HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ชมวังแฟนซีและปราสาทสวยในเทพนิยายที่ "ซินทรา"
by ณัฐฤดี พลาลิขิต
11 มิ.ย. 2561, 22:18
  654 views

โปรตุเกสไม่ได้มีดีแค่ขนมหวาน จากลิสบอนไปไม่ไกลคือ "ซินทรา" เมืองสวยราวกับเทพนิยาย แหล่งรวมสถาปัตยกรรมแบบมิกซ์แอนด์แมทช์ที่น่าประทับใจไม่แพ้เมืองไหนในยุโรป

        ซินทราเป็นเมืองชวนฝันที่จะพาคุณหลุดไปอยู่โลกแห่งเทพนิยาย เป็นเมืองเก่ามรดกโลกที่น่ารัก มีพระราชวัง บ้านพักตากอากาศและสวนสวยๆ ทั่วทั้งเมือง ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือพระราชวังเปนญาบนยอดเขาสุดแฟนตาซี และปราสาทเก่าแก่มัวร์อายุกว่าพันปี จำได้ว่าเคยได้ยินชื่อซินทราครั้งแรกจาก จากหนังสือเรื่อง ดื่มดินกินแดด ของ คุณจักกาย ศิริบุตร ศิลปินเท็กซ์ไทล์แถวหน้าของเมืองไทย นั่นก็อาจจะร่วม 20 ปีที่แล้ว แต่ชื่อนี้ฝังอยู่ในใจให้อยากมาเห็นโปรตุเกสและซินทรา

        ซินทราเป็นเมืองสุดโปรดของทั้งนักท่องเที่ยวต่างถิ่นและชาวโปรตุเกส ด้วยระยะทางเพียงแค่ 30 กม.จากเมืองหลวงลิสบอน ซินทราจึงเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวเช้ากลับเย็น แต่เราขอค้างสองคืนเลยเพื่อเที่ยวแบบเจาะลึก ทริปนี้เราเลือกที่จะเช่ารถเพราะอยากซอกแซกไปเมืองเล็กๆไปหมู่บ้านเล็กๆของโปรตุเกส ประกอบกับเรามีเจ้าตัวเล็กสี่ขวบมาด้วย จากสนามบินลิสบอน ขับรถบนฟรีเวย์ไปตามจีพีเอสสบายๆ ต่อเมื่อมาถึงซินทรา เริ่มเข้าเขตเมืองเก่า ถนนเริ่มเล็กๆ แคบๆ วนๆ ละ ฉันรู้สึกตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจมาก คุณสามีตื่นเต้นผสมเครียดกับการขับรถเข้าเมืองเก่า ซินทรา เป็นเมืองผู้ดีไฮโซมาโดยตลอด เป็นเมืองตากอากาศของกษัตริย์ ราชวงศ์ชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกินของโปรตุเกสมาตั้งแต่ศตวรรตที่ 12 ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เพราะอากาศดี มีอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าเขาและทะเล

        ทำเลที่ตั้งของเมืองซินทราสวยมากๆ ตั้งอยู่บนลาดเขา Serra de Sintra มีพระราชวัง (Palacio) บ้านพักตากอากาศ (Quinta/Villa) และสวนสวยกระจายตัวไปตามภูเขา มีป่าล้อมรอบ ต้นไม้เยอะเขียวชอุ่ม มีธารน้ำอยู่ข้างล่าง ตัวเมืองเก่าขนาดกะทัดรัดคึกคักน่าดู มีร้านรวงอยู่ตามตรอกซอกซอยขึ้นไปบนเนินเขา มีน้ำพุสวย ทั้งเมืองรู้สึกได้ถึงความชุ่มช่ำ เพอร์เฟคที่สุดเลย นี่แค่ขับผ่านๆหาทางไปโรงแรมนะเนี่ย โอย .....สวยไปทั้งเมือง

