HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
วันน้ำหอมสากลของคนรัก (และไม่รัก) น้ำหอม
by วรวุฒิ พยุงวงษ์
19 มี.ค. 2566, 23:59
  519 views

ปัจจุบัน นอกจากน้ำหอมจะมีความสำคัญเทียบเท่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หนึ่งในปัจจัยสี่ ก็ยังเป็นเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์เฉกเช่นผลงานศิลปะที่เล่าขานถึงวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม และอารยธรรมของมนุษยชาติ จากการเป็นเครื่องหอมประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาสู่การเป็นเครื่องแสดงสถานภาพทางสังคม และจากสัญลักษณ์ประจำตัวบุคคล ไปจนถึงธุรกิจรายได้มหาศาลระดับโลกในปัจจุบัน เหนืออื่นใด กลิ่นของน้ำหอมสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ที่จะกลายเป็นความทรงจำ และพาเราออกเดินทางย้อนเวลาผ่านจินตนาการไปสู่สถานที่แห่งความสุข ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ หรืออารมณ์อื่นใด เตือนใจให้เรานึกถึงคนที่เรารัก และเกลียดขี้หน้า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ วันน้ำหอมสากลหรือ National Fragrance Day จึงเกิดขึ้นเพื่อยกย่องความสำคัญของน้ำหอมอันมีต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนเรา

fragrance จุดกำเนิดแน่ชัด หรือว่าใครเป็นผู้คิดค้น ก่อตั้งให้ 21 มีนาคมของทุกปีเป็นวันน้ำหอมโลกนั้น หาได้มีบันทึกอย่างเป็นทางการ จะมีก็เพียงข้อมูลที่ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 บรรดานักออกแบบผู้ปรุงน้ำหอมกับเหล่าผู้ผลิตน้ำหอมรายสำคัญของโลก ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสมควรมีสักวันหนึ่งเพื่อใช้ยกย่องความสำคัญของน้ำหอมอันมีต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือบทบาทของ “กลิ่นหอม” ในการยกระดับการใช้ชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการดำเนินชีวิต พร้อมกับเป็นวันที่จะเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับอาณาจักรของน้ำหอมกันอีกครั้งอย่างลึกซึ้ง อย่าลืมว่า ในบางวันอันแสนเหนื่อยล้า หรือหงุดหงิดจากการทำงาน หรือสภาพแวดล้อมรอบข้าง ถ้าเวลาอำนวย เราอาจเข้าสปา และที่นั่นก็มีกลิ่นบำบัดให้เราเลือกเพื่อมอบรางวัลผ่อนคลายจิตใจ กับร่างกายให้ตัวเอง หรืออย่างน้อย ก็แค่คว้าน้ำหอมกลิ่นโปรดมาฉีดพอให้สบายใจขึ้นได้บ้าง ทั้งหมดนี้ ล้วนมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาให้เหตุผลรองรับความเกี่ยวพันอย่างลึกลับระหว่างน้ำหอม, ประสาทสัมผัสรับกลิ่น และจิตใจ

น้ำหอม (หรือจริงๆ ก็คือกลิ่น) มีความเกี่ยวโยงกับความทรงจำของมนุษย์เราอย่างลึกซึ้ง ตัวอย่างเช่น เวลาเรานึกถึงใครสักคน เราจะคิดถึงใบหน้าของเขา รอยยิ้มของเขา และท่าทางอันเป็นบุคลิกเฉพาะตัว แต่เหนืออื่นใด โดยไม่รู้ตัว เราจะจดจำได้ถึงกลิ่นของบุคคลนั้น และนั่นเป็นข้อยืนยืนได้อย่างดีว่าจิตใจ หรือความทรงจำกับการเกิดความรู้สึก และอารมณ์ของคนเรามีเส้นทางเชื่อมต่อกับประสาทสัมผัสรับกลิ่น ไม่เพียงเฉพาะตัวบุคคล หากยังรวมถึงบรรยากาศแวดล้อม อาทิเช่น กลิ่นสดชื่นของใบไม้เขียวฉ่ำน้ำ จะทำให้เรานึกถึงบรรยากาศตอนเช้าตรู่ที่ปราศจากมลภาวะ หรือกลิ่นชื้นน้ำปนกลิ่นดินอบอุ่น ย่อมทำให้เรานึกถึงอากาศระหว่างฝนตก กลิ่นของน้ำหอมสารพันสามารถเชื่อมโยงเราไปสู่สิ่งต่างๆ อย่างจำเพาะเจาะจงได้ทันที ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะ “ฮิปโปแคมปัส” (Hippocampus) หรือหน่วยเก็บข้อมูลบันทึกเป็นความทรงจำในสมองส่วนข้างของเรานั่นเอง

