HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ออสการ์..มีค่าอะไร?
by ขเจน
4 ก.พ. 2563, 16:06
  351 views

จะเป็นอะไรไหมถ้าหนังที่เราชอบไม่ได้ออสการ์

        ย่างเข้าสู่ปีใหม่ในแต่ละปี มีหนังที่เรียกได้ว่าเป็น “หนังรางวัลทยอยเข้าโรงมาให้พวกเราได้ดูกันเพียบ แต่ละเรื่องพะยี่ห้อความเป็นผู้เข้าชิงรางวัลต่าง มากมาย ที่เด่นหน่อยก็คงจะเป็นลูกโลกทองคำ” “BAFTA” (ออสการ์ของอังกฤษ) และออสการ์หรือ Academy Award จากฝั่งอเมริกา ซึ่งทยอยประกาศรายชื่อผู้ชนะกันมาตั้งแต่ต้นปี (จริง บางสถาบันประกาศก่อนสิ้นปีอีก) โดยมีออสการ์เป็นสถาบันสุดท้ายที่กำลังจะประกาศรายชื่อผู้ชนะกันในเย็นวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้แล้ว และคำถามที่ทุกคนถามกันอยู่เสมอแทบทุกปีก็คือ ออสการ์..มันมีค่ายิ่งใหญ่อะไรมากนักเหรอ?

        เราเริ่มต้นกันที่..มีรางวัลอย่างออสการ์ไปทำไมก่อนดีกว่า ถ้าถามว่าออสการ์มีไว้ทำไม ก็ต้องเท้าความไปถึง The Academy of Motion Picture Arts and Sciences (AMPAS) สถาบันผู้อยู่เบื้องหลังงานออสการ์ ซึ่งก่อตั้งมาเป็นเวลามากกว่า 90 ปีแล้วนั้น (งานออสการ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นการจัดงานครั้งที่ 92)​ เป็นการรวมตัวกันของผู้คนในวิชาชีพทางภาพยนตร์แขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ผู้กำกับ มือเขียนบท นักตัดต่อ โปรดักชันดีไซเนอร์ คอสตูมดีไซเนอร์ เรื่อยไปจนถึงบุคคลในอาชีพพีอาร์ภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และอีกมากมายหลายแขนง ซึ่งการจัดให้มีการมอบรางวัลนั้นก็เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่คนในวิชาชีพเดียวกันนั่นแหละ เหมือนที่รางวัลในสาขาอาชีพอื่น ๆ หรือรางวัลทางภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ ก็ทำในลักษณะเดียวกัน

        ทีนี้ความที่สถาบันแห่งนี้มันตั้งมายาวนานและเก่าแก่กว่าใคร ๆ การได้รางวัลนี้ขึ้นมาจึงกลายเป็นสิ่งที่ “สำคัญ” “ยิ่งใหญ่” และ “เป็นเกียรติภูมิที่จะต้องจารึกไว้” สำหรับหลาย ๆ คน ซึ่งในทางหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยก็มองรางวัลออสการ์ในลักษณะนั้น และพอมองแบบนั้นไปแล้ว เวลาผลรางวัลออกมาไม่ถูกอกถูกใจ ก็มีสิทธิ์ที่จะผิดหวัง อารมณ์เสีย และโกรธเกลียดสถาบันหรือกรรมการออสการ์เอาได้ไม่เว้นแต่ละปี ว่าทำไมถึงไปให้รางวัลอันทรงเกียรตินี้กับคนที่ไม่สมควรได้ ในขณะที่คนหรือหนังที่ควรได้กลับถูกแย่งรางวัลไปอย่างหน้าตาเฉย

       

        สิ่งแรกที่ต้องพูดก่อนคือ ผลรางวัลออสการ์มาจากการโหวตของคนจำนวนหนึ่ง คนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันและกลายเป็นกรรมการผู้มีสิทธิ์โหวตผลรางวัลออสการ์ (โดยสมาชิกสถาบันในแต่ละสาขาอาชีพจะเป็นผู้โหวตผู้เข้าชิงในสาขานั้น ๆ ออกมาก่อน เช่น สมาชิกสาขาผู้กำกับโหวตเลือกผู้เข้าชิงผู้กำกับยอดเยี่ยม 5 คนสุดท้าย จากนั้นสมาชิก/กรรมการทั้งหมดจึงโหวตเลือกผู้ชนะ)​ คนกลุ่มนี้เมื่อได้เป็น Academy member แล้ว ก็จะเป็นตลอดไปตราบชั่วชีวิต ในระยะหลัง ๆ จึงมีการพูดกันเยอะเรื่องที่กรรมการส่วนใหญ่เป็นชายแก่ผิวขาวที่โหวตอย่างมีอคติ เช่น มีผู้เข้าชิงหญิงน้อย มีผู้เข้าชิงผิวดำน้อยยิ่งกว่า หรือหนัง LGBT ไม่ได้รับการยอมรับมากอย่างที่ควร ฯลฯ ซึ่งผู้บริหารของสถาบันก็เต้นผาง ออกมาเชื้อเชิญดารา นักแสดง และคนทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ หลากชาติหลายสีผิว ให้เข้ามาเป็นสมาชิกสถาบัน หวังให้ทุกคนช่วย diversify หรือสร้างความหลากหลายให้กับผลรางวัลกันบ้าง

