HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ปั่นขาแข็ง จากเบลเยี่ยมถึงเนเธอร์แลนด์
by Arinya
21 มี.ค. 2561, 19:18
  1,190 views

ลองปั่นฝ่าความหนาวในยุโรปดูสักครั้ง จะโหดเหมือนปั่นแดดเผาไหม

        “จะลองปั่นไป Sluis ดูไหม” เจ้าถิ่นถามเราตอนที่เราแวะหลบฝนในร้านกาแฟในเมือง Damme ที่ห่างจากบรูจมาประมาณห้ากิโลเมตร เจ้าถิ่นที่ว่านี้ก็คือ Zilliah นักเขียนของเราที่กลายมาเป็นคนเมืองบรูจกว่ายี่สิบปีแล้ว

        เราได้แต่นึกในใจว่า “เอาวะ ไหนๆ มาถึงนี่แล้วลองดูสักตั้ง” ก็พ่อหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบอกว่าน่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วก็นึกในใจต่อว่า “แหม... ไม่อยากจะโม้เราก็ปั่นจักรยานมาไม่ใช่น้อย ปั่นข้ามเมืองตีนผีที่แดดเผาทะลุไปจนถึงผิวชั้นในสุดแบบกรุงเทพฯ หลายสิบกิโลเมตรเราก็ปั่นมาแล้ว เบลเยี่ยมจะสักแค่ไหนเชียว” ตกลงกันในเวลาไม่ถึงห้านาทีเจ้าถิ่นก็พาเราออกตัวปั่นมุ่งหน้าไปเมือง Sluis ในทันที

        ระหว่างทางที่ปั่นเจ้าถิ่นก็ทำหน้าที่เป็นไกด์จำเป็นเล่าประวัติความเป็นมาของเมืองที่เราจะไปนี้เป็นเมืองชายแดนของประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าเป็นเมืองที่คนเบลเยี่ยมนิยมเดินทางไปกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว เห็นชื่อเมืองสะกดเป็น Sluis อย่าไปออกเสียงแบบภาษาอังกฤษเชียว เพราะมันเป็นภาษาดัชต์และน่าจะเสียงยากนิดนึงสำหรับคนไทย เอาที่สะกดให้เป็นภาษาไทยได้ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็น “สเล้ยส์” (ออกเสียงเอสในตอนท้ายด้วยนะจ๊ะ)

 

     จะว่าไปแล้วเมืองนี้เป็นเมืองแห่งชนชั้นกลางแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะเมื่อหลายร้อยปีก่อนคนเบลเยี่ยมที่ต้องมีธุระปะปังมาที่ Sluis ก็เป็นพวกคนมีสตางค์ที่ไม่อยากจะเสียภาษีเลยต้องเดินทางข้ามประเทศเอาเงินมาฝากไว้ที่เนเธอร์แลนด์ ก็นั่งรถม้ามาแป๊บเดียว (เมื่อก่อนอาจจะเป็นวันแหละนะ) แต่ประหยัดเงินเสียภาษีไปตั้งหลายตังค์ แถมมาแล้วก็ถือว่ามาเที่ยวพักผ่อนไปด้วยในตัว เมืองชายแดนแห่งนี้เลยกลายเป็นเมืองกึ่งๆ ท่องเที่ยวมีร้านอาหารไว้รองรับนักท่องเที่ยวไปในตัว ก็คงถ้าจะเทียบกับบ้านเราก็คงคล้ายกับเมืองชายแดนแถวปอยเปต แม่สอด หรือหาดใหญ่ที่สมัยก่อนนักท่องเที่ยวต่างชาติชอบนั่งรถไปต่อวีซ่าแล้วกลับเข้ามาใช้ชีวิตอย่างราชาต่อในบ้านเรานั้นแล (แต่ตอนนี้หมดยุคนั่งรถตู้ไปต่อวีซ่าแบบนี้แล้วนะจ๊ะ ใครจะต่อวีซ่าต้องผ่านตม.เข้าทางสนามบินเท่านั้นนะจ๊ะ)

 

        จะว่าไปแล้วการเลี่ยงภาษีของคนมีฐานะนี่ก็ทำกันมาแต่นานนมแล้ว เพราะในขณะที่คนเบลเยี่ยมเอาเงินไปฝากที่เนเธอร์แลนด์ คนดัชต์ที่มีเงินถุงเงินถังก็ทำแบบเดียวกันด้วยการเอาเงินมาฝากที่เมือง Knokke ประเทศเบลเยี่ยมซึ่งเป็นเมืองชายทะเลที่หรูที่สุดแถบทะเลเหนือ ก็เป็นอันรู้กันว่าใครไปมาเมืองนี้เป็นคนรวยใช่ย่อย