        วันรุ่งขึ้นเราเริ่มเที่ยวกันที่พระราชวังเปนญา (Palacio National de Pena) แลนด์มาร์คหรือจุดเริ่มต้นในการชมเมืองที่สะดวกสุดให้ไปเริ่มที่พระราชวังซินทรา (Palacio de Sintra) พระราชวังนี้โดดเด่นด้วยปล่องไฟโคนคู่สีขาวขนาดยักษ์ที่โดดเด่นอยู่สองอัน เห็นมาแต่ไกล จากพระราชวังเราขับเขา เป็นทางแคบวกเวียนและเป็นเลนเดียววันเวย์ ฉันบอกคนขับรถข้างตัวทันที ขับดีๆ ห้ามเลยเด็ดขาด ไม่งั้นต้องอ้อมกันอีกรอบ

        พระราชวังเปนญาเดิมเคยเป็นโบสถ์และสำนักสงฆ์มาก่อนในช่วงศตวรรตที่ 15 แต่ต่อมาถูกทิ้งร้างไปเนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ลิสบอนในปี ค.ศ.1755 และกระเทือนมาถึงที่นี่ จากนั้นในปี 1838 เจ้าชายเฟอร์ดินาน (Ferdinand) แห่ง ตระกูล Sax Coburg-Gotha จากเยอรมัน ซึ่งมาแต่งงานกับ Queen Maria II จึงเป็นพระราชสวามี (King Consort) มาพบที่นี่และถูกใจชอบทำเลมากเลยเหมาซื้อที่หมดเลย ทั้งตัวโบสถ์เดิม สวนโดยรอบและ ยาวลงไปถึงปราสาทมัวร์ที่อยู่ด้านข้างล่าง จากนั้นจินตนาการสร้างปราสาทเทพนิยายก็เริ่มขึ้น โดยจ้างสถาปนิกชาวปรัสเซีย Ludwig von Eschwege เป็นผู้ออกแบบและเริ่มสร้างในปี 1842  เจ้าชายเฟอร์ดินานเป็นเจ้าชายอารมณ์ศิลป์ ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชายศิลปิน มีความรู้ศิลปะรอบด้าน เป็นกำลังสำคัญและได้มีส่วนร่วมในการออกแบบพระราชวังอย่างใกล้ชิด

        คุณจักกายพูดถึงตั้งชื่อตอนเรื่องที่ซินทราว่า ปราสาทประสาท จริงๆคิดว่าคุณจักกายไม่ได้หมายถึงพระราชวังนี้โดยเฉพาะหรอกนะ แต่เราชวนให้นึกเห็นจริงเมื่อเห็นแว่บแรก พระราชวังนี้สวยแปลกแฟนตาซี เป็นส่วนผสมของสถาปัตยกรรมหลากหลายทั้ง Neo Gothic Neo Manualine (สถาปัตยกรรมที่คิดค้นในสมัยกษัตริย์ Manuel ที่ 1 ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบกอธิคตีความในแบบฉบับของปอร์ตูกีส ที่โดดเด่นคือการใช้ลายเชือกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาตินักเดินเรืออย่างโปรตุเกส) และ Neo Islamic และเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมในยุคโรแมนติกของโปรตุเกส เป็นวังสีลูกกวาด

       ปราสาทเทพนิยายดิสนีย์สุดๆ ฉันทึ่งและชอบ คนสร้างมีจินตนาการบรรเจิดจริงๆ เราเดินเข้าผ่านประตูโค้ง Entrance Arch มีลวดลายสะดุดตา ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าปราสาทดิสนีย์ ด้วยบนประตูมีป้อมเหลืองและไอซิ่งหน้าเค้กสีขาวอยู่ด้านบน มีสัญลักษณ์ตราประจำตระกูล (Coat of Arms) อยู่ด้วยกันหลายอัน เมื่อผ่านเข้าไปก็มีอีกหลายป้อม สาวน้อยของเราเริ่มตื่นเต้นว่าเรามาถึงปราสาทแล้วก็วิ่งเล่นขึ้นตามป้อมเหล่านั้น ที่เห็นโดดเด่นแบบอือหือคือซุ้มประตู The Arch of the Triton ที่เหนือประตูเป็นงานประติมากรรมปูนปั้นฝีมือล้ำเลิศเป็นรูปปิศาจจากท้องทะเลครึ่งคนครึ่งปลา (Triton) โผล่มาจากเปลือกหอยยักษ์ ซึ่งเปรียบเสมือนการเกิด เนื่องจากโปรตุเกสเป็นชาตินักเดินเรือเก่า การตกแต่งของเขาจึงเป็นธีมทะเลและการเดินเรือ ปูนปั้นปะการังรอบประตู และเปลือกหอยดูราวกับโผล่มาจากมหาสมุทรเลยทีเดียว

