HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
คนไทยกลัวโรคมะเร็งมาก…แต่กำลังมองข้าม PM2.5 สารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1
by HBKK
19 ม.ค. 2569, 15:40
  1,119 views

ทำไมเรายังคงเห็นคนไม่ใส่แมสก์ในวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เริ่มกระทบสุขภาพ?

 

เชื่อหรือไม่ คนไทยจำนวนไม่น้อย “กลัวมะเร็ง” อย่างหนัก กลัวจนยอมเลี่ยงอาหารบางอย่าง ยอมตรวจสุขภาพปีละครั้งหรือมากกว่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน…กลับหายใจและใช้ชีวิตท่ามกลางฝุ่น PM2.5 โดยไม่ใส่หน้ากาก!!


ทั้งที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ฝุ่นชนิดนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ “สารก่อมะเร็ง กลุ่มที่ 1” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นอันตราย เช่น ปรอท แคดเมียม สารหนู และสารไฮโดรคาร์บอนชนิดโพลีไซคลิก (PAHs) ซึ่งเป็นสาเหตุของ “โรคมะเร็งปอด” และปัญหาสุขภาพอื่นๆ

 

“สารก่อมะเร็ง” ในกลุ่มที่ 1 คืออะไร น่ากลัวแค่ไหน?

สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ของ IARC (สำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ) คือสารที่มีหลักฐานเพียงพอว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้จริง ซึ่งรวมถึงสิ่งต่างๆ เช่น บุหรี่, แอลกอฮอล์, สารอะฟลาทอกซิน, สารหนู, แร่ใยหิน (Asbestos), รังสี UV, ไวรัส HIV, และเนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น

 

ทว่า สำหรับคนไทยความย้อนแย้งนี้กำลังเกิดขึ้นทุกปี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝุ่น เพราะเรากลัวโรคปลายทาง แต่กลับไม่กลัว “ต้นเหตุ” ที่สะสมความเสี่ยงเงียบๆ ในร่างกาย

 

PM2.5 ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่ “ขึ้นสมอง” ได้

เมื่อพูดถึง PM2.5 หลายคนจะนึกถึงอาการไอ จาม แสบตา หรือหอบหืดกำเริบ แต่แพทย์และงานวิจัยต่างประเทศกำลังบอกเราว่าฝุ่นพิษชนิดนี้อันตรายกว่านั้นมาก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าอนุภาค PM2.5 มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 20–30 เท่า เล็กพอที่จะเดินทางเข้าไปถึง “สมอง” ได้

นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยาศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิมุต

นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยาศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่าฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่สมองได้ สองเส้นทางหลัก เส้นทางแรก คือ “ผ่านปอด”เมื่อเราหายใจเข้า ฝุ่นจะลงสู่ถุงลม ซึมเข้าสู่กระแสเลือด และถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้เลือดหล่อเลี้ยงมากที่สุด

เส้นทางที่สอง คือ “ผ่านจมูกโดยตรง” ฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory nerve) และเข้าสู่สมองได้โดยไม่ต้องผ่านระบบเลือด เมื่อฝุ่นพิษไปถึงสมอง จะกระตุ้นการอักเสบและภาวะเครียดระดับเซลล์ ทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ซึ่งส่งผลให้เซลล์ประสาทถูกทำลาย และโครงสร้างสมองเสื่อมลงอย่างช้า ๆ

 

จาก “สมองล้า” สู่ “อัลไซเมอร์ก่อนวัย”

ผลกระทบของ PM2.5 มักไม่รุนแรงทันทีในระยะสั้นอาจเริ่มจากอาการที่หลายคนมองข้าม เช่น

  • สมองล้า คิดไม่โล่ง
  • สมาธิลดลง
  • ปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบ
  • ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

แต่ นพ.ภีมณพัชญ์ เตือนว่าหากปล่อยให้สมองรับฝุ่นอย่างต่อเนื่องการอักเสบเรื้อรังจะเร่งให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น เกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน จากที่เคยพบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40–50 ปี

ขณะเดียวกัน เด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือในช่วงที่สมองกำลังพัฒนาอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติก (ASD) สูงขึ้นด้วย

 

ค่าฝุ่นแค่ไหน…ที่สมองเริ่มไม่ปลอดภัย

ปัญหาของ PM2.5 คือ เราไม่สามารถประเมินมันด้วยตาเปล่า อากาศดูปกติ แต่สมองอาจกำลังถูกทำร้าย แพทย์แนะนำให้ติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะค่า AQI และค่า PM2.5

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
กลับพบค่าฝุ่นสูงกว่า 50 ไมโครกรัมฯ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นระดับที่ส่งผลต่อสมองอย่างชัดเจน

 

ปรับไลฟ์สไตล์วันนี้ เพื่อสมองที่แข็งแรงในอนาคต

แม้เราจะไม่สามารถเลี่ยง PM2.5 ได้ทั้งหมด แต่สามารถ “ลดความเสี่ยง” ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ

  • เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง
  • หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ควรสวมหน้ากาก N95
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ภายในบ้าน
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ วิตามิน C และ E ปลาโอเมก้า 3
  • ลดอาหารแปรรูป งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเลือกออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อฟื้นฟูสมองอย่างเต็มที่

 

เพราะการ “ไม่ใส่แมสก์” อาจไม่เจ็บวันนี้ แต่ส่งผลในอีกหลายปี

เรากลัวมะเร็ง…ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ เรากำลังใช้ชีวิตท่ามกลางปัจจัยก่อมะเร็งระดับโลก โดยไม่รู้สึกกลัวเท่าที่ควร PM2.5 ไม่ได้ทำให้เราล้มทันที แต่มันค่อย ๆ บ่อนทำลายปอด สมอง และเซลล์ของเราในทุกลมหายใจ และบางครั้ง การป้องกันที่ดีที่สุดอาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่าง การใส่หน้ากากในวันที่ฝุ่นหนา เพื่อให้สมองของเรายังแข็งแรงไปได้อีกนาน

ABOUT THE AUTHOR
HBKK

HBKK

Live Every Day

ALL POSTS