HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
New World x Old Town นิทรรศการศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในอาคารร้างสี่ชั้นที่เคยเป็นห้างนิวเวิลด์
by Arinya
20 มิ.ย. 2563, 16:14
  874 views

งานศิลปะที่พาเราไปรื้อฟื้นความทรงจำดี ๆ และความรุ่งเรืองในอดีตของย่านบางลำพู

       “คนแถวนี้อยากได้ห้าง [เป็นของตัวเอง] ทั้งนั้นแหละพี่” เพื่อนรุ่นน้องพูดขึ้นตอนที่เราตั้งคำถามระหว่างที่กำลังเดินชมนิทรรศการที่แสนจะแปลกในเย็นวันหนึ่งว่า คนแถวนี้อยากให้อาคารตรงหัวมุมถนนในย่านบางลำพูกลับมาเป็นห้างสรรพสินค้าอยู่อีกหรือเปล่า

        จริงสินะ ย่านนี้เคยเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยชื่อดังก่อนที่ใจกลางเมืองจะย้ายมาอยู่ตามจุดต่างๆ แถวสยามสแควร์ สีลม ลาดพร้าว และห้างนิวเวิลด์แห่งนี้ก็เคยเป็นสถานที่ที่ทุกคนในย่านต้องมาเพราะมีทุกอย่างที่ทุกคนต้องการจริงๆ ตั้งแต่อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

      เราตั้งคำถามนี้ขึ้นมาระหว่างที่เดินดูสิ่งของที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของย่านถูกจัดแสดงอยู่ในอาคารร้างสี่ชั้นที่เคยเป็นที่ตั้งของห้างนิวเวิลด์เก่า นิทรรศการถูกจัดอยู่บนชั้นสองของอาคารที่ตรงกลางของอาคารมีช่องแสง (แบบที่สถาปนิกไม่ได้ตั้งใจออกแบบ) ทำให้คนที่เข้าชมนิทรรศการในช่วงเย็นจะได้เห็นชิ้นงานแสดงจากแสงธรรมชาติที่ค่อนข้างสลัวจากช่องแสงดังกล่าว

        คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในชื่อ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ระหว่างวันที่ 13 – 21 มิถุนายน 2563 โดยนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นมีผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์อยู่เบื้องหลัง เธอเล่าถึงความบังเอิญที่ได้มาใช้อาคารแห่งนี้จัดแสดงงานนิทรรศการเพราะเจ้าของพื้นที่แห่งนี้เป็นเพื่อนในวัยเด็ก เธอจึงทำการขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำดีๆ ของห้างสรรพสินค้าจากวันวานมาให้คนยุคปัจจุบันที่ไม่เคยเห็น หรือแม้แต่คนในย่านที่ยังคงโหยหาความเจริญรุ่งเรืองจากครั้งอดีตกลับมาให้ได้เห็นกัน นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดแสดงโครงการที่นักศึกษาคิดกันขึ้นมาว่าอยากให้อาคารเก่าแห่งนี้นำกลับมาใช้สอยอย่างไรบ้าง

       

       อาจารย์สุพิชชาเองก็ยืนยันว่าคนย่านบางลำพูนั้นอยากมีห้างเป็นของตัวเอง เพราะจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงย่านปิ่นเกล้าหรือในเมืองเพียงเพื่อจะหาขอใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งหลายคนก็ยังคงจำความรุ่งเรืองของย่านนี้ในอดีตได้ดีตามที่สะท้อนออกมาในชิ้นงานที่จัดแสดง

       ของจัดแสดงมีตั้งแต่เสื้อเชิ้ตสำเร็จรูป อาหารขึ้นชื่อในย่าน ธงชาติ เพราะหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเสื้อเชิ้ตสำเร็จรูปที่เราเห็นนั้นมีตำนานจากร้าน "ห้องเสื้อนพรัตน์" ที่ในปัจจุบันเป็นร้าน "ครัวนพรัตน์" ในย่านบางลำพูนั่นเอง คนนำชมนิทรรศการเล่าว่าคุณอรศรี ศิลปี หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม "ป้านิด" ที่เกิดและโตในบางลำพูเคยเล่าให้ใครๆ ฟังว่าคุณพ่อของป้านิดเป็นผู้บุกเบิกทำเสื้อเชิ้ตส่งขายทั่วประเทศในยุคที่คนไทยเริ่มเปลี่ยนจากเสื้อราชปะแตนมาเป็นเสื้อเชิ้ตสากล ชิ้นงาน "สามข้าว" ที่สื่อถึงความเป็นย่านอาหารคาวหวานแสนอร่อยที่มีทั้งข้าวแช่ ข้าวแกง และข้าวต้มน้ำวุ้น หรือแม้แต่ธงชาติที่สื่อถึงความเป็นย่านที่ร้านธงชาติแห่งแรกตั้งอยู่และใครๆ ต้องมาเมื่อต้องการธงหลากชนิดไปติดหน้าบ้าน ส่วนบันไดเรืองแสงหลากสีนั้นน้องๆ ต้องการจะใช้เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

