HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ไซเดนฟาเดน บันทึกครั้งแรกที่พบเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
by ซัมเมอร์
25 ต.ค. 2564, 01:30
  194 views

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สถาปัตยกรรมสุดงามอายุ 113 ปี ที่ได้รับการบูรณะเป็นอย่างดี

       โรงพยาบาลอภัยภูเบศรปราจีนบุรี นอกจากเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการศึกษาวิจัยฟ้าทะลายโจร ยังมีบทบาทสำคัญในการบอกเล่าประวัติศาสตร์และอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย...

        ย้อนไปในยุคล่าอาณานิคม เมื่อ 114 ปีที่แล้ว เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้พาครอบครัวและผู้คนอพยพจากเมืองพระตะบอง เดินทางรอนแรมผ่านป่าดง เข้ามาที่เมืองปราจีน บุตรชายคนหนึ่งของท่าน คืออดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ควง อภัยวงศ์ เล่าถึงการเดินทางในครั้งนั้นไว้ในหนังสือ “ชีวิตของข้าพเจ้า” ว่า...

       

        “ฝรั่งเศสได้บอกว่า สำหรับเจ้าคุณพ่อผมนั้นจะอยู่ที่พระตะบองต่อไปก็ได้ เขาขอร้องให้อยู่ ส่วนเกียรติยศเกียรติศักดิ์เคยมีมาอย่างไรก็จะขอให้อย่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ก็ทรงรับสั่งเรียกเข้ามาถามว่า ว่ายังไงเจ้าคุณคทาธร (เวลานั้นยังเป็นพระยาคทาธรอยู่) จะอยู่ทางโน้นหรือจะคิดยังไง แต่เจ้าคุณพ่อของผมได้กราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีนายแต่เพียงคนเดียว ขอกลับบ้านเดิม ดังนี้ เราจึงกลับบ้านเดิม และเราก็อพยพมาในเวลานั้น เมื่อเราย้ายครอบครัวมา ผมอายุ 4 ขวบ ก็จำอะไรไม่ค่อยได้ นอกจากซน ขี่ช้างบ้าง ขี่ม้าบ้าง ถ้าท่านอยากจะรู้ว่าเขามากันยังไง โปรดอ่านดูในหนังสือตาไซเดนฟาเดน (Seiden-faden) เวลานั้นมียศเป็นนายร้อยตำรวจเอก ซึ่งมีหน้าที่ไปรับและยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อย่างล้นพ้นให้เกณฑ์คนเกณฑ์เกวียนไปรับ...”

        ร้อยตำรวจเอกไซเดนฟาเดน ชาวฮอลันดาที่เข้ามารับราชการในสยาม และเป็นผู้อารักขาขบวนของพระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้

ด้านในตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร        “ในปี พ.ศ. 2449 สยามจำต้องยกสามจังหวัดในกัมพูชา คือพระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ให้แก่ฝรั่งเศส สยามจึงต้องเรียกข้าราชการและเทครัวราษฎรเข้ามา ในการนี้ต้องใช้โคกระบือ 1,300 ตัว กับทั้งช้างอีก 37 เชือก เพื่อขนย้ายครอบครัวข้าราชการและทรัพย์สมบัติ การเดินทางอันยาวไกลเริ่มต้นขึ้นอย่างเชื่องช้าระมัดระวัง ต้องข้ามแม่น้ำอันเชี่ยวกรากมีน้ำท่วมสูง ผ่านป่าทึกรกชัฏจากพระตะบองใช้เวลาถึง 15 วัน จึงถึงเขตแดนสยามที่ระยะทางการบินตรงเพียงประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น ในการขนย้ายจำเป็นต้องใช้ตำรวจคุ้มกันกองเกวียนถึง 100 นาย...”

        การเคลื่อนย้ายเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต้องข้ามแม่น้ำลึก แม้ไม่ใช่ฤดูมรสุม ไม่มีน้ำหลาก แต่ระดับน้ำที่ต่ำก็ทำให้ตลิ่งสูงชันขึ้นและไม่มีสะพาน กองเกวียนต้องหยุดชะงัก และข้ามน้ำด้วยการหย่อนเกวียนลงไปตามตลิ่งสูงชันทีละเล่ม ชักรอกดึงไปฝั่งตรงข้าม

        เมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็ต้องสร้างสะพาน แล้วยังต้องวางเวรยามตลอดเวลา เพื่อระวังการปล้นสดมภ์ เพราะในกองเกวียนกว่าพันเล่มที่แบ่งการเดินทางเป็นหลายขบวนนั้นมีทรัพย์สิน และปศุสัตว์ แกะ แพะ โคกระบือ กวาง ช้างและม้าแข่งออสเตรเลีย ระหว่างการเดินทาง ร้อยโทไซเดนฟาเดนได้รับหนังสือแต่งตั้งเป็นนายร้อยตำรวจเอก และได้บันทึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับเจ้าพระยาอภัยภูเบศรไว้ว่า...

