอบด้วยการตรวจเลือดที่มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงของภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลว รวมถึงการตรวจยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางพันธุกรรม
70% ของการตายเฉียบพลันมาจากโรคหัวใจ ดังนั้น การตรวจจะเริ่มจากการดูโครงสร้างและการทำงานภายในร่างกาย โดยการทำ Stress Echocardiogram เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพหัวใจก่อนและหลังออกกำลังกาย ประเมินการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และตรวจหาบริเวณที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด ซึ่งให้ผลแม่นยำกว่าการเดินสายพานธรรมดาที่มักอยู่ในโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี
นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาการสะสมของหินปูนในผนังหลอดเลือดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน การวินิจฉัยภาวะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ปริแยก และภาวะหลอดเลือดแดงช่องท้องโป่งพอง (Abdominal Aortic Aneurysm: AAA) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วย Cardio Scan เพื่อค้นหาความผิดปกติของจังหวะการเต้นหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว
และการตรวจพันธุกรรม (Genetic Test) เพื่อหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการ Long QT Syndrome (LQTS) โรคใหลตาย (Brugada) ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ โรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดห้องหัวใจขยายใหญ่ผิดปกติ โรคกล้ามเนื้อหัวใจแข็ง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างหนาและมีรูพรุนคล้ายฟองน้ำ
ส่วนการตรวจทางสมองจะมีการทำ MRI เพื่อหาความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมอง ดูการตีบหรือโป่งพองของหลอดเลือด และตรวจหาความผิดปกติของคลื่นสมอง
"แม้ภาวะเสียชีวิตกะทันหันจะดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ในทางการแพทย์ ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเชิงลึก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตกะทันหันในกลุ่มคนทั่วไปได้ประมาณ 40-60% และ 60-80% ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง"
#ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน #ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจECG #ตรวจพันธุกรรมโรคหัวใจ #ความเสี่ยงโรคหัวใจ #stressechocardiogramคือ