        ด้านนอกของตึกส่วนนี้เป็นกระเบื้องลายเรขาคณิต Geometric ตามแบบฉบับของแขกมัวร์ เมื่อดูโดยรวมออกเป็นสีม่วงกะปิ เพิ่มอีกสีหนึ่งให้กับพระราชวัง ตอนนี้สาวน้อยของเราดูจะตื่นเต้นและจินตนาการไปว่าตนเป็นเป็นเจ้าหญิงของพระราชวังแห่งนี้หรือกระไร เธอเที่ยวเล่นสำรวจ วิ่งขึ้นลงบันไดซึ่งครั้งหนึ่งก็มีราชินีเจ้าหญิงขึ้นลง และยังไปเคาะประตูสวยๆบานต่างๆที่ปิดล็อคอยู่ ขออย่าให้ใครเปิดออกมารับนะคะ

        เราเดินต่อไปถึงระเบียงด้านบนซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเมือง มองลงไปเป็นสวนและป่าเขียวชอุ่มล้อมรอบ เห็นเมืองซินทรา และไกลไปกว่านั้นคือมหาสมุทรแอตแลนติค ฉันคิดในใจ โอ้โฮ นี่มัน ฮวงจุ้ยชั้นยอดเลยนะ เดินเล่นจนอิ่มข้างนอกก็เข้าไปดูภายในพระราชวังกัน เราไม่มีโอกาสที่จะชื่นชนมากนักเพราะคนแน่นมากจนต้องไหลไปตามคน ส่วนดั้งเดิมของพระราชวังคือโบสถ์เก่าศตวรรษที่ 16 ที่ยังมีแท่นบูชาและกระเบื้องฝาผนังของเดิมงดงามมาก และมีระเบียงที่อยู่ตรงกลาง (Cloister) ห้องที่โดดเด่นเห็นจะเป็น Arab Room ที่มีการตกแต่งที่เรียกว่า trompe-l’oeil frescoes หรือเป็นการลวงตาเพื่อให้ภาพหรือห้องดูมีมิติ หลังคาโค้งแคบแบบกอธิค มีส่วนที่รับน้ำหนักที่เชื่อมโยงกันคล้ายรูปดาว (Lierne vaults ) ห้องโดยรวมมีขนาดไม่ใหญ่มโหฬารหรือฟู่ฟ่าอลังเหมือนวังของฝรั่งเศส หากแต่การตกแต่งละเมียดละไมมีฝีมือ ชวนให้สวยพิศไปซะทุกอย่าง น่าจะเหมือนกับประเทศโปรตุเกสและเมืองซินทราที่ขนาดเล็กๆกะทัดรัดแต่อัดแน่นไปด้วยเสน่ห์

        จบการชมพระราชวัง มาพักเหนื่อยกันที่คาเฟ่ ระหว่างนั่งปล่อยอารมณ์ก็ให้จินตนาการย้อนกลับไปถึงสมัยนั้นว่าจะหรูหราฟู่ฟ่ากับพระราชวังฤดูร้อนในฝันขนาดไหน แต่ก็ชีวิตนะ ราชินีมาเรียที่ 2 สวรรคตในปี 1853 จากการคลอดลูกคนที่ 11 หลังจากนั้น 16 ปี  Dom Ferdinand ก็แต่งงานใหม่กับ Elisa Hensler นักร้องโอเปร่า ซึ่งต่อมาเป็น Countess of Edla  มีกษัตริย์ต่อมาอีกหลายพระองค์ที่ได้พำนักที่พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ องค์สุดท้ายคือกษัตริย์มานูเอลที่ 2 (King Manuel II) ก่อนที่โปรตุเกสจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐในปี 1910 ถึงเวลาร่ำลาพระราชวังแฟนตาซีแห่งนี้แล้ว เดินผ่านสวนสวยของพระราชวัง (Pena Park) ที่เราขอเก็บไว้คราวหน้า