        แต่ในที่สุด ผลโหวตมันก็ย่อมมาจากการโหวตของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มนี้อยู่ดี ไม่ได้มาจากเครื่องวัดมาตรฐานความดีงามที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงในความดีชนิดถูกใจทุกคนกันทุกเมื่อเสมอไป อันนี้ยังไม่นับว่า เราจะเทียบงานภาพยนตร์หรืองานแสดงหนึ่งชิ้นว่าดีกว่าอีกหนึ่งชิ้นได้อย่างไรให้ถึงที่สุดล่ะ ถ้าจับนักแสดงห้าคนมาเล่นบทเดียวกัน แล้วเทียบกันตรง ๆ อันนี้อาจจะพอเห็นว่าใครเล่นดีที่สุดจริง ๆ ถูกไหม

         อีกประเด็นของปีนี้ที่คนพูดกันเยอะเหลือเกินคือการได้เข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ของภาพยนตร์เรื่องสำคัญจากเกาหลีใต้ที่ได้เป็นเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาก่อนแล้วอย่าง “Parasite” ที่ได้เข้าชิงทั้ง Best International Feature Film ในฐานะตัวแทนของเกาหลีใต้ และชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีของออสการ์ร่วมกับอีก 8 เรื่อง มีคนถกเถียงกันไปมากมายว่า Parasite นั้นเลอค่าสมควรแก่รางวัล และมันถึงเวลาหรือยังที่หนังที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษจะก้าวมาคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้ได้เสียที เพราะตลอดประวัติศาสตร์กว่า 90 ปีที่ผ่านมานี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น (เรื่องที่ใกล้เคียงที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาก็น่าจะเป็น Crouching Tiger, Hidden Dragon ของผู้กำกับชาวไต้หวัน Ang Lee ซึ่งจนถึงปัจจุบัน หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นหนังภาษาต่างประเทศที่ทำเงินสูงที่สุดอันดับ 1 ในอเมริกาเช่นเดิม)

        ก็ต้องอธิบายอีกนิดว่า รางวัลออสการ์เป็นรางวัลที่ก่อตั้งขึ้นโดยสถาบันวิชาชีพของคนในวงการภาพยนตร์..สหรัฐเมริกา ไม่ใช่สถาบันวิชาชีพภาพยนตร์ของโลกเสียทีเดียว เพราะงั้น การจะตีขลุมว่าออสการ์ควรจะ reward หนังที่ดีที่สุดโดยไม่เกี่ยงชาติอาจจะไม่ผิด แต่ก็ไปบังคับเค้าไม่ได้ 100% อยู่ดี คือเพราะความที่นางเก่าแก่ นางยิ่งใหญ่ นางมีชื่อ และนางมีคนติดตามลุ้นผลกันทั่วโลก มันจึงเกิดมีรางวัลสาขา Best Foreign Language Film ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Best International Feature Film เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกสามารถส่งตัวแทนประเทศมาชิงรางวัลด้วยได้ และออสการ์ยังเปิดกว้างให้ด้วยว่า หากหนังเรื่องไหนจากชาติใดก็แล้วแต่ได้เข้าฉายในอเมริกา หนังเรื่องนั้นก็มีสิทธิ์เข้าชิงออสการ์ในสาขาอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นเดียวกันโดยไม่เกี่ยงว่าต้องเป็นตัวแทนประเทศหรือไม่ด้วยนะ แต่ถ้าเป็นตัวแทนประเทศด้วยก็คือมีสิทธิ์ได้เข้าชิงทั้ง Best International Feature Film และในสาขาอื่น ๆ ทุกสาขาเลย

        พูดมายาวมาถึงตรงนี้ก็อยากปิดท้ายว่า ถึงที่สุดแล้วถ้าเราชอบหนังเรื่องหนึ่งมาก ๆ ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะได้ออสการ์หรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้มันลดคุณค่าลง คือถ้ามันจะได้ออสการ์ขึ้นมา เราอาจจะรู้สึกดีกับมันมากขึ้น แต่ตัวหนังก็คือเท่าเดิมเหมือนที่เราได้ดูมันครั้งแรกนั่นแหละ ดีไม่ดีเราเองตัดสินได้ ไม่ต้องรอกรรมการที่ไหนมาช่วยบอก เพราะในที่สุดรสนิยมของเรากับเขาก็อาจจะไม่ตรงกันอยู่ดี

        อันที่จริง หากการมีคำว่า “ผู้ชนะรางวัลออสการ์” หรือ​ “ผู้เข้าชิงออสการ์” ติดไปกับชื่อหนังเรื่องหนึ่ง ๆ ด้วย แล้วมันจะทำให้ผู้คนทั่วโลกสนใจหนังเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา มันก็ย่อมเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสียนะ ผู้สร้างหนังย่อมอยากให้ story ที่ตัวเองอยากเล่าได้ถูกเล่าไปในวงที่กว้างขึ้น ส่วนผู้ชม อย่างน้อย ๆ ย่อมได้ความบันเทิงแล้วล่ะเบื้องต้น แต่เกินกว่านั้น ใครจะรู้ว่าหนังเรื่องหนึ่งอาจจะให้แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่กับบางคนก็เป็นได้

        สนุกกับการดูหนังให้มากขึ้น แล้วลุ้นผลรางวัลพอหอมปากหอมคอกันดีกว่า

 

ABOUT THE AUTHOR
ขเจน

ขเจน

ทำงานเขียนในบริษัทพีอาร์ แต่ว่าบ้าหนังและชอบแฟชั่นจนพาตัวเองออกเดินทางแรดอะราวด์ไปทั่วโลกเพื่อดูหนังและชาบูดีไซเนอร์ที่ชอบ แต่ทุกคนคิดว่าหาเรื่องไปช้อปปิ้งมากกว่า #เอิ่ม

ALL POSTS