Ai Farang: ไอ้ฝรั่ง อาหารไทยไร้ขอบ เมนูสร้างสรรค์จากสองเชฟที่เรียกเมืองไทยว่า “บ้าน”
เปิดโลกกว้างกับร้านใหม่ป้ายแดง "Ai Farang: ไอ้ฝรั่ง" ร้านอาหารไทยไร้ขอบ ที่เล่าเรื่องความเป็นไทยผ่านสายตาคนนอก พร้อมความอยากรู้อยากเห็นแบบฝรั่ง
...หากมีใครสักคนชวนเราไปกิน “อาหารไทย” ที่ยืนยันว่าตัวเองเป็นไม่ใช่ไทยแท้ ไม่สัญญาว่าจะได้รสชาติแบบที่เคยกินมาตั้งแต่เด็ก และไม่สนใจว่าความดั้งเดิมควรหน้าตาเป็นอย่างไร คุณจะเปิดใจแค่ไหน?
ไอ้ฝรั่ง (Ai Farang) ร้านอาหารและบาร์เปิดใหม่ในซอยทองหล่อ คือพื้นที่หลุดกรอบและคำตอบของเรื่องที่ถาม สถานที่ที่ตั้งใจชวนให้เราวางกรอบความคาดหวังลงชั่วคราว แล้วปล่อยให้รสชาติ ความคิด และอารมณ์ขัน พาเราเดินทางไปไกลกว่าคำว่า “อาหารไทยร่วมสมัย”
ที่นี่ไม่ใช่ร้านที่พยายามเลียนแบบความเป็นไทย แต่เป็นร้านที่ “ตีความ” ความเป็นไทย ผ่านสายตาของคนที่ไม่ใช่คนไทย และไม่คิดจะปิดบังความเป็น “ฝรั่งในตัวเอง”
ไอ้ฝรั่งคนนั้น…คนที่เรียกเมืองไทยว่า “บ้าน”
เบื้องหลังร้าน “ไอ้ฝรั่ง” คือเชฟสองคนที่คุ้นชื่อในแวดวงอาหารอย่างดี อย่าง ทิม บัทเลอร์ หัวหน้าเชฟและหุ้นส่วนของร้าน Eat Me และ ลอริน จานิตา เชฟลูกครึ่งฟิลิปปินส์–อเมริกัน ผู้ผ่านครัวมาแล้วทั่วโลก ทั้งคู่ใช้ชีวิตในประเทศไทยมานานพอจะเข้าใจวัฒนธรรม ภาษา และวิถีอาหารไทยในระดับลึก แถมยังมองเห็นความแปลกใหม่ในสิ่งที่คนไทยอาจมองข้าม
“ไอ้ฝรั่ง” จึงไม่ใช่การพยายามทำอาหารไทยให้เหมือนต้นตำรับ แต่เป็นสนามเด็กเล่นของประสบการณ์ ความทรงจำ และความดื้อเงียบของเชฟทั้งสองคนที่กล้าถามคำถามกับสิ่งที่คุ้นเคย และกล้าหัวเราะไปพร้อมกับมัน
ตัวร้านรองรับราว 40 ที่นั่ง บรรยากาศเหมือนศาลาไทยริมน้ำที่ถูกดึงออกจากความทรงจำ แล้วตีความใหม่ในโทนดิบ เท่ และมีชีวิตชีวา เฟอร์นิเจอร์เก่าที่คัดสรรมาจากยุค 60s–70s ตั้งแต่เก้าอี้โรงหนัง บานประตูไม้พับ ไปจนถึงของสะสมชวนคิดถึงวันเก่าๆ ถูกจัดวางอย่างไม่ตั้งใจนัก แต่กลับลงตัว
สามเฉดสีหลัก ส้มจากแสงอาทิตย์ยามเย็นของพะงัน เขียวจากป่าเชียงใหม่ และน้ำเงินจากทะเลใต้ ค่อยๆ ซึมซับเข้ากับแสงนีออนสีส้มที่อาบทั่วพื้นที่ เกิดเป็นบรรยากาศที่ทั้งเรโทร สนุก และเป็นกันเอง ยูนิฟอร์มผ้าบาติก เกมหรือกิจกรรมเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงทำให้ที่นี่เป็นมากกว่าร้านอาหาร และทำให้เรามีความรู้สึกว่า “เป็นตัวเองได้เต็มที่”
อาหารไทย…ที่ไม่ขอจัดหมวดหมู่
เมนูของ “ไอ้ฝรั่ง” ไม่พยายามนิยามตัวเอง เพราะทุกจานเกิดจากแนวคิดที่ลื่นไหล ไร้กรอบ และเคารพรากของความเป็นไทยอย่างจริงใจ ก่อนจะถูกขยายด้วยเทคนิคตะวันตกและความอยากรู้อยากเห็นแบบฝรั่ง
จากจานเรียกน้ำย่อย…สู่เมนคอร์สที่กล้าท้าทายความคุ้นเคย
HappeningBKK มีโอกาสชิมเมนูของไอ้ฝรั่งแบบเต็มโต๊ะ สิ่งที่สัมผัสได้ชัดคือ “ความตั้งใจจะทำให้ทุกคำมีบทสนทนา” ระหว่างรสชาติไทย ความทรงจำ และเทคนิคที่ไม่ยึดติดตำรา
เริ่มต้นด้วย Pad Krapao Spring Rolls ปอเปี๊ยะผัดกะเพราที่ดูเผินๆ เหมือนของกินเล่น แต่ซ่อนความจริงจังไว้ด้านใน ทั้งเนื้อวัวฉ่ำ ไข่นกกระทา และกลิ่นโหระพาที่คุ้นเคย กลายเป็นคำเปิดบทสนทนาที่ทำให้รู้ทันทีว่า...นี่ไม่ใช่มื้ออาหารธรรมดา