        เดินลงเขามาตามทางรถไม่นานก็ถึงทางเข้าป้อมปราการมัวร์ (Castelo dos Mouros) แขกมัวร์ (Moorish)เป็นแขกอาหรับที่แผ่ขยายอิทธิพลมาจนถึงแอฟริกาตอนเหนือ และแผ่ขยายดินแดนมาถึงยุโรปตอนใต้บริเวณคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งคือสเปนแถบอันดาลูเซีย (Andalusia) และโปรตุเกส สเปนกับโปรตุเกสต้องต่อสู้กับแขกมัวร์มาโดยตลอด ซึ่งเราก็ได้เห็นอิทธิพลของแขกมัวร์ในสถาปัตยกรรมต่างๆ หลังจากที่สเปนและโปรตุเกสขับไล่แขกมัวร์ออกไปได้ ก็ต่อสู้กันเองอีกเผื่อรักษาดินแดนของแต่ละคน มาที่ปราสาทมัวร์เหมือนมาเดินเทรลไนป่า ฉันประทับใจตั้งแต่ทางเข้าที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ตลอดสองทางเป็นธรรมชาติสดชื่นมาก มองลอดกิ่งไม้ไปยังเห็นปราสาทเปนญาบนยอดเขา เด็กน้อยของเราร่าเริงขึ้นมาทันตาเห็นราวกับลูกหมาน้อยได้ออกไปวิ่งเล่นในทุ่งกว้าง วิ่งนำหน้าไปจนเราตามไม่ทัน

        ที่นี่ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นปราสาทแต่วัตถุประสงค์หลักคือเป็นป้อมปราการของแขกมัวร์เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกคริสเตียน แขกมัวร์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในแถบนี้ในช่วงคริสตศตวรรตที่ 8-9 และได้สร้างป้อมปราการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวป้องกันผู้คนที่อาศัยและทำการเกษตรอยู่ภายใน โดยได้สร้างกำแพงหินตลอดแนวสันเขา ที่นี่จึงเป็นชัยภูมิที่เป็นจุกยุทธศาสตร์สำคัญบนภูเขาเหนือเมืองซินทรา จากข้างสามารถมองเห็นเมืองได้ทั้งเมือง รวมถึงป้องกันลิสบอนซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วย

        การสู้รบกันระหว่างพวกแขกมัวร์และโปรตุเกสมีเรื่อยมา ผลัดเปลี่ยนมือกันครอบครองบริเวณนี้ จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 11 สงครามเพื่อพิชิตดินแดนคืนจากมุสลิมของชาวคริสเตียนหรือที่เรียกกันว่า Reconquista ได้เริ่มขึ้น ในที่สุดในปีค.ศ.1147กษัตริย์ของโปรตุเกส อฟอนโซ เฮนริก (Afonso Henrique) สามารถยึดป้อมปราการได้ ซึ่งนับเป็นชัยชนะที่สำคัญมาก เพราะด้วยชัยภูมิและความแข็งแรงของป้อมปราการ ยากมากที่จะพิชิต แต่หลังจากนั้นมา ความสำคัญของป้อมปราการนี้ก็ลดลง เนื่องจากบ้านเมืองสงบสุขไม่มีการสู้รบ

