มากกว่างานวิ่ง คือบทสนทนาเรื่อง ‘โอกาสครั้งที่สอง’ ใน Recovery Run
Recovery Run ไม่ได้ชวนผู้คนมาวิ่งเท่านั้น แต่ยังชวนสังคมทบทวนความหมายของการให้โอกาส การยอมรับ และการเริ่มต้นใหม่ของผู้ที่เคยก้าวพลาดในชีวิต
“คนเราเมื่อล้มแล้ว สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ”
ประโยคสั้น ๆ ที่ถูกพูดขึ้นในงาน ‘วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ... Recovery Run’ อาจฟังดูเรียบง่าย แต่สำหรับใครหลายคนที่กำลังพยายามกลับมายืนบนเส้นทางชีวิตอีกครั้ง มันอาจเป็นกำลังใจที่มีความหมายมากกว่าที่คิด
แม้ชื่อของงานจะบอกว่าเป็นกิจกรรมวิ่ง แต่ Recovery Run ไม่ได้ชวนผู้คนมาร่วมออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว หากยังชวนให้สังคมหันมามองคำว่า “การให้โอกาส” ในมิติที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่เคยก้าวพลาดในชีวิต และกำลังพยายามเริ่มต้นใหม่หลังผ่านการบำบัดยาเสพติด
กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กระทรวงยุติธรรม มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส...สร้างการเริ่มต้น”
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวคือความจริงข้อหนึ่งที่ผู้ผ่านการบำบัดจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ นั่นคือแม้ร่างกายจะฟื้นตัวและพร้อมกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่สิ่งที่ยากกว่ากลับเป็นการได้รับการยอมรับจากสังคม
การตีตรา ความไม่ไว้วางใจ หรือภาพจำที่ติดอยู่กับอดีต กลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้หลายคนก้าวต่อไปได้ง่ายนัก
พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวในงานว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่เคยก้าวพลาดคือกำลังใจจากครอบครัว ชุมชน และสังคม
“ขอให้มีใจ... ใจสำคัญที่สุด ครอบครัว สังคมต้องให้กำลังใจใครก็ตามที่เคยก้าวพลาด หรือกำลังพยายามก้าวข้ามกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เราขอเป็นกำลังใจให้”
คำว่า “กำลังใจ” อาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่ในความเป็นจริง มันอาจเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการเปิดพื้นที่ให้ใครคนหนึ่งได้กลับมาทำงาน กลับมาใช้ชีวิต หรือกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอีกครั้ง
นายเบเนดิกต์ โฮฟมัน รองผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNODC) มองว่า การให้โอกาสถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการฟื้นฟูชีวิต และการที่หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมมือกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณว่าผู้ที่เคยก้าวพลาดไม่จำเป็นต้องถูกจดจำด้วยอดีตของตนตลอดไป
เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเองก็สะท้อนมุมมองในทิศทางเดียวกัน หลายคนมองว่ากิจกรรมลักษณะนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้และเข้าใจกันมากขึ้น ลดอคติที่มีต่อผู้ผ่านการบำบัด และทำให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนต่างต้องการโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ต่างกัน
ชนาพัทร์ มณีดุลย์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร มองว่าการออกกำลังกาย เป็นการดึงคนออกมาให้ห่างจากยาเสพติดได้ดีมาก กิจกรรมที่เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย และเปิดกว้างให้คนทั่วไปได้มาทำกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับคนที่เคยก้าวพลาด เป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเปิดโอกาสให้ได้เจอเครือข่ายที่ทำงานด้านการสนับสนุนผู้ที่เคยก้าวพลาด คนทั่วไปจะมีโอกาสเข้าใจคนที่เคยก้าวพลาดมากขึ้น
ส่วนสุชยา โมกขเสน ที่ลงวิ่งในระยะ 5 กิโลเมตร มองว่าการจัดกิจกรรมวิ่งที่มีทั้งนักวิ่งทั่วไป และคนที่เคยก้าวพลาดมาวิ่งด้วยกัน เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ “เราไม่รู้เลยว่าคนที่วิ่งอยู่ในลู่เดียวกันกับเราเป็นใคร อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นวันหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าในสังคมมีคนที่หลากหลาย เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ต้องไปคิดว่าเขาเป็นใคร เคยเป็นอะไรมา ก็สามารถวิ่งในลู่เดียวกันได้”
ในอีกด้านหนึ่ง รายได้จากการจัดกิจกรรมยังถูกนำไปสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิรักษ์ไทยและเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดให้สามารถปรับตัวและกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
เพราะการฟื้นฟูชีวิตของใครคนหนึ่งไม่ได้จบลงในวันที่เลิกยาเสพติดได้สำเร็จ แต่ยังต้องอาศัยพื้นที่ ความเข้าใจ และการยอมรับจากคนรอบข้าง
Recovery Run จึงอาจไม่ใช่เพียงกิจกรรมวิ่งหนึ่งวันในสวนสาธารณะ หากเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการชวนสังคมตั้งคำถามว่า เราพร้อมหรือยังที่จะมองผู้ที่เคยก้าวพลาดในฐานะ “คนที่กำลังเริ่มต้นใหม่” มากกว่าจะมองผ่านความผิดพลาดในอดีต
และบางครั้ง การเริ่มต้นใหม่ของใครคนหนึ่ง อาจต้องการเพียงโอกาสจากสังคมเท่านั้นเอง
#RecoveryRun #วิ่งด้วยรักฮักด้วยใจ #ปปส #DrugRecovery #คืนคนดีสู่สังคม #SocialInclusion #HappeningBKK #สุขภาวะ
