"กองถ่ายของโลก" สู่การสร้างระบบของตัวเอง เมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังเขียนบทใหม่
Thailand Success Stories 2026 ไม่ได้พูดถึงแค่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย แต่ชวนมองการสร้าง IP ครีเอเตอร์ และ ecosystem ที่จะกำหนดทิศทางของวงการในอนาคต
Please tell us what you need.
ประโยคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงถาม-ตอบ หากเป็นคำกล่าวปิดของ สรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม บนเวที Thailand Success Stories & MPA American Film Nights 2026
ฟังเผิน ๆ อาจเป็นเพียงคำเชิญชวนให้คนในอุตสาหกรรมสะท้อนความต้องการ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปหลังจบการเสวนาทั้งวัน ประโยคนี้กลับสรุปสารสำคัญของงานทั้งหมดได้ดีที่สุด
เพราะแทนที่จะเป็นเวทีเฉลิมฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย งานครั้งนี้กลับให้อารมณ์เหมือนการประชุมของผู้คนที่กำลังช่วยกันวางแผน "บทต่อไป" ร่วมกันมากกว่า
เมื่อความสำเร็จไม่ใช่ปลายทาง
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยสร้างชื่อในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ที่สำคัญของภูมิภาค จากมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ ทีมงานที่มีฝีมือ และโลเกชั่นที่หลากหลาย

ปี 2025 เพียงปีเดียว ประเทศไทยต้อนรับกองถ่ายต่างประเทศ 546 โปรดักชัน สร้างรายได้กว่า 7.7 พันล้านบาท ขณะที่ผลงานระดับโลกอย่าง The White Lotus Season 3, Alien: Earth, Jurassic World Rebirth และ Send Help ต่างเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ

แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับไม่ใช่ประเด็นหลักของงาน สิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนพยายามชี้ให้เห็นคือ ความสำเร็จในฐานะ "โลเกชั่นถ่ายทำ" อาจเป็นเพียงฐานที่แข็งแรงสำหรับการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า
"Film and entertainment industry is not only a platform to express culture, but it's also a place to express culture and economy."
สำหรับสรัสนันท์ ภาพยนตร์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกลไกสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คำถามจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยจะดึงกองถ่ายต่างชาติมาได้อีกกี่เรื่อง แต่คือเราจะใช้โอกาสเหล่านี้สร้างอะไรต่อจากนั้น
จากฐานการผลิต สู่การสร้างระบบ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเสวนา Thai Screen Industry: State and Future Outlook คือผู้ร่วมเสวนาแทบทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน แม้จะมาจากคนละบทบาท
สำหรับ GDH การไปสู่ตลาดโลกไม่เคยเริ่มต้นจากการลดทอนความเป็นไทย แต่เริ่มจากการหา "อารมณ์ร่วม" ที่ผู้ชมทั่วโลกเข้าใจได้ เช่นที่ ญาณิศา หาญการสุจริต ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจของ GDH กล่าวในวงเสวนาว่า:
"We never try to be less Thai in order to go international."
มุมมองนี้น่าสนใจ เพราะแทนที่จะทำให้หนัง "เป็นสากล" ด้วยการลบรายละเอียดท้องถิ่น GDH กลับเชื่อว่า ความสัมพันธ์ของตัวละครและอารมณ์ของเรื่องต่างหากที่เป็นภาษาสากล ส่วนรายละเอียดแบบไทยคือสิ่งที่ทำให้หนังมีเอกลักษณ์ ดังเห็นได้จากผลงานที่ผ่านมา อย่าง "หลานม่า" หรือ "โกฮัง"

และแม้ AI จะถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือใหม่ของอุตสาหกรรม แต่กันตนา (KANTANA) กลับมองว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ หากต้องทำงานร่วมกับประสบการณ์ของคน
"Technology is not the final answer." — กันตนา กัลย์จาฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินกล่าวในวงเสวนา
ฝั่งผู้กำหนดนโยบายพูดถึงมาตรการจูงใจ การพัฒนากฎหมาย และการผลักดันร่าง Film Act ขณะที่คนทำงานในอุตสาหกรรมพูดถึงมาตรฐานการทำงาน ชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม การคุ้มครองลิขสิทธิ์ และการรวมตัวกันของวิชาชีพ เช่น การก่อตั้งสมาคมผู้เขียนบทไทยที่จะช่วยสนับสนุนสมาชิกในเรื่องข้อกฎหมายและการปกป้องลิขสิทธิ์
เมื่อมองรวมกัน สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นคนละเรื่อง แต่จริง ๆ แล้วคือองค์ประกอบของระบบเดียวกัน เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายหรือสถานที่ถ่ายทำ หากแข่งขันกันด้วยคุณภาพของบุคลากร ความแข็งแรงของกฎหมาย ความพร้อมของเทคโนโลยี และโอกาสที่เปิดให้ผู้สร้างรุ่นใหม่เติบโตได้จริง
เมื่อเรื่องเล่ากลายเป็นสินทรัพย์
หากมีคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงพอ ๆ กับคำว่า ecosystem นั่นคือ IP หรือ Intellectual Property

หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า มูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็นเจ้าของเรื่องเล่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกันตนาที่ผลิต IP ในรูปแบบละครวิทยุมาตั้งแต่ 75 ปีที่แล้ว และยังคงผลิต IP โดยปัจจุบันพยายามสร้างคอนเทนต์แบบ timeless (evergreen) ในขณะที่ "น้องใหม่" อย่าง GDH ก็มองเห็นช่องทางของการสร้าง IP โดยใช้ทีมเขียนบทสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา อย่างเช่นเรื่อง โกฮัง ที่ใช้ทีมเขียนบทถึง 5 คน
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาหลายครั้งคือความสำเร็จของคอนเทนต์ BL และ GL ของไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ร่วมเสวนาไม่ได้พูดถึงแค่กระแสความนิยมของซีรีส์เหล่านี้ แต่พูดถึงศักยภาพในการต่อยอดทางเศรษฐกิจ คอนเทนต์หนึ่งเรื่องสามารถสร้างรายได้จากการสตรีม ต่อเนื่องไปสู่แฟนอีเวนต์ สินค้า การท่องเที่ยว และธุรกิจอื่น ๆ ที่เติบโตตามมา เป็นตัวอย่างของการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา มากกว่ารายได้จากการผลิตเพียงครั้งเดียว

ความสำเร็จของซีรีส์ไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังทำให้หลายหน่วยงานเริ่มหันมาลงทุนกับ "คน" มากขึ้น ซึ่งหน่วยงานอย่าง CEA ตระหนักดีว่าเป็นสิ่งที่ต้องลงทุนและใช้เวลา จากเดิมที่เน้นสนับสนุนการผลิตรายโปรเจกต์ วันนี้เริ่มมีการพูดถึงการสร้างนักเขียนบท การพัฒนาสตอรี่เทลลิง การสร้างโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ ตลอดจนการต่อยอด IP ในระยะยาว ผ่านโครงการของ THACCA, CEA และความร่วมมือจากภาคเอกชน
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังขยับจากการคิดแบบ project-based ไปสู่การสร้าง creative pipeline ที่ผลิตบุคลากรได้อย่างต่อเนื่อง
ความท้าทาย และพลังแห่งความร่วมมือ
แม้การเสวนาจะพูดถึงความท้าทายหลายเรื่อง ตั้งแต่รายได้ของตลาดโรงภาพยนตร์ที่ชะลอตัว การละเมิดลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการเข้าถึงเงินทุนของผู้สร้างอิสระ แต่บรรยากาศตลอดทั้งวันกลับเต็มไปด้วยความหวัง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แทบไม่มีใครพูดถึงการแข่งขันระหว่างผู้เล่นในอุตสาหกรรม กลับกัน คำที่ได้ยินบ่อยคือ collaboration — ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน ระหว่างสตูดิโอกับแพลตฟอร์ม ระหว่างผู้สร้างรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่การเปิดพื้นที่ให้คนในวงการเสนอความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับใหม่
"The government is there to support whatever you need."
ประโยคนี้อาจเป็นเพียงช่วงหนึ่งของสุนทรพจน์ แต่ก็สะท้อนทิศทางที่ภาครัฐพยายามสื่อว่า บทบาทของตัวเองคือการทำให้ระบบเอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม
บทต่อไปของ Thailand Success Stories
หากมองเพียงตัวเลข งาน Thailand Success Stories 2026 คือเรื่องราวของการเติบโต แต่หากมองจากบทสนทนาตลอดทั้งวัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจสำคัญกว่านั้น
ประเทศไทยกำลังขยับจากประเทศที่โดดเด่นด้านโลเกชั่นและบริการผลิต ไปสู่ประเทศที่สร้างครีเอเตอร์ พัฒนาเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง เส้นทางนี้ยังมีโจทย์อีกมาก ทั้งการพัฒนาบุคลากร การคุ้มครองลิขสิทธิ์ การเข้าถึงเงินทุน และการสร้างตลาดที่แข็งแรงในประเทศ
แต่สิ่งที่ HappeningBKK ได้จากการนั่งฟังการเสวนาครั้งนี้ ไม่ใช่ความรู้สึกว่า "อุตสาหกรรมไทยประสบความสำเร็จแล้ว" หากแต่เป็นความหวังในก้าวต่อไป ดังที่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับและนักเขียนบทจาก Mad Unicorn และ ทนายปีศาจ ได้กล่าวประโยคที่สรุปบรรยากาศของการเสวนาทั้งวันได้ดีที่สุด:
"There is still room for juniors to come in... We've got to think how to connect the dots."
ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากกำลังพูดถึงอนาคตของทั้งอุตสาหกรรม เพราะสิ่งที่ประเทศไทยกำลังพยายามสร้าง ไม่ใช่เพียงระบบที่ผลิตผลงานได้มากขึ้น แต่เป็นระบบที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามา มีโอกาสเติบโต และมีเครือข่ายที่ช่วยเชื่อมโยงผู้สร้าง นักลงทุน และตลาดเข้าหากัน
บางที อีกไม่กี่ปีข้างหน้า Thailand Success Stories อาจไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนกองถ่ายต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่อาจวัดจากจำนวนเรื่องเล่าจากประเทศไทยที่ผู้ชมทั่วโลกเฝ้ารอ
......
ทีม HappeningBKK เข้าร่วมรับฟังการเสวนา Thailand Success Stories & MPA American Film Nights 2026 และเรียบเรียงบทความนี้จากการสังเกตการณ์ภายในงาน บทสนทนาของผู้ร่วมเสวนา และข้อมูลประกอบจากเอกสารของผู้จัดงาน
#ThailandSuccessStories #ThaiContent #ThailandIP #FilmIndustry #SoftPower #HappeningBKK