        แต่ปัจจุบันประเทศในยุโรปรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรปแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเอาเงินไปฝากประเทศอื่นเพราะรัฐบาลก็ตามได้อยู่ดี (ยกเว้นธนาคารที่สวิสเซอร์แลนด์) เมืองชายแดนแห่งนี้เลยกลายเป็นที่ผู้คนขับรถมาพักผ่อน ช้อปปิ้ง แล้วกินมื้อกลางวันก่อนขับรถกลับบ้าน คล้ายๆ เวลาที่คนกรุงเทพฯ ขับรถไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาแล้วกินข้าวแถวแม่กลองก่อนกลับ หรือเที่ยววัดและกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยุธยาเมืองออเจ้านั่นแหล

         เส้นทางที่เราปั่นเป็นเส้นเลียบคลองชื่อ Damse vaart กว้างประมาณยี่สิบเมตร เป็นคลองที่ขุดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่เบลเยี่ยมยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ทำให้เส้นทางนี้ตรงดิ่งจากเมือง Damme ไปจนถึง Sluis เลยทีเดียว คลองนี้มีชื่อเล่นเรียกกันว่า “คลองนโปเลียน” เพราะนโปเลียนเป็นคนสั่งให้ขุดขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสรบกับฮอลแลนด์ เพื่อให้ทหารเดินทางและขนเสบียง แล้วมีสงคราม Waterloo ที่ฝรั่งเศสรบกับ ฮอลแลนด์และอังกฤษรวมกัน หลังจากที่นโปเลียนแพ้สงครามแล้วหนีไปอยู่เกาะ เบลเยี่ยมจึงตกไปเป็นของฮอลแลนด์แทนในเวลาต่อมา

       

       แม้ในศตวรรษที่ 21 คลองแห่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่การใช้เป็นเส้นทางเดินทางขนสินค้าเหมือนในอดีต แต่มันก็ไม่ได้แปลงร่างเป็นคลองส่งน้ำหรือท่อระบายน้ำเหมือนบ้านเรานะ ปัจจุบันนี้คลองยังสะอาดดีแม้ว่าจะตื้นเขินจนใช้สัญจรไม่ได้แล้วก็ตามที แต่คลองนี้ก็กลายเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งในฤดูหนาว (แต่ต้องให้ตำรวจลงไปสำรวจความแข็งแรงของน้ำแข็งเพื่อความปลอดภัย) และเป็นคลองที่ใช้แข่งว่ายน้ำในฤดูร้อนยาวห้ากิโลเมตรระหว่าง Damme ถึง Sluis

        เราปั่นไปบนถนนดินกรวดกว้างประมาณสามเมตรที่วิ่งคู่ขนานกับถนนสำหรับรถยนต์วิ่งเลียบคลองไป ชีวิตคนแถวนี้น่าอิจฉาตรงที่เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนใช้เดินทางจริงและออกกำลังกาย เดินเล่น หรือแม้แต่กลุ่มนักปั่นในชุดเต็มยศปั่นซ้อมกำลังขาโดยไม่ต้องขนจักรยานใส่ท้ายรถไปซ้อมที่สนามไหนๆ

        ขาไปเราแสนจะคึกคัก ปั่นจักรยานแม่บ้านเลียบคลองขุดตรงดิ่งจากบรูจไปจนถึง Sluis ไปแล้วก็ชมวิวท้องทุ่งไป ควักมือถือออกมาเก็บภาพเป็นระยะ

 

        ฟังดูเหมือนจะสวยแต่ลองนึกว่าที่โม้มาด้านบนนั้นคือการปั่นท่ามกลางอุณหภูมิ -4 องศาเอ๊ง ไม่หนาวไม่ร้อนมากแค่รู้สึกเหมือนขาจะแข็งทุกครั้งที่หยุดปั่น

