จากอาหารส่วนเกินสู่คาร์บอนเครดิต แรงจูงใจใหม่ให้ธุรกิจเลือก “บริจาค” แทน “ทิ้ง”
อาหารส่วนเกินที่ยังกินได้อาจกลายเป็นคาร์บอนเครดิต กลไกใหม่ที่หวังจูงใจธุรกิจบริจาคอาหาร ลดขยะ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงอาหารของกลุ่มเปราะบาง
ในแต่ละปี ประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินที่ยังกินได้ประมาณ 5 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่สามารถนำมาส่งต่อให้คนที่ต้องการอาหารได้เพียงประมาณ 2 แสนตันต่อปี แม้จะมีการจัดตั้งธนาคารอาหาร (Thailand Food Bank) เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงพัฒนาระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับอาหารส่วนเกินที่นำไปบริจาคเพื่อการบริโภค โดยหวังให้เป็นอีกเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้มีผู้บริจาคอาหารส่วนเกินมากขึ้น
การสร้างกลไกคำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับอาหารส่วนเกินถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ฟาสต์ฟู้ด เบเกอรี่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงตลาดสด เข้าร่วมโครงการธนาคารอาหารมากขึ้น
ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ หรือ T-T-VER-S-METH-09-09 ผ่านการรับรองและประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
จันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Technology and Informatics Institute for Sustainability: TIIS) เอ็มเทค สวทช. บอกว่า ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ

จากการศึกษาและทำงานวิจัยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร พบว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากไทยสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหารได้อีกด้วย
คำนวณคาร์บอนเครดิตอย่างไร
อาหารส่วนเกินที่จะแปลงผลเป็นคาร์บอนเครดิตได้ต้องเป็นการบริจาคฟรี มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการคัดแยกและส่งต่อให้ผู้กอบกู้อาหาร (Rescuers) ก่อนอาหารหมดอายุ รวมถึงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนและระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
อาหารส่วนเกินแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน อาหารที่ต้องนำไปปรุง อุ่น หรือทอด และอาหารที่นำมาเก็บรักษาไว้ก่อนส่งต่อให้กลุ่มเป้าหมาย
สวทช. สร้างแอปพลิเคชัน Food Share Plus เป็นเครื่องมือช่วยประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกจากอาหารส่วนเกินที่ไม่ถูกนำไปฝังกลบ แล้วหักออกด้วยคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งต่ออาหารไปยังประชาชนในชุมชนต่าง ๆ เพื่อคำนวณออกมาเป็นคาร์บอนเครดิตสุทธิ เช่น
-
ค่าไฟจากการเก็บรักษาอาหารในตู้แช่แข็ง
-
เชื้อเพลิงจากการขนส่ง
-
บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง
-
อาหารที่เสียหายระหว่างการขนส่ง
ขยายพื้นที่ธนาคารอาหาร
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. บอกว่า นอกจากสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริจาคอาหารแล้ว สวทช. มีเป้าหมายขยายพื้นที่โครงการจากปัจจุบัน 10 จังหวัด ให้ครอบคลุม 30 จังหวัดภายในปี 2571 และเพิ่มปริมาณอาหารส่วนเกินที่ได้รับจากผู้บริจาค จาก 2,000 ตันต่อปี เป็น 20,000 ตันต่อปี
พื้นที่โครงการ 10 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี ชลบุรี นครสวรรค์ ลำปาง ขอนแก่น อุดรธานี ลำพูน พังงา และสุราษฎร์ธานี โดยจังหวัดนครสวรรค์ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จในการบริหารจัดการที่สามารถส่งต่ออาหารได้ครอบคลุมทั้งจังหวัด ซึ่ง สวทช. จะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับจังหวัดนครสวรรค์ในต้นเดือนกันยายนนี้
