พอลลีน ที่ฉันรู้จัก
ฉันรู้จัก “ป้อ” พินิจ งามพริ้ง มา 26 ปี แต่เพิ่งรู้ว่ามีพอลลีน งามพริ้งซ่อนอยู่ในตัวเขาเมื่อราว ๆ ต้นปีนี้เอง
ป้อกับฉันเป็นนักข่าวสายเดียวกัน ซึ่งในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ในยุค 90 ที่แต่ละวันมีงานแถลงข่าวเปิดโปรเจคท์ใหม่ราวกับดอกเห็ด ทำให้เราเจอกันในงานแถลงข่าวแทบจะทุกวัน ต้นสังกัดของเราเป็นคู่แข่งกันโดยตรงเพราะมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอยู่แค่ 2 ฉบับในเมืองไทย
ป้อ เป็นผู้ชายหน้าตาดี ดูสะอาดสะอ้าน หลังจากแถลงข่าวและตามสัมภาษณ์ผู้บริหารในงาน ช่วงที่เสร็จงานจะเป็นช่วงที่เรามีโอกาสคุยเฮฮากัน นั่นเป็นช่วงที่พวกเราคุยสัพเพเหระ และปล่อยมุกตลกกัน ซึ่งมุกคำผวนสองแง่สองง่าม เป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้พวกเราเข้าขาคุยกันสนุก ๆ ถามว่า ป้อ เหมือนพวก “เพื่อนสาว” ไหม ตอบเลยว่าไม่ เขาคือผู้ชายที่พูดคุยกับผู้หญิงได้สนุกเท่านั้น ป้อก็เหมือนผู้ชายแท้ ๆ ทั่วไปที่รู้จัก ฉันได้ยินว่าป้อชอบไปเที่ยวผู้หญิงกับพี่นักข่าวรุ่นพี่บ่อย ๆ แต่นั่นแหละนะ ชีวิตวัยหนุ่มคนเราก็มักวกเวียนอยู่กับเรื่องรักสนุกพวกนี้
ฟาสฟอร์เวิร์ดไปในเส้นทางชีวิตเรา ฉันยังคงวงเวียนไปในสายข่าว ในขณะที่ป้อไปทำงานกับพีอาร์อเจนซี และบริษัทอื่น ๆ มีตำแหน่งใหญ่โต และฉันก็รับรู้เรื่องราวของป้อ ทั้งการงานและส่วนตัวผ่านจากเพื่อน ๆ รวมถึงทำงานเกี่ยวกับฟุตบอลที่เขารัก ทำให้เขาเริ่มกลายเป็นบุคคลสาธารณะ “เธอ ๆ ป้อมันไปลงสมัครนายกสมาคมฟุตบอลแหละ” โอ เพื่อนฉันที่ร่วมงานกับป้อที่อเจนซีบอก

ข้อมูลของป้อ ก็มาเป็นระลอก ๆ จนความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของป้อที่รับรู้ล่าสุด คือที่เขาไปเปิดร้านสเต็กเชียร์ไทย ที่ต่างจังหวัดกับครอบครัว ป้อเป็นคนชอบถ่ายรูปมีดสวย ๆ ลงบนเฟซ จนฉันบอกว่าไม่อยากมีเรื่องกับเธอเลย กลัว
ฉันติดตามคุยกับป้อบ้างทางหน้าเฟซบุ๊กจนได้ข่าวว่าป้อไปอเมริกา และไม่ทำร้านแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกว่าป้อมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะการทำร้านและการไปอเมริกามันสวนทางกันเหลือเกินราว ๆ เกือบสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีเพื่อนมาบอกว่าป้อเริ่ม “แกว่ง ๆ” อยากจะเป็นผู้หญิง ตอนนั้นแว่บแรกรู้สึกงง ๆ และสงสัยว่าหรือเพื่อนเราจะเจอ midlife crisis หรือเปล่า แต่มันก็ตอบคำถามได้ดีว่าทำไมป้อถึงต้องไปอเมริกา ห่างบ้านห่างครอบครัว