        อาคารแห่งนี้มีตั้งแต่เป็นความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดสร้างชื่อเสียงให้กับย่านบางลำพูในช่วงปี 2526 เมื่อเปิดห้างพร้อมกับลิฟต์แก้วที่ผู้คนมาเข้าคิวยาวเหยียด ไปจนถึงการสร้างชื่อเสียให้กับย่านเมื่ออาคารแห่งนี้ เมื่อเจ้าของห้างคือ "แก้ว ผูกทวนทอง" ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของกทม.ที่ไม่อนุญาตให้ต่อเติมอาคารชั้น 5 ถึงชั้น 11ในปี 2527 ทั้งที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างได้เพียง 4 ชั้น จนเกิดคดีฟ้องร้องและกทม.ได้สั่งให้ทางห้างรื้อถอนชั้นที่ต่อเติมขึ้นไปอย่างผิดกฎหมาย แต่การรื้อถอนเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่ถูกหลักความปลอดภัย เพราะทำการรื้อถอนในขณะที่ห้างยังคงเปิดทำการให้ผู้เช่ามาค้าขาย จนในที่สุดก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2547 เมื่ออาคารแห่งนี้ได้ถล่มลงมาส่งผลให้ผู้คนที่ค้าขายอยู่ในอาคารจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต (และเป็นที่มาของช่องแสงที่ไม่ตั้งใจในปัจจุบัน)

 

       แต่ประวัติของอาคารแห่งนี้ยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น หลังจากที่หลังคาอาคารดังกล่าวถล่มลงมาจนทำให้ด้านในอาคารมีน้ำขังและกลายเป็นแหล่งน้ำขังเพาะพันธุ์ยุงชั้นดี จนชาวบ้านในละแวกนั้นทนไม่ไหวจึงต้องนำเอาปลาไปปล่อยเพื่อให้กินลูกน้ำก่อนที่จะกลายเป็นยุง นานวันเข้าห้างเก่าแห่งนี้จึงได้รับการขนานนามเป็น "วังมัจฉา" ที่มีนักท่องเที่ยวแอบเข้าไปให้อาหารปลาและถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน

        สุดท้ายแหล่งท่องเที่ยวฮิตของเหล่าฮิปสเตอร์ก็ต้องเป็นอันต้องปิดตำนานเมื่อสำนักงานเขตก็ต้องสั่งปิดอาคารร้างนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายน 2557 และทำการขนย้ายปลาออกจากวังมัจฉาที่ว่ากันว่ามีปลาเพาะพันธุ์กันมากถึง 4 ตันเลยทีเดียว

        หลังจากเดินชมนิทรรศการนี้แล้ว เราค้นพบว่ามันไม่ได้เพียงแค่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของย่านนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนในตัวอาคารที่จัดแสดงเองก็ได้สะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของย่านและความใส่ใจกับความปลอดภัยที่น้อยเกินไปของเจ้าของห้างจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมตามที่เล่ามาด้านบน แต่มันยังฉายภาพของความเจริญที่จะเกิดขึ้นภายในอนาคตอีกด้วย

        น่าเสียดายที่นิทรรศการนี้ต้องมีการควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด (ทั้งเพราะโควิดและเพราะความปลอดภัยของอาคาร) ทำให้มีการจำกัดจำนวนคนเข้าชม และรอบสุดท้ายสองวันสุดสัปดาห์นี้เต็มไปล่วงหน้าแล้ว

       แต่ไม่ต้องห่วงเพราะอาจารย์สุพิชชาเกริ่นเอาไว้แล้วว่าเจ้าของคนปัจจุบันต้องการจะนำอาคารแห่งนี้กลับมาใช้งาน และอยากให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการกลับมาของอาคารแห่งนี้ด้วย แต่รายละเอียดนั้นยังไม่ได้เปิดเผยแต่อย่างใด

STORY/PHOTO BY Arinya

 

 

ABOUT THE AUTHOR
Arinya

Arinya

คนที่ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวในบ้านตัวเองทุกวัน

ALL POSTS