ส่วนปลายทางที่รับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปส่งต่อให้กลุ่มเปราะบางในชุมชน เช่น ผู้ด้อยโอกาส คนไร้บ้าน หรือศูนย์พักพิง มีทั้งหัวหน้าหรือผู้นำชุมชน อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครและเครือข่ายจิตอาสา โรงเรียน ผู้ประสานงานรับบริจาค และศาสนสถาน
เพื่อให้การจัดการอาหารส่วนเกินเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สวทช. ร่วมมือกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) อบรมคนกลางที่จะไปรับอาหาร โดยมีการถ่ายภาพและจดบันทึกข้อมูลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
มูลนิธิ SOS เป็นมูลนิธิกู้ภัยอาหารแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 มีศูนย์ดำเนินงานใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยมูลนิธิได้ส่งต่ออาหารส่วนเกินไปแล้วกว่า 9.8 ล้านกิโลกรัม หรือคิดเป็น 41 ล้านมื้อ ให้แก่ชุมชนมากกว่า 3,750 แห่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการนำอาหารไปฝังกลบได้ประมาณ 24,874 ตัน
ทำไมผู้ประกอบการเลือก “ทิ้ง” อาหาร ทั้งที่ยังกินได้
แม้ผู้ประกอบการอาหารจะตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการดำเนินงานที่กระจัดกระจาย การขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน รวมถึงนิยามของอาหารส่วนเกินและขยะอาหารที่ยังไม่ชัดเจนในระดับกฎหมาย

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองทั้งผู้บริจาคอาหารและคนกลางในการบริจาคอาหารที่ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขอนามัย ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกทิ้งอาหารลงถังขยะแทนที่จะบริจาค เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงด้านความรับผิดหากเกิดปัญหากับผู้บริโภคในภายหลัง อีกทั้งการทิ้งยังมีต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่คนกลางซึ่งเป็นอาสาสมัครก็ต้องรับภาระค่าพลังงานในการขนส่งเอง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เสนอแนวคิดให้ภาครัฐเร่งปรับกติกาให้สอดคล้องและเอื้อต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นอาหารที่ขายไม่หมดเป็นของเสียที่ต้องทิ้ง ทั้งที่ยังกินได้ มาเป็นทรัพยากรที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อเพื่อการบริโภคหรือการแปรรูป
นอกจากนี้ ภาครัฐควรเพิ่มแรงจูงใจ เช่น การให้ Tax Credit สำหรับค่าใช้จ่ายในการวางระบบจัดการขยะอาหารแก่ภาคธุรกิจ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่ผู้บริจาคอาหาร รวมถึงการออกกฎหมายคุ้มครองผู้บริจาคและตัวกลางในการบริจาคอาหาร
ตามกฎหมาย การบริจาคอาหารส่วนเกินเพื่อการบริโภคถือเป็นการจำหน่าย จ่าย โอน ที่ต้องเสีย VAT ยกเว้นการบริจาคให้แก่สถานพยาบาล สถานศึกษาของทางราชการ องค์การหรือสถานสาธารณกุศล รวมถึงการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ ทั้งนี้ สวทช. และกรมควบคุมมลพิษจะหารือกับกรมสรรพากรเพื่อปลดล็อกเรื่องภาษี
ก่อนหน้านี้ ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับองค์การอาหารและยา กรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ และมูลนิธิ SOS จัดทำแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาค เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารที่นำมาบริจาคมีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภคของมนุษย์ และมีการให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้รับบริจาคอย่างครบถ้วน
หลังจากนั้น เนคเทคได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อจับคู่ผู้ให้กับอาสาสมัครที่ต้องการไปรับบริจาคอาหาร ช่วยกำหนดเส้นทางที่สั้นที่สุด ประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอน และส่งต่ออาหารได้เร็วขึ้น โดยเป็นระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ขอบคุณภาพประกอบจาก Scholars of Sustence Thailand (SOS) และ CP AXTRA
#FoodSurplus #FoodWaste #CarbonCredit #ThailandFoodBank #ขยะอาหาร #EcoLife