         เราเดินกึ่งวิ่งตามเด็กน้อยที่วิ่งนำหน้าเราไปตัวเล็กของเราชอบที่นี่เป็นพิเศษ เหมือนเธอได้ไปปีนเขา ซึ่งก็ใช่ เราเดินขึ้นเขาทั้งลูกเลย นำลิ่วทั้งปีน วิ่ง กระโดดขึ้นเขาตลอดทาง  เดินมากันเรื่อยๆ จนเห็นเริ่มมองเห็นแนวกำแพงหินชั้นนอกสูงใหญ่ตั้งตระหง่านเหนือยอดไม้ ความตื่นเต้นเริ่มพุ่งบริเวณนั้นมีซากโบสถ์เก่า Church of St. Pedro de Cannaferrim สร้างขึ้นเมื่อศตวรรตที่12 หลังจากที่กษัตริย์อฟอนโฟยึดป้อมปราการ และยังมี Tomb of the unknown เป็นซากกระดูกที่ไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายแขกมัวร์หรือคริสเตียนมารวมกันไว้ที่นี่ เราผ่านประตูหินโค้งเข้าไปด้านหน้าเป็นอาคารกว้างโปร่งดีไซน์เก๋โมเดิร์นดูตัดกับซากปรักหักผังพันปีรอบข้าง แต่ก็ดูเข้ากันอย่างที่สุด โปรตุเกสเดิ้นและติสต์ในเรื่องการดีไซน์ไม่แพ้สเปนเลยทีเดียว ในนี้มี คาเฟ่ กิฟต์ช็อป ห้องฉายสไลด์และวิดีโอเกี่ยวกับความเป็นมาของปราสาท  ขอไปเดินเที่ยวรอบๆก่อนนะ เดี๋ยวมา

         เราเดินไปถึงจตุรัสลานกว้าง (Arms Sqaure) เป็นที่ชุมนุมไพร่พล ป้อมปราการนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายร้อยปี จนกระทั่ง เจ้าชายเฟอร์ดินานมาสร้างพระราชวังเปนญาบนเขาและได้บูรณะที่นี่ด้วย นัยว่าจะได้สวยไปทั้งบล็อก เพราะจากพระราชวังมองลงมาก็เห็นที่นี่ด้วย จะได้งามตาไปทุกสรรพสิ่ง แต่เจ้าชายก็บูรณะเอียงไปตามใจที่เธออยากคือบูรณะให้ออกจะเป็นสวนแนวโรแมนติก ซึ่งนักโบราณคดีก็บ่นนิดนึงว่าการบูรณะของเจ้าชายทำให้การทำงานด้านขุดค้นยากขึ้นไปอีก จากจตุรัสนี้คือแนวกำแพงด้านนอกที่สร้างยาวตลอดสันเขา เราอเมซิ่งมากกับกำแพงยาวนี้ คือสร้างได้ไงน่ะ เมื่อกว่าพันปีที่แล้ว ทุกอย่างเป็นหินสกัดทั้งหมด มิน่าเขาถึงกล่าวกันว่าแขกมัวร์เป็นชาติที่สร้างป้อมปราการได้เก่งที่สุดในโลก จากนี้เราเดินไปทางขวาเพื่อมุ่งไปสู่ส่วนที่เป็นป้อมที่มั่น (Castle Keep) ซึ่งเป็นป้อมหอคอยทรงกลมสูงเป็นที่มั่นที่แข็งแรงสุดท้าย เป็นอยู่ของระดับหัวหน้าพลเรือนหรือสงฆ์

