HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ระทึก! ระบำไฟในหมู่บ้านวูดู
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
26 เม.ย. 2562, 14:21
  1,242 views

เยือนภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ท่องถิ่นกำเนิดของลัทธิวูดู อึ้ง ทึ่งกับระบำไฟ

         “Partez! Partez! Il vous faut partir de ce village maintenant” อยู่ดีๆ ก็มีเสียงกระซิบเป็นภาษาฝรั่งเศสอยู่ที่ข้างหูผม แม้ว่าจะเบาแต่ก็ฟังดูห้วน จริงจัง และคาดคั้น หากแปลประโยคนี้เป็นภาษาไทยก็จะได้ความว่า “ออกไป ออกไป พวกคุณควรออกไปจากหมู่บ้านนี้เดี๋ยวนี้” และเมื่อนำมารวมกับน้ำเสียงของผู้พูด ประโยคนี้คือประโยคคำสั่ง ต้นเสียงของประโยคดังกล่าวก็คือชายสูงอายุผู้หนึ่งซึ่งมานั่งเงียบๆ ข้างผมอยู่พักใหญ่ เขาดูเป็นผู้อาวุโสอันควรเคารพของหมู่บ้านนั้นด้วยความที่ใครๆ ก็ดูเกรงใจเขาเป็นพิเศษ

         “อะ... อะ.. อะ...ไรนะครับ? ทะ... ทะ... ทะ... ทำไมนะครับ?” ผมกระซิบถามกลับไปยังชายหนุ่มผู้นั้นด้วยภาษาเดียวกัน ผมชักเริ่มสับสนแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้านวูดูเล็กๆ นามว่าการาเตา เมืองโซโกเด ประเทศโตโกแห่งนี้

ข้ามชายแดนจากกานามาโตโก

          “ออกไป ออกไปจากหมู่บ้านตอนนี้เลย... ก่อนที่จะไม่ได้กลับออกไป” เขากระซิบผมเป็นภาษาฝรั่งเศสอีกครั้งด้วยเสียงดังและคาดคั้นขึ้นกว่าเดิม รอบข้างผมเต็มไปด้วยสมาชิกของหมู่บ้านมากมายที่อุ้มลูกจูงหลานมาดูระบำไฟ เสียงกลองยังดังรัวเร็วกึกก้องไปทั่วหมู่บ้าน ผมรีบหันไปกระซิบพี่ๆ น้องๆ ที่นั่งอยู่ข้างผมด้วยข้อความเดียวกัน พร้อม ๆ กับที่มิเชล ไกด์ท้องถิ่นชาวโตโกเดินเข้ามาต้อนเราทั้งสี่คนให้กลับไปขึ้นรถตู้คันเดิมเพื่อบึ่งออกจากหมู่บ้านวูดูแห่งนั้นทันทีท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่ปราศจากแสงจันทร์ ใช่ครับ.... คุณอ่านไม่ผิด ผมเพิ่งรีบบึ่งออกมากจากหมู่บ้านการาเตาในเมืองโซโกเดของประเทศโตโก ประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาตะวันตก

อ่าน ตลาดวูดู..ที่เดียวในโลก ที่นี่

ระหว่างทางมายังเมืองโซโกเด

           พวกเราตัดสินใจเดินทางมายังภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกอันเป็นถิ่นกำเนิดของลัทธิวูดูเพื่อทำความรู้จักกับลัทธินี้ให้มากขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้ หากกล่าวถึงวูดู คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแม่มด หมอผี การเส้นสังเวยด้วยไก่หรือแพะเป็นๆ รวมทั้งตุ๊กตาที่มีเข็มปักอยู่เต็มตัว และทันทีที่กล่าวถึงลัทธิวูดู ประเทศที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คือประเทศไฮติ (Haïti) อันเป็นประหนึ่งดินแดนลี้ลับที่ซ่อนตัวอยู่ทะเลแคริบเบียน

         จุดกำเนิดอันแท้จริงของวูดูนั้นหาใช่อยู่ที่ไฮติไม่ แต่มันคือที่แอฟริกาตะวันตก และชาวไฮติผิวสีในปัจจุบันนี้ส่วนมากจะสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวโตโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเมืองโซโกเด (Sokodé) ที่เรากำลังมุ่งหน้าไป พวกเขาถูกกวาดต้อนเพื่อไปเป็นทาสแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำตาล ฝ้าย ยาสูบ หรือเหล้ารัมที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ในทวีปอเมริกาและหมู่เกาะแคริบเบียนนั่นเอง