เป็นความมหัศจรรย์ของหน่วยอวัยวะเจ้ารูปร่างโค้งงอเหมือนม้าน้ำในขนาดเล็กจิ๋ว ที่สามารถบันทึกความทรงจำจากข้อมูลกลิ่นได้มากมายมหาศาลนับตั้งแต่คนเราเริ่มจำความได้หลังถือกำเนิด นักวิทยาศาสตร์สาขาประสาทวิทยาค้นพบว่า ภายในต่อมฮิปโปแคมปัสนั้น มีหน่วยสร้างความทรงจำใหม่โดยอาศัยข้อมูลกลิ่นซึ่งถูกส่งผ่านจากประสาทสัมผัสรับกลิ่นทางช่องจมูก โมเลกุลกลิ่นที่ลอยเข้ามานั้นจะถูกหน่วยประสาทต่างๆ ตลอดระยะทางสู่สมองปรับสภาพให้กลายเป็นข้อมูลผ่านกลไกตีความอันสลับซับซ้อนเพื่อบันทึก หรือจัดเก็บไว้ในคลังสมองส่วนฮิปโปแคมปัสดังกล่าว ไม่ต่างอะไรจากที่เราใช้กล้องถ่ายภาพในโทรศัพท์มือถือทำการเก็บภาพต่างๆ และถูกแปรเป็นข้อมูลภาพจัดเก็บไว้ใน memory card หรือภาพถ่ายจากกล้องถ่ายภาพที่ถูกรวบรวมไว้ในอัลบัม ซึ่งบ่อยครั้ง เราอาจหลงลืมเรื่องราว หรือสถานที่บางแห่งไปแล้วจนกระทั่งเปิดสมุดอัลบัม หรือคลิกเข้าไปในอัลบัมของโทรศัพท์มือถือ แล้วเจอภาพบุคคล, เสื้อผ้า หรือสถานที่ที่เราจะได้เคยประสบ กระบวนการทำงานของกลิ่นกับความทรงจำก็เช่นเดียวกัน บางสิ่ง บางเหตุการณ์ อาจถูกปลุกขึ้นมาให้ปรากฏแจ่มชัดในสมองได้โดยอัตโนมัติเพียงเพราะเราได้กลิ่นของบางสิ่งบางอย่างนั่นเอง

ภาพบันทึกของอียิปต์ในการเตรียมทำ Lily perfume ปัจจุบันโชว์ที่ Louvr Museum - Wikipedia 

และในบริบททางประวัติศาสตร์ น้ำหอมมีวิวัฒนาการอย่างยาวนานมานับหลายสหัสวรรษดังปรากฏในแผ่นจารึกแคว้นเมโสโปเตเมียเมื่อกว่า 1,200 ปีก่อนคริสตกาลอ้างอิงถึงเทปูติ (หรือทาปูติ) นักบวชหญิงผู้ได้รับการยกย่องในปัจจุบันให้เป็นสุคนธกร หรือนักสร้างสรรค์ผู้ปรุงตำรับความหอมคนแรกของโลก จากการทำหน้าที่ผสมสูตร “เคียฟี” (Kyphi ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องหอมตำรับแรกของโลกด้วยเช่นกันด้วยการใช้สารสกัดจากสมุนไพร และพืชหอมนานาชนิดอย่างมดยอบ, จูนิเปอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย) ถวายฟาโรห์คูฟูห์สำหรับใช้ประกอบกิจบูชาทวยเทพ อีกทั้งยังมีพบค้นพบกระปุกบรรจุกำยานในสุสาน 3 พันปีของกษัตริย์ตุตันคาเมนแห่งไอยคุปต์

ภาชนะใส่น้ำหอมยุคแรก ๆ ที่อียิปต์ ปัจจุบันโชว์ที่ MET Museum - Wikipedia

จากยุคไอยคุปต์ หรืออาณาจักรอียิปต์โบราณ มีหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์มากมายในหลายอาณาจักร ต่างขั้ววัฒนธรรมที่บ่งชี้ถึงบทบาทความสำคัญของน้ำหอมในลักษณะต่างๆ โดยเริ่มจากอาณาจักรไอยคุปต์ในฐานะศูนย์กลางของเครื่องหอมนานาชนิดจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมสารพันกรรมวิธีในการแปรรูป และปรุงสูตรเครื่องหอมสำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขององค์ฟาโรห์เท่านั้น จนกระทั่งคลีโอพัตราราชินีเชื้อสายกรีกได้ขึ้นปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ เครื่องหอมทั้งหลายได้กลายเป็นศิลปะแห่งการบริหารเสน่ห์ตามเกร็ดตำนานอันชวนพิศวงไม่ว่าจะเป็นรับสั่งให้ “เคลือบน้ำมันหอมบนใบเรือ” เพื่อประกาศให้มาร์ค แอนโธนีรับรู้ถึงการปรากฏของพระนางตั้งแต่ยังไม่พบตัว หรือ “โรยกลีบกุหลาบต่างพรมปูลาด” จากประตูหน้าห้องบรรทมทอดยาวจนถึงแท่นบรรจถรณ์ และอื่นๆ อีกมากมายให้ผู้หญิงทั้งหลายเจริญรอยตามต่อมานับหลายสหัสวรรษ