       ตอนนี้เราเริ่มเดินอยู่บนตัวกำแพงกันแล้ว มองลงไปเห็นป่าเขียวชอุ่มและตัวเมืองซินทราด้านล่าง จากนั้นเราเดินย้อนกลับมาเพื่อไปชมอีกด้านหนึ่ง เราเดินมาถึงประตูผู้ทรยศ (Door of the Betrayal) เป็นประตูลับที่จะออกไปด้านนอกกำแพงและเผื่อไว้เป็นทางหนีที่ไล่หากศัตรูบุกจู่โจมมาได้ถึงภายใน และก็แน่นอนถ้าออกได้ก็ต้องเข้าได้ถ้ามีผู้ทรยศเปิดประตูนี้ให้ศัตรูเข้ามา พาลให้จินตนาการกลับไปถึงยุคพันกว่าปีที่แล้วเลย จากนี้เริ่มมีการปีนป่ายขึ้นบันไดเพื่อไปยัง วิวพอยต์ไฮไลท์ห้ามพลาด Royal Tower ตรงนี้เป็นจุดชมวิวชั้นยอด มองไปเห็นพระราชวังเปนญา ที่อยู่อีกยอดเขานึงได้อย่างชัดเจน จุดนี้จึงเป็นที่โปรดสุดของเจ้าชายเฟอร์ดินาน จากตรงนี้มองเห็นป่าเขียวชอุ่มของภูเขาซินทรา เมื่อมองดีๆเราจะเห็นสิ่งก่อสร้างชื่อหรูๆทั้งหลาย Palacio Quinta Mansion Villa Chalet กระจายตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้สวนสวยบนภูเขาด้านล่าง ที่ทอดตัวยาวไปจรดมหาสมุทรแอตแลนติก เฮ้อ เมืองนี้หลุดมาจากเทพนิยายจริงๆ

        จากนั้นเราเริ่มเดินลง มีจุดชมวิวที่มองเห็นกำแพงที่ทอดยาวตามสันเขา เดินลงเรื่อยมาถึงอาคารด้านหน้าที่เราติดเอาไว้ ได้เวลาพักเหนื่อยกันละ  เข้าไปนั่งชมวีดีโอความเป็นมา ได้ความรู้เลยที่เดียว เดินดูกันถ้วนทั่วจึงเห็นว่าตรงนี้เคยเป็นคอกม้าเก่าและยังมีบ่อน้ำและระบบชลประทานผันน้ำแจกจ่ายน้ำ (Cistern) อยู่ลึกลงไปด้านล่างน่าทึ่งทีเดียว

         จบวันด้วยความประทับใจมาก กลับที่พักเอาแรงที่ Quinta de Sao Tadeu เป็นBed and Breakfast  ที่ดัดแปลงมาจากบ้านเก่าบรรยากาศสุดคลาสสิกที่อยู่ในครอบครัวของเจ้าของคือป้าอนา (Ana) มากว่า150 ปี ป้าอนาบอกเราว่าซินทราและเมืองรอบๆมีที่เที่ยวเยอะมากๆๆ ถ้าจะเที่ยวให้ทั่วต้องอยู่ซักอาทิตย์นึง แล้วเราจะกลับมานะ

        ข้อมูลการเดินทาง

  • ซินทราอยู่ห่างจากลิสบอนประมาณ 30 กม. เดินทางด้วยรถไฟจาก Rossio Train Station ค่าตั๋ว 4.30 ยูโร หรือเช่ารถยนต์ขับมาก็สะดวก แต่ถนนในเมืองเก่าซินทราแคบและหาที่จอดรถยาก
  • พระราชวังเปนญา จากทางเข้าต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 500 เมตรก็จะถึงตัวพระราชวังแต่ทางขึ้นชันทีเดียว แนะนำให้ใช้บริการ Shuttle (3 ยูโร) แล้วขากลับค่อยเดินลง
  • สามารถใช้ซินทราเป็น Base ในการเที่ยวแทนลิสบอนได้ เมืองใกล้เคียงที่น่าสนใจคือ Obidos เป็นเมืองเก่าน่ารัก และกลุ่มเมืองมรดกโลก Alcobasca Batalha Tomar และเมือง Fatima ซึ่งมีโบสถ์แม่พระฟาติมา
  • ถ้าอยากทานซีฟู้ดสดๆ ราคาไม่แพง ได้บรรยากาศริมทะเล ขับรถหรือเรียก Uber ไปเมืองชายทะเล เช่น Ericaria Calores

 

STORY AND PHOTO BY ณัฐฤดี พลาลิขิต

ABOUT THE AUTHOR
ณัฐฤดี พลาลิขิต

ณัฐฤดี พลาลิขิต

ปัจจุบันอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกากับสามีและลูกสาวจอมซน

ALL POSTS