          และสิ่งที่ติดตัวพวกเขาไปจากผืนแผ่นดินแอฟริกาด้วยก็คือ ลัทธิวูดู

          โซโกเดเป็นเมืองใหญ่รองลงมาจากกรุงโลเม่ (Lomé) อันเป็นเมืองหลวง แต่โซโกเดไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นเมืองแต่อย่างใดเลย ผมกลับรู้สึกเหมือนว่าผมกำลังอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ อันแสนห่างไกลในชนบทมากกว่า หลังจากมาถึงโซเดในตอนบ่ายแก่ๆ และพักผ่อนกันจนสดชื่นแล้ว พอตกค่ำ มิเชล ไกด์ท้องถิ่นชาวโตโกก็มารับเราที่โรงแรมเพื่อพาไปยังหมู่บ้านการาเตา (Pkaratao) เพราะคืนนี้เราจะไปร่วมชมระบำไฟ (La Danse du Feu) ที่จัดขึ้นในหมู่บ้านชื่อสะกดยากแห่งนี้ ชนเผ่าโกโตโกลี (Kotokoli) ถือเป็นประชากรกลุ่มหลักที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ และคำว่าโกโตโกลีหมายถึงพ่อค้าวาณิชย์ (Traders) ทั้งนี้เพราะบรรพบุรษของพวกเขานั้นเป็นนักเดินทางที่เร่ร่อนออกจากถิ่นเดิมในประเทศบูร์กินา ฟาโซ (Burkina Faso) ตั้งแต่ช่วงคริสตศตวรรษ 1600 – 1700 พร้อมกับสินค้าและกองคาราวานเลาะลงมายังแอฟริกาตะวันตกจนมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่

           ศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาในโตโกตั้งแต่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 1800 โดยมีเมืองโซโกเดแห่งนี้เป็นศูนย์กลาง เชื่อกันว่ามัสยิดของศาสนาอิสลามนั้นสร้างขึ้นในเมืองนี้เป็นที่แรกในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก และถึงแม้ว่าประชาชนจะมีศรัทธาต่อศาสนาอิสลามลึกซึ้งเพียงไร พวกเขาก็ยังมีความเชื่ออันเกี่ยวพันกับลัทธิวูดูผสมผสานอยู่ด้วย ลัทธิวูดูมีกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 13 ในประเทศเบนิน ก่อนจะเผยแผ่ออกไปยังดินแดนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ วูดูในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกนั้นเป็นยิ่งกว่าความเชื่อ วูดูคือศรัทธา คือการแพทย์ คือวิถีชีวิตที่หล่อรวมผสมผสานกับศาสนาใดๆ ก็ตามไม่ว่าอิสลาม หรือคริสต์ที่ล้วนเข้ามามีอิทธิพลในช่วงหลัง และต่อให้บุคคลผู้นั้นจะนับถือและศรัทธาในพระเจ้าองค์ไหน และมากขนาดไหนก็ตาม แต่ในยามที่ไม่สบาย หรือพบว่าความรักมีปัญหา ไม่แน่ใจว่ามีศัตรูปองร้าย สงสัยว่าโดนแม่มดเข้าสิงหรือไม่ หรือต้องการทำเสน่ห์ แม้กระทั่งรื้อฟื้นความจำ หรืออยากติดต่อกับวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ฯลฯ

        พลีกรรมทั้งหมดนี้สามารถประกอบได้ตามความเชื่อทางวูดู โดยจะมีร่างทรงที่ช่วยประกอบพิธีให้เช่นกัน สำหรับระบำไฟที่หมู่บ้านการาเตาที่เรากำลังจะไปชมนั้น ไม่มีบันทึกว่าเกิดขึ้นมานานแค่ไหน เพียงแต่เป็นหนึ่งในพลีกรรมตามความเชื่อของลัทธิวูดูที่มีในพื้นที่นี้มานานแสนนาน ด้วยความเชื่อที่ว่าพลังแห่งไฟนั้นจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับมนุษย์ และจะพาสภาวะจิตให้หลุดพ้นไปอยู่ในขั้นที่ไม่เกรงกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น

