Golden Fruits of Siam อรรถรสของ ‘ทองแห่งสยาม’ สวรรค์หน้าร้อนที่สายหวานยกให้หมดทั้งใจ
ท่ามกลางหมู่มวลร้านขนมและคาเฟ่เปิดใหม่ในกรุงเทพฯ “Kao Nom” คือหนึ่งในร้านที่หยิบ “ขนมไทย” มาตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจ โดยไม่ทิ้งรากของรสชาติและเรื่องราวดั้งเดิมเอาไว้ข้างหลัง

ชื่อของร้านมาจากคำว่า “ข้าว” และ “นม” สองวัตถุดิบสำคัญที่อยู่คู่ของหวานไทยมาอย่างยาวนาน และยังเป็นรากที่มาของคำว่า “ขนม” ที่คนไทยใช้เรียกของหวานกันมาหลายร้อยปี แนวคิดของร้านเริ่มต้นจากความตั้งใจในการออกเดินทางค้นหาข้าวสายพันธุ์พิเศษจากแหล่งปลูกทั่วประเทศ เพราะสำหรับที่นี่ “ข้าว” ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นที่ถูกส่งต่อผ่านรสชาติ กลิ่น และสัมผัสในทุกเมล็ด

บรรยากาศของร้านจึงไม่ได้มีแค่ความร่วมสมัยแบบคาเฟ่ขนมหวาน แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างละเมียดละไม ตั้งแต่วัตถุดิบพื้นถิ่น ไปจนถึงการออกแบบเมนูที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน
สิ่งที่ทำให้ Kao Nom แตกต่าง คือการมอง “ขนมไทย” ในฐานะศิลปะและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเพียงของหวานปิดท้ายมื้ออาหาร เรื่องราวของขนมไทยถูกเล่าผ่านยุคสมัย ตั้งแต่บันทึกใน “ไตรภูมิพระร่วง” สมัยสุโขทัย มาจนถึงยุคทองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ “ท้าวทองกีบม้า” นำเทคนิคและวัตถุดิบใหม่อย่างไข่แดงและไข่ขาวเข้ามาสร้างสีสันให้ขนมไทย ก่อนจะพัฒนาสู่ความประณีตแบบชาววังในยุครัตนโกสินทร์ ที่ปรากฏอยู่ใน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” ของรัชกาลที่ 2
แนวคิดทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อผ่านฝีมือของเชฟขนมชาวไทยที่เลือกใช้ข้าวคุณภาพจากหลายภูมิภาค ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด ข้าวบือกี และข้าวบือซากอ มาสร้างสรรค์เป็นเมนูขนมไทยร่วมสมัยที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิม แต่มีหน้าตาและรสสัมผัสที่ร่วมสมัยมากขึ้น
และในฤดูร้อนนี้ ทางร้านได้หยิบเอา “ผลไม้สีทองแห่งสยาม” อย่างมะม่วงน้ำดอกไม้ ขนุน มาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ ที่ทั้งสดชื่น ละเมียดละไม และสะท้อนตัวตนของร้านได้ชัดเจนที่สุด ทั้งในแง่ของวัตถุดิบไทย เทคนิคการทำขนม และการตีความรสชาติแบบใหม่ที่ยังเคารพต้นตำรับเดิมอยู่ครบถ้วน
อากาศร้อนแบบนี้ ใครกำลังมองหาของหวานไทยร่วมสมัย เราจึงอยากให้แวะไปที่ “Kao Nom” แล้วน่าจะเข้าใจทันทีว่าทำไม “ผลไม้สีทองแห่งสยาม” ถึงยังครองใจคนรักของหวานได้เสมอ

เริ่มจากเมนูที่โดดเด่นที่สุดอย่าง “ทองสยาม” หรือ Mango Sticky Rice Kakigori (360 บาท) คากิโกริเนื้อเบาราวหิมะที่ให้กลิ่นมะม่วงน้ำดอกไม้ชัดตั้งแต่คำแรก ด้านบนราดด้วยซอสครีมมะพร้าวที่หอมละมุนแบบพอดี ไม่หนักจนกลบรสมะม่วง ความน่าสนใจคือข้างในซ่อนทั้งมะม่วงสดและข้าวเหนียวมูนไว้ครบองค์ประกอบ ทำให้ทุกคำยังได้ฟีล “ข้าวเหนียวมะม่วง” แบบเต็ม ๆ แต่ในเวอร์ชันเบา สดชื่น และร่วมสมัยกว่าเดิม


อีกเมนูที่น่าประทับใจคือ “ชุดช็อกโกแลตขนุนทอง” หรือ Chocolate Jackfruit Mille-Crepe Roll โรลเครปพันชั้นช็อกโกแลตที่ใช้ช็อกโกแลตเชียงใหม่ 70% ให้รสเข้มแต่ไม่ขมเกินไป ตัดกับความหวานหอมของขนุนได้อย่างลงตัว เสิร์ฟพร้อมซอสขนุนสด ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟข้าวสังข์หยด และแครกเกอร์ข้าวที่ช่วยเพิ่มทั้งเท็กซ์เจอร์และกลิ่นคั่วหอม ๆ เมนูนี้มีความบาลานซ์ดีมาก ระหว่างความโมเดิร์นของช็อกโกแลตกับเสน่ห์ของผลไม้ไทย

ถัดมาที่ “มะม่วงหน้านวล” (160 บาท) ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ข้าวเหนียวมะม่วงในรูปแบบเครื่องดื่ม” เพราะทั้งกลิ่นกะทิ ความหวานของมะม่วง ข้าวเหนียวมูน ถั่วทองทอดกรอบ และเนื้อมะพร้าวอ่อน ถูกปั่นรวมกันออกมาได้ชัดเจนอย่างน่าประหลาด เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ฟีลขนมไทยแบบเต็มคำ แต่กินง่ายและสดชื่นกว่าเดิม

ส่วนสายเครื่องดื่มน่าจะชอบ “มะม่วงเบาเคล้าบ๊วย” (145 บาท) เมนูที่ให้ความรู้สึกเหมือนกินมะม่วงจิ้มพริกเกลือในเวอร์ชันกรานิต้าปั่นสด รสเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ดปลายลิ้นเบา ๆ ทำให้เป็นแก้วที่สดชื่นแบบไทย ๆ และแตกต่างจากเมนูผลไม้ฤดูร้อนทั่วไป
เราว่าสิ่งที่ Kao Nom ทำได้ดี คือการหยิบวัตถุดิบไทยคุ้นเคยมาปรับให้น่าตื่นเต้นขึ้น โดยไม่ทิ้งรากของรสชาติเดิม ทุกเมนูยังคงกลิ่นอายขนมไทยอยู่ครบ แต่ถูกเล่าใหม่ด้วยเท็กซ์เจอร์ เทคนิค และการจัดวางที่ดูร่วมสมัยขึ้นอย่างพอดี
ตอนนี้ทั้ง 4 เมนูมีเสิร์ฟแล้วที่ Dusit Central Park ชั้น 5 ใกล้ทางออกสวนลอยฟ้า และน่าจะเป็นอีกหนึ่งร้านที่สายคาเฟ่กับคนรักขนมไทยควรแวะในช่วงนี้
