โลกของพอลลีน: เมื่อชีวิตมาถึงทางตัน
ทางตันในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความล้มเหลวหรือความสิ้นไรไม้ตอกเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่หลายคนมองข้าม ทางตันในชีวิตอาจเกิดมาจากหลายสาเหตุ อาจเกิดมาจากความสำเร็จที่ได้มาง่ายและเร็วเกินไป หรือเพราะความสำเร็จที่ไม่พึงปรารถนา หรืออาจเป็นช่วงเวลาดีๆ ต้องมาถูกขัดจังหวะด้วยคำบ่น ก่นด่า ดูถูกเหยียดหยาม จากคนรอบรอบข้าง และที่หนักไปกว่านั้น จากคู่ชีวิตหลายครั้ง ที่ทางตันในชีวิตเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่เคยเตรียมการที่จะคิดมาก่อน การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็นำมาสู่ปัญหาใหญ่จนถึงขั้นเป็นทางตันทางตันในชีวิตของแต่ละคนอาจเล็กใหญ่ต่างกันไป แต่ทางตันก็คือทางตัน คือไม่มีทางออกสำหรับคนๆ นั้น คนที่ยืนมองจากข้างนอกในมุมที่สูงกว่าอาจมองง่ายๆ ว่า ก็แค่กระโดดข้ามไปก็จะฝ่าทางตันไปได้ แต่คนที่กำลังเผชิญกับปัญหาอยู่ตรงหน้า มักมองไม่ออก เพราะตำแหน่งที่ยืนอยู่มันดูเป็นเรื่องยากที่จะกระโดดข้ามไป
อรพินท์ขายหมูปิ้งอยู่ที่ตลาดร่มเกล้า เธอจะใช้เวลาทั้งวันตระเตรียมของ เพื่อที่ตอนเย็นจะเข็นรถเข็นคู่ใจไปขายที่หมูปิ้งที่ตลาดพอได้เงินมาช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน สามีของเธอเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย วันหนึ่งสามีถูกคำสั่งย้ายให้ไปประจำที่จังหวัดพัทลุง อรพินท์แทบเป็นลมเมื่อสามีแจ้งข่าว สำหรับเธอ สามีคือทุกๆ สิ่ง เธอคิดไม่ออกว่า สามีจะต้องย้ายไปคนเดียว หรือเธอจะต้องตามไปด้วย แล้วรถขายหมูปิ้งที่ตลาดล่ะ แล้วลูกที่กำลังเรียนอยู่ล่ะ จะต้องย้ายตามไปมั้ย ถ้าสามีเธอย้ายไปคนเดียว เขาจะเจ้าชู้มีเมียคนใหม่มั้ย แล้วเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก “ชีวิตของอรพินท์เดินมาถึงทางตัน”สำหรับคนที่ไม่ใช่อรพินท์ ดูแล้วปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เล็กเท่ารูเข็ม มีทางออกอยู่มากมาย สามียังไม่ตาย อาชีพขายหมูปิ้งยังไม่จบสิ้น ทั้งสองคนยังมีทางออกมากกว่า 1 ทางด้วยซ้ำไป แต่ด้วยจุดที่อรพินท์ยืนอยู่ มันทำให้เธอมืดแปดด้านสมองของคนเราถูกสร้างมาให้เต็มไปด้วยความกลัว โดยเฉพาะเมื่อเจอกับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น เราอยู่ในความมืดเราก็จะกลัวผี เมื่อเจออุปสรรคขวางหน้า ก็จะกลัวว่าเมื่อข้ามไปแล้วจะเจออะไรบางครั้งเราเจอแค่ “ทางแยก” แต่สมองเรากลับตีความว่าเป็น “ทางตัน”
เมื่อพูดถึงทางแยกที่ดูเหมือนทางตัน เป็นเพราะเราไม่มีความสุขในชีวิตที่ดำเนินอยู่ และสมองของเราก็ปิดทางเลือกอีกทางหนึ่งไว้ โดยบอกตัวเองว่า “มันเป็นไปไม่ได้” ที่จะเดินไปอีกทาง จึงใช้ชีวิตซ้ำซากและรับสภาพกับความทุกข์เหล่านั้นในความเป็นจริง มันไม่ใช่ “เป็นไปไม่ได้” แต่มันคือความกลัวของเราเอง เพราะเรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร หากต้องเดินไปอีกทาง
นอกจากสมองของเรา ที่เป็นปัญหาในการฝ่าทางตันแล้ว ความคิดหรืออิทธิพลของคนอื่น ก็ดูจะสร้างปัญหาให้เราได้เช่นกัน เมื่อเราปรึกษาคนอื่น คำตอบที่ได้มักจะเป็นประเภท “ปลอดภัยไว้ก่อน” หรือ “ใจเย็นๆ”ไม่มีใครสักคนที่แนะนำให้เรากล้าเสี่ยงเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่อยากเห็นเราในจุดเดิม จุดที่เขาเคยเห็น จุดที่เขาเคยรู้จัก ไม่ใช่ว่าเขากลัวว่าเราจะได้ดีหรือมีความสุขกว่าเดิม แต่ทางตันที่เราเจอ มันไม่ใช่ทางตันของเขา และเขาก็แค่อยากให้เราอยู่ที่เดิม ในที่ๆ เขาอยากให้อยู่
คนที่เลือกที่จะเชื่อคนอื่น โดยเฉพาะที่ปรึกษาที่ปรารถนาดีทั้งหลาย ต้องคิดให้จงหนักว่า ใครกันแน่ที่จะต้องรับผิดชอบกับความสุขของเรา ตัวเราเอง หรือบรรดาที่ปรึกษาเหล่านั้นตอนที่พอลลีนเจอกับทางตันในชีวิต พอลลีนปรึกษาคนน้อยมาก เพราะรู้ดีว่าปัญหาของเราไม่ใช่ปัญหาของเขา สิ่งที่อยากได้จากการปรึกษาคือกำลังใจ แต่ไม่ใช่ทางออก เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าทางออกที่เหมาะสมคืออะไร คนที่จะฟันธงให้เราเดินไป คือ “ตัวเราคนเดียว” เท่านั้น
คนที่กำลังเผชิญกับทางตันในชีวิต จงคิดเสียว่า มันเป็นเป็นแค่ทางแยก การตัดสินใจมันก็มีอยู่แค่ว่า 1. จะยอมเสียเวลาเดินไปทางเดิม หรือ 2. จะเปลี่ยนเส้นทางใหม่ และที่สำคัญ “อย่าถามคนอื่นว่า จะตัดสินใจอย่างไรดี”เวลาผ่านไปอย่างไม่หยุดนิ่ง อย่าให้ชีวิตเผชิญกับการหยุดอยู่ที่ทางตันหรือทางแยกนานเกินไป ตัดสินใจด้วยตัวเอง เราอาจจะต้องโดดเดี่ยวสักพัก ลำบากสักพัก สิ่งที่เราหวาดกลัวและไม่รู้ ก็จะค่อยๆ เผยโฉมให้เราเห็นว่า“ทางเดินทุกทาง มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด”