หมุ่บ้านการาเตาตอนค่ำ

           เรามาถึงหมู่บ้านการาเตาหลังพระอาทิตย์ตก คืนเดือนมืดไร้ดาวเช่นคืนนี้ช่วยย้อมบรรยากาศให้วังเวงใช้ได้ ชาวบ้านจำนวนมากออกมาออดูคนหน้าแปลกสี่คนที่มาจาก “ไตยล็องด์” เด็กๆ ดูจะสนุกสนานกว่าใครเพราะพากันมาชวนพูดชวนคุยชวนเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว และไม่นานลานกลางหมู่บ้านก็แปรเปลี่ยนไปเป็นลานเพลิงด้วยไฟกองขนาดกลางที่จุดขึ้น เสียงกลองดังระรัว ประสานกับเสียงร้องของชาวบ้านด้วยภาษาเผ่าที่ดังกระหึ่มประหนึ่งเสียงสวดบูชา

            ชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งออกมา เขาเอาท่อนไม้ชุบน้ำมันจนชุ่มก่อนนำไปต่อเข้ากับกองไฟตรงกลางลานจนเมื่อมันติดอย่างดีแล้วจึงนำมายื่นใกล้ๆ หน้าผมและพี่ๆ น้องๆ ทั้งสี่คนเพื่อพิสูจน์ว่านี้คือไฟจริงๆ และมีความร้อนจริงๆ พวกเขาถอดเสื้อออกเหลือเพียงผิวหนังที่เปลือยเปล่าแล้วก็ค่อยๆ เอาท่อนไม้ที่มีไฟคุโชนท่อนนั้นค่อยๆ ถูไถไล้ลูบไปตามร่างกาย เริ่มจากแขน ขา หน้าอก และหน้าท้อง ผมมองเห็นกับตาว่าเปลวไฟนั้นแทบจะลุกอยู่บนผิวหนังของเขา และบางครั้งมันก็มีควันจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาจากผิวหนังส่วนนั้นๆ คนที่หนึ่งทำเสร็จ ก็ต่อคนที่สอง เมื่อคนที่สองทำเสร็จก็ต่อคนที่สาม สี่ ห้า ไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ผมเริ่มหรี่ตา และกัดฟันด้วยความเสียวไส้ แต่ใบหน้าของพวกเขากลับเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

เริ่มจุดไฟ

           เสียงกลองและเสียงขับร้องราวบทสวดมนต์ยังคงดังกระหึ่มต่อไปไม่จบไม่สิ้น จังหวะที่เร็วอยู่แล้วก็กลับเร่งรัวขึ้นไปอีกพร้อมๆ กับระบำไฟที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จากท่อนไม้จุดไฟเพียงท่อนเดียว คราวนี้ก็เริ่มเพิ่มจำนวนกลายเป็นสอง จากการนำไฟไปจี้เพียงจุดเดียวของร่างกาย ก็กลายเป็นไปจี้หลายๆ จุดพร้อมกัน

           จากไม้ท่อนขนาดกลางก็กลายเป็นไม้ท่อนเล็กๆ ยาวๆ ที่จุดขึ้นเพื่อจะนำมาสอดใส่ปลายที่มีไฟลงไปในลำคอก่อนที่จะนำไม้ท่อนเดิมกลับออกโดยเหลือแค่เขม่าควันลอยละล่องบนปลายไม้ และบางทีก็ไม่ต้องล้วงลึกลงไปในลำคอแต่เพียงแค่ใช้ปลายลิ้นตวัดให้ไฟดับลงไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา และที่ผมหวาดเสียวสุดๆ คือเขาคว้าถ่านไฟแดงๆ จากกองไฟด้วยมือเปล่าๆ นำมาใส่ปากและเคี้ยวกร้วมๆ ต่อหน้า

           การแสดงยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับเสียงกลองและเสียงร้องที่ไม่เคยหยุดเลยตั้งแต่เริ่มแรก สิ่งที่ทำให้ผมแอบรู้สึกขนลุกคือแววตาของผู้แสดง ที่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งแอบรู้สึกว่านัยน์ตานั้นนิ่งเฉย เหมือนคนไร้ความรูสึก หรือตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง...จนกระทั่ง

           “ออกไป ออกไป พวกคุณควรออกไปจากหมู่บ้านนี้เดี๋ยวนี้” เสียงของผู้อาวุโสผู้ประจำหมู่บ้านท่านนั้นดังขึ้นพร้อมๆ กับที่มิเชล ไกด์ของเราเดินเข้ามาต้อนพวกเรากลับมาขึ้นรถตู้และกลับมายังที่พักตามที่ผมเล่าให้ฟังไปตั้งแต่ตอนเปิดเรื่อง “ตกลงมันคืออะไรกันแน่ครับมิเชล?” พวกเราตั้งคำถามกับเขาทันทีที่ถึงโรงแรม

