กางนโยบาย NIA ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ นวัตกรรมไทยกำลังติดหล่มตรงไหน
นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อทิศทางนโยบาย เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-based Economy) ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA – National Innovation Agency) จึงเดินหน้าปรับนโยบายและเป้าหมายให้สอดคล้องกับเทรนด์นวัตกรรมโลก พร้อมเตรียมเสนอแผนต่อรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านธุรกิจนวัตกรรม
แม้ประเทศไทยจะใช้ยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 มาเกือบทศวรรษ แต่ผลการจัดอันดับ Global Innovation Index (GII) 2025 ชี้ให้เห็นภาพที่น่าคิด ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 45 (36.7 คะแนน) จาก 139 ประเทศ ลดลง 4 อันดับจากปีก่อนหน้า ขณะที่สิงคโปร์ครองอันดับที่ 5 ของโลก มาเลเซียอันดับที่ 34 และเวียดนามอันดับที่ 44
ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของ “อันดับ” หากแต่สะท้อนคำถามสำคัญว่า โครงสร้างนวัตกรรมของไทยกำลังติดอยู่ตรงไหน และอะไรคือแรงต้านที่ยังแก้ไม่ตก
NIA วางเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
-
Deep-tech Innovation การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
-
Creative Innovation การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง บนฐานความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม
-
Future Workforce การเตรียมความพร้อมกำลังคนสู่แรงงานทักษะสูงที่ก้าวทันเทคโนโลยี

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่า ปีนี้ NIA จะให้ความสำคัญกับ “การลงทุน” เป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่ต้องการขยายแหล่งทุน โดยจะเข้าไปร่วมมือกับ VC (Venture Capital), CVC (Corporate Venture Capital) รวมถึงธนาคารพาณิชย์
“NIA จะเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้มีมาตรการทางภาษีในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนนวัตกรรม เราเห็นว่ารัฐควรมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกองทุนด้านนวัตกรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”
นอกเหนือจากเงินทุน NIA ยังเน้นการสนับสนุนเชิงระบบ ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และเครือข่ายสมาคมต่างๆ เพื่อยกระดับงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนา Thailand Innovation Hub และการทำงานในพื้นที่นำร่อง 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยี AI
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการผลักดัน IP Financing การปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ให้สามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินทุนหรือการระดมทุนได้
เทรนด์นวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ
เมื่อมองไปที่เทรนด์เทคโนโลยี สิ่งที่แทบทุกองค์กรหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Agentic AI ปัญญาประดิษฐ์เชิงปฏิบัติการที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้, Hyper Automation ระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงกระบวนการทำงาน ลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รวมถึง Carbon Accounting ระบบวัดและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อรองรับกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก
ความต้องการใช้ AI ยังสร้างโอกาสให้ธุรกิจบริการระบบอัตโนมัติพื้นฐาน ตั้งแต่แชทบอท ระบบจัดการคำสั่งซื้อ ไปจนถึงระบบจองคิว
อย่างไรก็ตาม ดร.กริชผกา มองว่า การใช้ AI ต้องเริ่มจากการ “สอนให้ใช้เป็น” ตั้งแต่เด็ก หลายประเทศเริ่มกำหนดแนวทางชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาใช้กับเด็กในช่วงอายุใด และในทักษะด้านไหน เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ไปลดทอนการคิด การเรียนรู้ และทักษะพื้นฐานของมนุษย์
ในระยะยาว การสร้างสมดุลระหว่าง AI กับมนุษย์จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้การพัฒนาเทคโนโลยีเอง
เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน เกมธุรกิจก็เปลี่ยนตาม
เทรนด์การตลาดสะท้อนชัดว่า ธุรกิจที่ “ฮีลทั้งกายและใจ” หรือ Health and Wellness กำลังเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกายภาพบำบัด โยคะ สมาธิ Wellness Retreat เครื่องหอม สมุนไพรคลายเครียด ไปจนถึงสินค้าเพื่อคุณภาพการนอน

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจทาสหมาทาสแมว ก็กลายเป็นกระแสหลัก จากธุรกิจเฉพาะกลุ่มสู่ตลาดส่งออกระดับโลก เปิดโอกาสให้สินค้าและบริการใหม่ๆ ตั้งแต่อาหารสัตว์ Holistic/Organic แฟชั่นสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงโรงแรมและสปาสำหรับสัตว์เลี้ยง
ธุรกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนก็ยังเติบโตต่อเนื่อง เกิดการต่อยอดวัสดุเหลือใช้สู่สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น บรรจุภัณฑ์จากเปลือกผลไม้ กระเป๋าจากเศษผ้า และร้านรีฟิลสินค้าในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมผู้บริโภคไทยวันนี้ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “การดูแลตัวเอง” มากขึ้น ทำให้ AI เข้ามามีบทบาทใน Hyper-personalisation การวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล เพื่อออกแบบสินค้าและบริการที่ตรงใจยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่อาหารเสริมเฉพาะบุคคล สกินแคร์ ไปจนถึงบริการตามไลฟ์สไตล์และโลเกชั่น
อีกหนึ่งตลาดที่น่าจับตาคือ Silver Solutions กลุ่มผู้สูงวัยยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อ ดูแลตัวเองดี และไม่อยากรู้สึกแก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงตั้งแต่การปรับบ้านเพื่อความปลอดภัย ทัวร์สโลว์ไลฟ์ อาหารเฉพาะวัย ไปจนถึงคอมมูนิตี้สำหรับผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ Muketing หรือ Magic Economy เศรษฐกิจสายมูที่ผสานความเชื่อ ไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และศรัทธา ยังคงแรงต่อเนื่อง ตั้งแต่เครื่องลางแฟชั่น สินค้าเสริมดวง ไปจนถึงทัวร์สายมู ทั้งในไทยและต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องทดลองหรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่กำลังซึมลึกเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก แบรนด์เฉพาะทาง ไปจนถึงผู้ประกอบการสายครีเอทีฟในเมือง
และนั่นอาจเป็นคำถามสำคัญไม่แพ้เรื่องอันดับดัชนี—
เราพร้อมแค่ไหนที่จะเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วมจริงๆ
#NIA #นวัตกรรมไทย #เศรษฐกิจนวัตกรรม #Futereconomy
