Wonderfruit โลกจำลองที่ยั่งยืนในดีเอ็นเอ
Wonderfruit เทศกาลวัฒนธรรม-ดนตรีที่เติบโตสู่โลกจำลองแห่งความยั่งยืน ผสาน Mind–Nature–Sound และการออกแบบเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
หลายคนเรียก Wonderfruit ว่าเทศกาลดนตรี ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ แต่สำหรับ “พีท พรประภา” ผู้ให้กำเนิด Wonderfruit เรียกว่าเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม หรือ cultural platform ที่มีความยั่งยืนเป็นแกนหลัก เป็นความยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดจากความ “พยายาม” จะเป็น หรือถูกตีกรอบให้ทำตามกฎเกณฑ์ใด แต่เกิดจากสัญชาตญาณและความรู้สึกว่า “มันถูกต้องสำหรับเรา”
ยั่งยืนในดีเอ็นเอ
เมื่อถูกถามว่าทำไม Wonderfruit จึงเลือกเดินในเส้นทางแห่งความยั่งยืนมาตั้งแต่ก่อนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนจะมาเป็นเทรนด์ในปัจจุบัน พีทตอบทันทีว่า
“ความยั่งยืน ไม่ควรเป็นเทรนด์นะ ถ้าเราคิดถึงความยั่งยืนจริง ๆ เราต้องยั่งยืนด้วยหลายอย่างนะ ทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย ทั้งสิ่งที่เราสัมผัส ทั้งสังคม”
และนี่คือแนวคิดที่นำแนวทางการพัฒนาเทศกาลดนตรี ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ Wonderfruit มาจนถึงปีที่ 10 และทำให้ชาว Wonderer หรือคนที่เคยไปร่วมงานเรียก Wonderfruit ว่า เป็น “โลกจำลอง” ใบหนึ่งซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากทั่วโลกได้หยุดชีวิตที่เร่งรีบข้างนอก และก้าวเข้ามาเฉลิมฉลองวัฒนธรรม ค้นหาจิตวิญญาณ (Mind) เรียนรู้จากธรรมชาติ (Nature) และเสียง (Sound) ตามคอนเซ็ปต์ของงาน และทำให้ Wonderfruit เติบโตจากที่มีผู้เข้าร่วมงานเพียงพันกว่าคนในปีแรก มาเป็นเกือบ 3 หมื่นคนจากทั่วโลก ยังไม่นับรวมศิลปิน และคนที่มาร่วมจัดเวิร์คช็อป ร้านอาหาร และกิจกรรมต่างๆ
ยั่งยืนสไตล์วันเดอร์ฟรุต
สำหรับคนภายนอก สิ่งที่เห็นและสัมผัสในเทศกาลนี้ได้อย่างแรกคือ ในงานนี้ไม่มีการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทุกคนต้องพกแก้วหรือขวดน้ำและภาชนะต่างๆ มาเอง มีการแยกขยะจริงจัง มีการปลูกป่า ซึ่งเป็น “ความยั่งยืน” ชั้นแรกที่คนทั่วไปรู้จัก
แต่ลึกลงไปกว่านั้น ความยั่งยืนฝังรากอยู่ในแนวทางหลักของงาน คือ การเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เปิดให้ผู้คนได้เข้ามาสำรวจและค้นหา Mind, Nature, Sound ที่เชื่อมโยงกัน ผ่านกิจกรรมมากมายที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้คนได้ค้นหาแรงบันดาลใจที่จะนำไปสู่ความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และการพัฒนาทั้งจิตใจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้หมายถึงแค่ธรรมชาติ
เทศกาล Wonderfruit สร้างความยั่งยืนผ่าน 3 องค์ประกอบคือ การสร้าง การจัดโปรแกรมในงาน และการเล่าเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่าใน The Fields ซึ่งเป็นที่จัดงาน มีการสร้างอาคาร และพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ชาว Wonderer จะได้พบกับสถาปัตยกรรมใหม่คือ Baan Bardo บ้านบาโด ที่นำชาว Wonderer มาสัมผัสกับสุขภาพดีทั้งกายใจ ผ่านกิจกรรมมากมาย เช่น การใช้เสียงช่วยฟื้นฟูจิตและกาย การนำธรรมะมาตีความและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการแสดงที่ทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้นและนำมาเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตได้ เป็นต้น
ส่วนในการจัดโปรแกรมภายในงานนี้ มีความหลากหลายทั้งความบันเทิงจากการแสดงหลากรูปแบบ ดนตรีทุกแนวรวมถึงหมอลำที่เร้าใจจนกลายเป็นเวทียอดนิยมของชาว Wonderer จากทั่วโลก ความผ่อนคลายจากเวิร์คช็อปต่างๆ หรือแค่นั่งเฉยๆ ดูคน ชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ การเติมพลังและแรงบันดาลใจจากการพบปะผู้คนหรือสิ่งใหม่หรือการมองย้อนกลับเข้ามาในตัวของเราเอง ความอร่อยจากอาหารหลากหลายประเภททั้งที่เชฟดังเป็นผู้รังสรรค์และจานเด็ดแบบบ้านๆ งานศิลปะหลากรูปแบบในจุดต่าง ๆ ที่ให้คนได้สัมผัสใกล้ชิด เวิร์คช็อปน่าสนใจ ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นวัฒนธรรม
องค์ประกอบสุดท้ายคือการเล่าเรื่อง ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเส้นทางใหม่ที่นำความยั่งยืนสไตล์ Wonderfruit ออกไปนอกโลกจำลองหรือพื้นที่ทางวัฒนธรรมนี้
ส่งเสียงสู่ภายนอก
พีทบอกเล่าถึงความตั้งใจว่า “เราต้องการขยายความยั่งยืนออกไป ไม่ต้องรอจนถึงช่วงมีเทศกาล Wonderfruit ก็สามารถสัมผัสกับมันได้”
Wonderfruit จึงเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมที่มีรายงานประจำปี ที่รวบรวมความก้าวหน้าของงาน สิ่งที่เกิดขึ้น และแนวคิดต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแต่ละก้าวย่าง
และในปีนี้ ได้มีการริเริ่มพอดคาสต์ The Pineapple Eyes Podcast รายการทาง YouTube ที่ชวนพันธมิตร ศิลปินที่มีแนวคิดเดียวกันมาพูดคุย มาร่วมกันมองโลกในหลากหลายมิติ เหมือนตาสับประรดจำนวนมากที่ช่วยกันมองโลกได้รอบด้านยิ่งขึ้น ใช้เทคนิคของการเล่าเรื่องหรือ Story Telling สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพื่อนำพาแนวคิดเรื่องความยั่งยืนสไตล์ Wonderfruit ออกไปภายนอกพื้นที่โลกจำลองแห่งนี้
กฎแห่งแรงดึงดูด
การเติบโตของเทศกาลดนตรี และศิลปะ Wonderfruit เป็นไปแบบธรรมชาติ ความหลากหลายของกิจกรรม สถาปัตยกรรม งานศิลปะที่เกิดขึ้นใน Wonderfruit ไม่ได้มาจากการกำหนดกรอบหรือหลักเกณฑ์ใดๆ ว่าจะต้องคัดเลือกพันธมิตรแบบไหน ต้องเป็นงานอาร์ตแบบไหน ดนตรีแบบไหน ซึ่งพีทบอกว่า ไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรเลย แต่จากการทำงานกับคนที่มีแนวคิดเดียวกันมาตลอด จะมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดคนที่คิดคล้ายกันให้เข้ามาร่วมงานและขยายวงออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ
กฎแห่งแรงดึงดูดนี่เอง ที่ทำให้พื้นที่ทางวัฒนธรรมแห่งนี้ให้น่าสนใจมากขึ้น มีการทดลองโปรเจคใหม่ๆ ที่สร้างความสุนทรีย์เพิ่มขึ้นทุกปี เราจึงได้เห็นนักดนตรีระดับโลกเดินชนไหล่กับวงหมอลำ พระมานั่งถกแนวคิดกับศิลปินและนักวิจัย เชฟไทยและต่างชาติปรุงอาหารข้างๆ กัน แบรนด์ดังด้านไลฟ์สไตล์มากมายที่รังสรรค์ผลงานพิเศษร่วมกับ Wonderfruit ศิลปินที่สร้างสรรค์งานอาร์ตชิ้นพิเศษที่สร้างสีสันให้กับงานและชวนให้คนเรียนรู้สิ่งใหม่จากกระบวนการสร้างงานอาร์ต ซึ่งการเรียนรู้ในหลากมิตินี่เองที่เป็นรากฐานของความยั่งยืน
ความยั่งยืนคือการเรียนรู้
ทุกวันนี้ Wonderfruit เป็นเสมือนหมู่บ้านจำลองที่สะท้อนให้เห็นว่าในโลกของความจริง องค์ประกอบของสังคมแต่ละส่วนมีการเชื่อมโยงกันในหลายระดับ เหมือนจิ๊กซอว์จำนวนมากที่ต้องนำมาเรียงต่อกันให้เป็นภาพที่สมบูรณ์ ไม่มีจิ๊กซอว์ตัวไหนที่อยู่ได้และสมบูรณ์ในตัวเอง
“เราต้องสร้างความสมดุลสำหรับทุกองค์ประกอบ ไม่งั้นก็ไม่ใช่ความยั่งยืนจริงๆ นี่เป็นสิ่งที่เรายังเรียนรู้อยู่และพยายามจะเข้าใจ”
ถึงแม้จิ๊กซอว์ที่สร้างความสมดุลจะมีมากมาย และมีการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความตั้งใจที่จะให้ Wonderfruit เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงคน จิตวิญญาณ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเข้าหากัน
“ตอนเริ่มคิด ตอนเริ่มวันแรก ผมยังจำได้เลยนะ แล้วความรู้สึกนั้นจริง ๆ ก็ยังอยู่กับผม มันอาจจะแข็งแรงขึ้นด้วย ผมรู้อย่างเดียวว่าผมตั้งใจทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับคน มีความน่าสนใจและค่อนข้างสนุก ทำให้เราเรียนรู้ในวิธีนั้นได้ทั้งภายในทั้งภายนอก ผมจำได้เลยว่านั่นคือสิ่งที่อยากทำ แต่ว่าวิธีที่ทำให้มันเกิดขึ้นน่ะ ผมเดาไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้อยากทำในวิธีที่ไปเอาฝรั่งมาคิดอย่างนั้นอย่างนี้ให้ แต่ทำในสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันมันถูกต้องสำหรับเราแล้วกัน”
#Wonderfruit #WonderfruitFestival #เทศกาลดนตรี #เทศกาลศิลปะ #ยั่งยืน