        “ในที่สุดเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็มาถึง ท่านนั่งมาบนหลังม้าตัวใหญ่สีขาวราวหิมะ มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ติดตาม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อารักขา 42 นาย ข้าพเจ้าไดรับคำสั่งว่าให้ปฏิบัติเต็มพิธีการ เมื่อได้เข้าพบท่านเจ้าเมือง ข้าพเจ้าจึงทำความเคารพโดยใช้ดาบแล้วออกคำสั่งให้ลูกน้องทำวันทยาวุธและมีเจ้าหน้าที่เป่าแตรด้วย ท่านเจ้าเมืองลงจากหลังม้าแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าข้าพเจ้า ท่านจับมือกับข้าพเจ้าพร้อมกับกล่าวว่า “ยินดีที่ได้พบกับคนของพระยาวาสุเทพ”        การเดินทางในช่วงหลังนี้ยิ่งยากลำบาก เพราะ “ขณะนั้นเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ถนนกลายเป็นหลุมโคลน สะพานที่เราสร้างไว้ก็ถูกน้ำหลากพัดพาพังเสียหายสิ้น จึงต้องต่อแพไม้ไผ่แต่ก็ยังยากลำบาก เพราะฝนตกหนักทั้งกลางวันกลางคืน เป็นฝันร้ายสำหรับทั้งคนและปศุสัตว์ ระหว่างที่ข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำ คนนำทางเกิดผิดพลาด ทำให้ข้าพเจ้าจมลงไปในแอ่งลึกจนเกือบสำลักน้ำตาย เพราะเท้าข้างหนึ่งติดอยู่กับโคลน โชคดีที่แถบหนังขาด ข้าพเจ้าจึงว่ายผ่านกระแสน้ำเชี่ยวไปขึ้นฝั่งได้ ช่วงที่อารักขากองเกวียนกระบวนสุดท้ายข้าพเจ้าจับไข้อย่างหนักถึงแก่หมดสติ ต้องนอนไปบนหีบสัมภาระในเกวียนเทียมวัว กว่าจะลุกขึ้นได้อีกครั้งก็หลายวัน กองเกวียนกระบวนสุดท้ายนี้ไม่สามารถเดินทางไปยังปราจีนโดยทางถนนได้ เพราะน้ำท่วมทั่วไปหมด ต้องใช้เรือไอน้ำช่วยขนสัมภาระแลปศุสัตว์  ซึ่งถึงเพลานั้นก็ล้มไปมาก ทั้งผู้คนก็ป่วยตายไปหลายคนด้วยเกิดอหิวาต์ระบาดระหว่างทาง ข้าพเจ้าต้องส่งลูกน้องถึง 40 นายไปรักษาตัวในโรงพยาบาลที่กรุงเทพ” ภายหลัง ร้อยเอกไซเดนฟาเดนได้รับพระราชทานยศพันตรี และมีบทบาทสำคัญในสยามสมาคม

        หลังจากราษฎรชุดแรกตามเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เข้ามาแล้ว ก็ยังมีคนอพยพมาอีกเรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย ทั้งชาวไทยและเชื้อสายกัมพูชา ส่วนใหญ่มาตั้งบ้านเรือนในปราจีนบุรี

        ในที่สุด การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ก็จบลง เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ได้พาครอบครัวอพยพจากเมืองพระตะบอง เดินทางรอนแรมผ่านป่าดง ไร่นา ทุ่งหญ้า เข้ามาถึงเมืองปราจีน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ต่อมา ท่านได้ปลูกตึกยุโรปหลังใหญ่ในแบบบาโรค ออกแบบก่อสร้างโดยบริษัท บริษัทโฮวาร์ดเออร์สกิน ไว้สำหรับรับเสด็จรัชกาลที่ 5 ต่อมา พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็น “หลานปู่” ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ประทานตึกหลังนี้แก่โรงพยาบาล

        ตลอดระยะเวลา 114 ปีที่ผ่านมา ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรผ่านการซ่อมแซมหลายครั้ง การบูรณะครั้งล่าสุดเพิ่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนตุลาคม 2564

        การบูรณะครั้งนี้ใช้เวลาถึง 490 วัน เพื่อให้ตึกงดงามตามแบบดั้งเดิมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีและลวดลายของผนัง ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรได้ใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ หรือ X-ray fluorescence (XRF) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้สำหรับการศึกษาองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ในตัวอย่าง โดยอาศัยความต่างของชั้นพลังงานของแต่ละธาตุ มาใช้เปรียบเทียบอายุ

        และการค้นพบลายกุหลาบ ที่ใช้เทคนิคการพิมพ์ลายฉลุ (Stencil printing ) บนผนัง รวมทั้งตกแต่งปูนปั้นที่ชำรุดเสียหาย และจัดสวนน้ำพุใหม่ให้ภูมิทัศน์สวยงามยิ่งขึ้น

         ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2564 แล้วปิดเพื่อวางระบบพิพิธภัณฑ์แพทย์แผนไทยและร้านยาโพธิ์เงินก่อนจะเปิดเต็มรูปแบบอีกครั้งในอนาคต โทร.สอบถามก่อนเดินทางได้ที่ 0970983582

ข้อมูลจาก หนังสือ สกุลอภัยวงศ์ และ Fb สมุนไพรอภัยภูเบศร

ABOUT THE AUTHOR
ซัมเมอร์

ซัมเมอร์

เขียนหนังสือ แปลหนังสือ เป็นคอลัมนิสต์พลอยแกมเพชร หลงไหล K-pop และติดตามวงการแฟชั่น

ALL POSTS