 

ในช่วงเวลาเดียวกันกับอีกฟากอาณาจักรของกรีกโบราณ เครื่องหอมหาได้ถูกจำกัดวงอยู่แค่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา หรือพิธีการของชนชั้นสูง ทว่ายังมีบทบาทในกิจกรรมประจำวันของเหล่าสามัญชน ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด, วันแต่ง จนถึงวันตาย ตลอดจนกิจวัตรความงาม และการถนอมผิวทั่วทั้งเรือนกายจากศีรษะจรดปลายเท้า และยังสันนิษฐานกันว่าชาวกรีกได้คิดค้นเทคนิค  “อ็องเฟลอราจ” (enfleurage) ขึ้นสำหรับใช้สกัดโมเลกุลกลิ่นเพื่อนำไปแปรรูปเป็นน้ำหอม อ็องเฟลอราจในยุคกรีกนั้น คือการนำดอกไม้ที่ต้องการสกัดกลิ่นไปแช่น้ำมันในแจกันสัมฤทธิ์ และต้องคอยเปลี่ยนดอกไม้สดใหม่อยู่ตลอดเวลาจนน้ำมันเข้มข้นไปด้วยโมเลกุลกลิ่น จึงนำไปกรองให้ได้น้ำมันใสหอมกรุ่นก่อนบรรจุลงในขวดเซรามิก หรือทองคำ ส่วนอีกอาณาจักรใกล้เคียงนั่นก็คือกรุงโรม น้ำหอมเข้าไปมีบทบาท หรือตำแหน่งแหล่งที่อยู่ทุกหนแห่ง และทุกกิจกรรม จากพิธีกรรมทางศาสนามาจนถึงแฟชันการแต่งกายในชีวิตประจำวัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่โรมจะเป็นอาณาจักร ซึ่งมีการอุปโภค ใช้ประโยชน์จากเครื่องหอมสูงสุดหลังไอยคุปต์ล่มสลาย ว่ากันว่า ศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ในแต่ละปี ชาวโรมันใช้กำยานนำเข้ามากถึงปีละ 2,800 ตัน และใช้มดยอบในปริมาณสูงถึง 550 ตัน สาเหตุสำคัญประการหนึ่งนั้นก็คือบรรดาโรงอาบน้ำทั่วอาณาจักร จำเป็นต้องใช้เครื่องหอมจำนวนมหาศาลในการปรุงน้ำอาบ รวมถึงเครื่องประทินผิวแบบต่างๆ ทั้งบาล์ม, น้ำมัน และน้ำหอมไว้ใช้กับผิวกาย และเรือนผม รวมถึงเรื่องที่ว่าเนโร จักรพรรดิจอมโหดแห่งโรมันทรงโปรดปราน คลั่งไคล้กุหลาบเป็นอย่างยิ่งเสียจนถึงกับมีรับสั่งให้ติดตั้งท่อเงินไว้ในห้องพระกระยาหารสำหรับคอยพรมละอองน้ำกุหลาบลงมาให้แก่แขกผู้ร่วมโต๊ะเสวย อีกทั้งยังมีตำนานเล่าว่าทรงทุ่มทนสร้างน้ำตกกลีบกุหลาบที่พรั่งพรูลงมาจนทับแขกคนหนึ่งเสียชีวิต!

แค่สามอาณาจักรอันเป็นขุมอารยธรรมเก่าแก่ของโลก ก็ปรากฏหลักฐานบ่งชี้ถึงความสำคัญของเครื่องหอมที่มีต่อศิลปะการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ วิวัฒนาการของน้ำหอมดำเนินอย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบันที่ฝรั่งเศสได้ครองตำแหน่งนครหลวงแห่งน้ำหอมโลก และอุตสาหกรรมน้ำหอมกลายเป็นธุรกิจสร้างรายได้มหาศาล ทั้งในระดับองค์กรบริษัท หรือระดับ startup 

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่น้ำหอมจะมีวันสำคัญเป็นของตัวเอง และกิจกรรมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวันน้ำหอมสากลนี้ก็มีมากมายหลายวิธี ตั้งแต่การฉีดน้ำหอมให้แก่ตัวเอง การซื้อน้ำหอมใหม่ให้ตัวเอง หรือซื้อน้ำหอมให้แก่คนสำคัญที่เห็นคุณค่าของน้ำหอมเช่นเดียวกัน

PHOTO Pexel.com and shutterstock

ABOUT THE AUTHOR
วรวุฒิ พยุงวงษ์

วรวุฒิ พยุงวงษ์

At boundary of athletics and beauty, I write and play

ALL POSTS