จนป้อไปอเมริกาครั้งล่าสุดนี้ ฉันก็ติดตามคุยทางหน้าเฟซบุ๊คบ้าง หลังไมค์กันบ้าง จนมีวันหนึ่งที่ป้อขึ้นสเตตัสแปลก ๆ ว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่ฝืนแม้แต่พระเจ้า ด้วยสัญชาตญาณหรือสันดานนักข่าวของฉัน ก็เลยเขียนถามไปตรง ๆ ทันทีว่าเธอจะทำอะไร

วันนั้นเองที่ป้อได้อนุญาตให้ฉันได้รู้จักกับ พอลลีน
ป้อบอกว่าเธอคือพอลลีน หญิงสาวที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาตั้งแต่เด็ก ๆ พอลลีนเริ่มเผยความจริงกับฉัน ซึ่งฉันได้เตรียมใจมาแล้วส่วนหนึ่งจึงไม่ได้ตกใจอะไรนัก นอกจากจะถามสิ่งที่ตัวเองต้องการรู้ว่าทำไม? หัวสมองฉันเริ่มย้อนเทปกลับไปถึงวันที่พูดคุยกับป้อเจ้าของร่างกายที่พอลลีนอาศัยอยู่ ฉันยังอาจสับสนแต่ฉันบอกพอลลีนว่า เธอคือเพื่อนของฉัน และฉันไม่ได้เลือกคบคนที่เพศสภาพว่ะ
ฉันเริ่มยิงคำถามว่า เธอรู้สึกอย่างนี้มานานแค่ไหน และต้องตะลึงเมื่อเธอตอบว่า ตั้งแต่จำความได้ อย่างที่เธอเขียนไว้ในเฟซบุ๊กว่า “เรื่องนี้เริ่มต้นในจิตใจตั้งแต่เกิด แต่พยายามทำตามความคาดหวังของทุกคนในขณะ นั้น ๆ ให้ดีที่สุด ไม่เคยคิดจะหลอกลวงใคร”
ฉันทึ่งกับความจริงที่เพื่อนคนนี้เก็บมันไว้ได้นานขนาดนี้ นี่ พอลลีน ซ่อนอยู่ในร่างเพื่อนชั้นมานานถึงเกือบครึ่งศตวรรษ!! และบอกได้เลยว่าทุกคนที่รู้จักป้อ หรือ พินิจ ไม่เคยเห็นสาวน้อยชื่อพอลลีนคนนั้น ไม่แม้แต่จะคิด ฉันยิ่งทึ่งเมื่อรู้ว่าตอนอยู่เมืองไทยนั้น มีบางวันที่ป้อ ได้อนุญาตให้พอลลีนออกมาเดินลองใช้ชีวิตสั้น ๆ แบบผู้หญิงด้วย
จากนั้นเราเริ่มคุยกันแบบสาว ๆ ทั่วไป ฉันถามถึงหน้าตาที่หวานขึ้นของเธอและการแต่งหน้าแต่งตัว บางครั้งก็แขวะไปว่า นี่เธอสวยกว่าชั้นแล้วนะยะ หรือเธอนี่นมโตเกินหน้าชั้นนะย่ะ พอมีฝรั่งมาจีบพอลลีนก็มาเล่าให้ฟัง การพูดคุยกันบ่อย ๆ และได้อ่านเรื่องราวที่เธอเขียนบนหน้าเฟซของพอลลีน ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจ และเห็นใจ ว่านี่คือก้าวที่สำคัญในชีวิตของเธอ

นี่คือการเกิดใหม่ของเธอชัด ๆ และเมื่อเวลาผ่านมาเป็นเดือน ๆ ภาพของเพื่อนคนเก่าชื่อป้อ ได้จางหายไปเกือบหมด ทุกวันนี้ ฉันคุยกับพอลลีนแบบเพื่อนผู้หญิงจริง ๆ และดูเหมือนเธอจะมาแทนที่เพื่อนคนเก่าของฉันไปเสียแล้ว
พอลลีน เคยคิดว่าเธอจะเป็นป้อ เป็นผู้ชายที่ดี และเธอทำมันมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ในที่สุดเธอก็อยากที่จะใช้ชีวิตที่เหลือในตัวตนที่เธอเป็นจริง ๆ การกลับเข้าสู่สังคมครั้งนี้จึงถือเป็นการเกิดใหม่อีกครั้งของเธอ เรื่องราวของพอลลีนที่ฉันและเพื่อน ๆ หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนถูกนำมาบันทึก
ซึ่งทุกคนลงความเห็นว่าเธอควรพิมพ์เป็นหนังสือ เพราะตัวหนังสือเหล่านั้นมันอธิบายเรื่องทุกอย่างได้ดี ฉันเองยอมรับว่าบางบทฉันอ่านด้วยความเห็นใจ “ตัวละคร” มาก ๆ ยิ่งคิดว่าเป็นเรื่องจริงแล้ว ยิ่งเจ็บปวดแทน ฉันไม่เคยรู้ว่าเพื่อนต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้เพื่อที่จะทดสอบตัวเองว่าจะรู้สึกอย่างไรในรูปลักษณ์ของผู้หญิง
เราคุยกันและคิดว่าจะเอาอย่างไรดี พอลลีนตั้งกลุ่มแชทเฉพาะกิจของฉันกับเพื่อนอีกคนคือ โอ ที่เคยร่วมงานที่พีอาร์เอเจนซีกัน ชื่อกลุ่ม “help me” เพื่อช่วยพาพอลลีนกลับบ้านแบบที่ได้รับความเข้าอกเข้าใจ
พอลลีน ก็เหมือนคนธรรมดาทุกคน นางไม่อยากหลบซ่อนตัวตน ไม่อยากปิดบังใคร ด้วยใจจริงก็อยากจะประกาศให้คนรู้ไปเลย แต่ถ้าจู่ ๆ จะให้พินิจ งามพริ้ง มาช็อคทุกคนแบบนั้นก็เห็นจะไม่ดี เราสามคนเลยคิดว่าค่อย ๆ ให้ทุกฝ่ายพร้อมก่อน ครอบครัวและคนที่รักสำคัญที่สุด เพราะพอลลีนไม่ใช่ตัวคนเดียว และเราก็เห็นตรงกันว่า เราจะรอให้พอลลีนได้เตรียมตัวสักพัก จนเกิดเหตุไม่คาดฝัน
แรก ๆ ที่พอลลีนเริ่มโชว์ตัว โชว์หน้า และมีเฟซบุ๊กไลฟ์กับเพื่อน ๆ จากอเมริกา ยังคงไม่ได้ใช้ชื่อพอลลีน งามพริ้ง แต่เมื่อเริ่มเพิ่มเพื่อนมากขึ้น ความลับที่ไม่ได้ตั้งใจจะปกปิด แต่ต้องปกปิดก่อนเพื่อไม่ให้กระทบครอบครัวก็ถูกเอาไปลงเป็นข่าวแพร่กระจายเรียกไลค์ไปทั่ว

คืนนั้นฉันตกใจมากที่มีเพื่อนส่งข่าวชิ้นแรกมาให้ดู ที่ตกใจเพราะคิดว่าทำไมพอลลีนถึงรีบร้อนไปคุยกับคน เธอบอกว่าเธอไม่ได้คุยกับใคร ฉันจึงถามว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป เธอตอบว่าเธอคงอยากอยู่เงียบ ๆ สักพักก่อนเพราะเกรงจะกระทบครอบครัว ฉันเคารพในการตัดสินใจของเธอและบอกเธอว่า มีอะไรพวกเราด็จะช่วยให้คำปรึกษาเธอ
รุ่งขึ้นเธอเขียนเฟซบุ๊กและมาแท็กที่หน้าวอลชั้นและเพื่อนอีก 2 คน ว่าเธอยังไม่พร้อม และขอพัก พร้อมทั้งมอบมายให้เราเป็นหนึ่งในคนที่จะตอบคำถามแทนเธอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดว่าไม่มีใครจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีเท่าพอลลีน และตัวหนังสือของเธอ
อยากให้ทุกคนรอเธอพูดเอง อีกไม่นาน ฉันเองก็เพิ่งรู้จักพอลลีนมาเมื่อต้นปีนี้เอง
พอลลีนเองรอวันที่จะเป็นตัวเธอ มาถึงเกือบ 50 ปี เธอคงอยากจะให้ทุกคนรู้จักเธอเช่นกัน