ถัดมาคือ Kagoshima A5 Wagyu Tataki วากิวระดับ A5 ที่ถูกตัดเลี่ยนด้วยเครื่องลาบ ข้าวคั่ว และแผ่นเกี๊ยวกรอบ เป็นจานที่สะท้อนตัวตนของร้านได้ดี หรู แต่ไม่ถือศักดิ์ และกล้าหยิบรสชาติบ้านๆ มาชนกับวัตถุดิบชั้นเลิศอย่างไม่เกรงใจใคร
หนึ่งในจานที่สร้างรอยยิ้มได้มากที่สุดคือ Sea Urchin Pani Puri ไข่หอยเม่นที่มาพร้อมมะกอกเขียว มะเขือเทศตุ๋นน้ำมัน และมะขาม รสเปรี้ยว เค็ม หวาน ถูกจัดวางอย่างแม่นยำในคำเดียว ขณะที่ Yum “Fried Chicken” Foo พลิกแพลงยำปลาฟูให้มีเนื้อสัมผัสเหมือนเป๊ะ แต่ทำมาจากไก่ทอดกรอบ ผสมถั่วลิสง มะม่วง และแตงกวา สด สนุก และกินเพลินกว่าที่คิด
เข้าสู่เมนคอร์ส ไอ้ฝรั่ง เผยความเป็นคอมฟอร์ตฟู้ดให้เราเห็นมากขึ้น กับเมนู Truffle Fried Rice ข้าวผัดทรัฟเฟิลที่เสิร์ฟพร้อมไข่ดาวและเห็ดย่าง คือจานที่ทั้งปลอบประโลมและยั่วยวนในเวลาเดียวกัน
ส่วน Mochi Gnocchi คือความกล้าที่น่าจดจำ ญ็อกกีทำจากโมจิ ผัดแบบผัดขี้เมา คลุกเคล้าหอยอาซาริและแหนม ให้สัมผัสหนึบหนับกับรสจัดจ้านแบบไทยอย่างน่าประหลาดใจ
สายจานหนักไม่ควรพลาด Beef Short Rib Rat Na ราดหน้า (ที่หลายคนชิมบอกไม่ใช่ราดหน้า) ทางร้านใช้ซี่โครงวัวตุ๋นในน้ำซุปหอมลึก ราดบนเส้นกรอบฟู และตัดรสด้วยพริกดอง ออกมาเป็นเมนูเป็นราดหน้าที่จริงใจและตรงไปตรงมา
อีกเมนูแนะนำ Mok Monkfish เนื้อปลาที่ถูกห่อและปรุงในสไตล์หมก มากับแกงคั่ว ใบมะกรูด และกะทิ ให้รสชาติที่ทั้งอบอุ่นและลุ่มลึก เหมือนอาหารที่กินแล้วนึกถึงบ้าน แม้จะไม่รู้ว่าบ้านนั้นอยู่ภาคไหน
ปิดท้ายมื้อด้วยของหวานที่ยังคงความขี้เล่นแบบไม่ลดระดับ กับ Butter Mochi Butterscotch ของหวานที่หอมเนย รสสัมผัสหนึบ และหวานกำลังดี แถมมีความร้อนและเย็นในถ้วยเดียว ส่วน Chocolate Pudding คือเมนูของหวานที่มีความเรียบง่าย เข้ม ลึก และไม่ต้องการคำอธิบายมากนัก
ส่วนบาร์ของไอ้ฝรั่ง ที่สะท้อนจิตวิญญาณเดียวกับครัว ชูความอิสระ ขี้เล่น และไม่กลัวความแปลก แนะนำ Basque Chili Dirty Martini เผ็ดร้อนจากวอดก้าดองพริก ตัดด้วยกุนเชียงเผาไฟ, Serrano Ham Melon เล่นกับความหวานเค็มของเมลอนไทย–ญี่ปุ่น น้ำผึ้ง และแฮมกรอบ, Spritzy A/F คือ Negroni Sbagliato ที่สดชื่นขึ้นด้วยโฟมแอปเปิลยูสุ ส่วน EGGspresso Martini ผสมกาแฟดำ บรั่นดีรีเจนซี่ และวอดก้า ก่อนท็อปด้วยโฟมกะทิและไข่แดงเนียนนุ่ม ยังมี Frozen Cocktail of the Day ที่เปลี่ยนทุกวัน คราฟต์เบียร์ สาโท และไวน์คัดสรร สำหรับทุกอารมณ์ในค่ำคืนเดียวกัน
ใครพร้อมจะเปิดใจและยอมรับว่าความเป็นไทยอาจมีได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ เราอยากท้าให้มาที่ “Ai Farang: ไอ้ฝรั่ง” ซอยทองหล่อ กรุงเทพฯ แล้วนิยามตามความคิดในแบบของเราอาจเข้าตาคุณ ...จะเลิกงาน หรือหาร้านมานั่งดื่ม-กิน ที่นี่เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 17.00–24.00 น. สอบถามเพิ่มเติมหรือโทรจองโต๊ะได้ที่โทร. 06 3145 7565