         ไม่อยากจะโม้ (อีกแล้ว) ปั่นมาชิลล์ๆ 45 นาทีเราก็ปั่นข้ามมาประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว ในใจก็นึกตัดพ้อตาเจ้าของร้านกาแฟที่แอบขู่เราว่าใช้เวลาปั่นตั้งชั่วโมงนึง ขนาดมือสมัครเล่นแบบเรายังใช้เวลาน้อยกว่าที่บอกเลย จอดรถจักรยานหน้าร้านชีสที่เราหมายตาเอาไว้แล้วว่าต้องแวะซื้อก่อนกลับ เพราะเจ้าถิ่นบอกว่าร้านนี้มีชีสทรัฟเฟิลรสเด็ด แล้วเราก็เดินเล่นรอบๆ เมืองเล็กๆ นี้สักรอบก่อนจะหาอาหารมื้อเที่ยงกินกันตอนบ่ายสอง แล้วเราก็ตกลงเลือกร้านที่เสิร์ฟปลาค็อดเป็นเมนูประจำวันกินคู่กับไวน์ขาวสวยๆ กัน

        หลังกินข้าว เราก็เดินเลี้ยวไปมาเข้าไปสอยหนวดปลาหมึกยักษ์สำหรับมื้อเย็นสักหน่อย เพราะอาหารทะเลที่นี่ทั้งสดและราคาย่อมเยากว่าแถวตลาดในเมืองบรูจมาก แล้วก็ไปคว้าเอาชีสทรัฟเฟิลมาสามสี่ก้อนตามตั้งใจก็ถอยจักรยานออกจากที่จอดเลย เพราะไม่ได้ตั้งใจจะปั่นมาไกลขนาดนี้เลยลืมติดไฟหน้ากับไฟท้ายมา ประเทศแถบยุโรปโดยเฉพาะตอนเหนือมักมืดไวช่วงเข้าฤดูหนาว แค่บ่ายสี่โมงก็เริ่มจะโพล้เพล้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเวลาหกโมงเย็นที่มืดและสงัดราวกับสี่ทุ่มบ้านเรา ออกตัวปั่นกลับตามเส้นที่มาได้สักห้านาทีเรานึกถึงพ่อหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟขึ้นมาทันที่ว่าทำไมถึงได้บอกว่าน่าจะใช้เวลาปั่นสักชั่วโมง ก็ตอนขามาเนี่ยเราปั่นตามลม เห็นต้นไม้ลู่ลมเอียงเป็นทิวแถวสวยๆ มาทางเมือง Sluis ก็มัวแต่ถ่ายรูปเก๋ๆ ไม่ได้ฉุกคิดว่า ขากลับนี่เราต้องขี่ต้านลมเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตรท่ามกลางอากาศ -4 ในเวลาโพล้เพล้ที่แดดเริ่มหมดไปแล้วนี่คงหนาวและหนักพิลึก โชคยังดีที่หิมะไม่ตกลงมาในเย็นวันนั้น ไม่งั้นคงได้ทิ้งรถจักรยานไปยืนโบกรถกลับบ้านเป็นแน่เพราะเส้นนั้นไม่มีรถไฟผ่านจ้า

 

        ใครที่ปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ แล้วชอบบ่นว่าร้อนเกินจะปั่น ลองไปปั่นในเมืองหนาวในฤดูหนาวแล้วจะรู้ว่าบางทีความร้อนของกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่นรกขั้นสุด เพราะการปั่นในเมืองหนาวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าปั่นในเมืองร้อนเลย

        เอาเป็นว่าขากลับเราใช้เวลาไม่มากไม่น้อย แค่สองเท่าของขาไปเท่านั้นเอ๊ง ชั่วโมงครึ่งเราก็ปั่นขาลากกลับถึงบ้านในเมืองบรูจกันแล้ว

        ระหว่างทางกลับเจ้าถิ่นปั่นนำหน้าตัวปลิว พอถึงบ้านก็เข็นรถเข้าจอดในบ้านแสนจะชิลล์ราวกับเคยปั่นไปกลับแบบนี้สักสิบรอบแล้ว แต่ที่ไหนได้ความลับมาเผยตอนเดินเข้าบ้านนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจ้าถิ่นปั่นจักรยานไปเที่ยว Sluis เหมือนกัน เพราะปกติเขาจะขับรถไป แค่สิบหรือสิบห้านาทีก็ถึงแล้ว อ้าว... 

        แต่ปั่นจักรยานไปก็ได้บรรยากาศ (แบบทรหดๆ) ไปอีกแบบนะ 

 

ABOUT THE AUTHOR
Arinya

Arinya

คนที่ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวในบ้านตัวเองทุกวัน

ALL POSTS