             “ระบำไฟเป็นระบำที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่ชาวโกโตโกลีปฏิบัติเป็นพลีกรรมมานานนับร้อยๆ ปี กล่าวกันว่ามันสร้างพลังจิตอันเข้มแข็งให้กับผู้ปฏิบัติได้ พวกยูเห็นไหมว่าพวกเขาเล่นกับไฟร้อนๆ ขนาดนั้นเหมือนว่ามันเป็นของเย็นๆ ที่แสนจะอ่อนโยน” มิเชลเล่าขณะที่เราฟังอย่างสนใจ และเริ่มหายตื่นเต้นหลังจากที่บึ่งออกมาจากหมู่บ้านเมื่อสักครู่ “แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาและคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันอาจจะได้รับมนต์สะกดได้เช่นกัน เชื่อกันว่าพลังของเทพเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และจะทำงานในระดับที่สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจอยู่ในระดับที่ไม่สามารถควบคุมได้”  มิเชลเล่าต่อขณะที่เราอ้าปากหวอ “มีอำนาจเร้นลับยิ่งใหญ่แบบนี้ได้ด้วยเหรอเนี่ย?” พวกเราฮือฮา

ผู้ชมในหมู่บ้าน

   

          "นี่คือพลังวูดู ที่เชื่อกันว่าถ้าเราทำพลีกรรมได้ถึงจุดๆ นั้นได้แล้วล่ะก็ เทพเจ้าจะทำงานต่อให้เราเอง นั่นคือการพาสภาวะจิตไปอยู่ในระดับที่ไม่เกรงกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น....” มิเชลจบคำอธิบายของเขาเพียงเท่านี้ก่อนร่ำลาไปนอน

            คืนนั้นพวกผมและพี่ๆ น้องๆ นั่งถกเรื่องนี้กันต่อไปจนดึก เราพยายามหาคำอธิบายที่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์เข้ามาจับกับสิ่งที่เห็น อาจกล่าวได้ว่าสิ่งนี้สามารถพัฒนาต่อไปสู่สภาวะการสะกดจิตหมู่ก็ได้ และเราเองก็อาจจะพอเห็นเหตุการณ์ที่มีความคล้ายกันนี้ในประเทศไทยของเราเช่นเดียวกัน อย่างเทศกาลกินเจ หรือการสวดภาณยักษ์

            ประวัติศาสตร์และประวัติวัฒนธรรมของภูมิภาคแอฟริกานั้นมักจะเป็นการเล่าสืบต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นแบบมุขปาฐะ ไม่ได้เก็บเป็นบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร เวลาผมไปเที่ยวในภูมิภาคนี้ ไกด์จะย้ำกับผมเสมอว่าข้อมูลทั้งหลายเป็นเรื่องเล่า ดังนั้นการรับฟังจึงต้องเป็นการรับฟังเพื่อรับรู้ และนำไปวิเคราะห์เองนะครับว่าจะเชื่อข้อมูลชุดนี้หรือไม่ แต่สำหรับผมนั้น การชมระบำไฟนั้นสนุกและหวาดเสียวมากๆ ผมไม่เคยเห็นใครเล่นกับไฟแบบใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน เสียงกลองและเสียงร้องเพลงสวดก็ให้อารมณ์ที่เร่งเร้าจนใจเต้นรัว แถมตอนจบแอบมีหลอนๆ เหมือนในหนัง Zombie หน่อยๆ แล้วยิ่งวันนั้นดันเป็นวันฟ้ามืดสนิทไร้แสงจันทร์ด้วยแล้ว

           ......แหม... มันช่างวูดู๊ วูดู

 

PHOTO BY : ดวงฤทัย พุ่มชูศรี

ลูกคนกลางที่เกิดวันพฤหัส มีโลกส่วนตัวสูง แต่ชอบตะลุยโลกกว้าง ขีดๆ เขียนๆ บันทึกเอามัน สีน้ำบ้าง ถ่ายรูปด้วยความหลงใหลด้วยฟิล์มบ้าง ดิจิตอลบ้างตามอารมณ์ ติดตามบันทึกการเดินทางประเทศไม่ธรรมดาที่ Facebook หน้า Nings Homemade และ IG: thursday_morning

STORY BY:  โลจน์ นันทิวัชรินทร์

 

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS