HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
"หมู่บ้านนุงวี" หลังฉากความหรูหราของหาดสวยที่สุดในโลก
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
17 ก.ค. 2561, 15:44
  2,330 views

หน้ากับหลังหาดที่เกาะซานซิบาร์นั้นเหมือนหนังคนละม้วนกันเลย แต่ประทับใจไม่แพ้กัน

            หาดนุงวี (Nungwi Beach)เกาะซานซิบาร์ ประเทศแทนซาเนียเป็นหาดสวยขึ้นชื่อจนCNN เคยระบุว่ามันเป็น 1ใน 100หาดที่สวยที่สุดบนโลกใบนี้

น้องวัวอาบแดดที่หาดนุงวี

            รีสอร์ตหรูมากมายตั้งตระหง่านอยู่ริมหาดทรายขาวเนื้อละเอียด ด้านหน้าคือมหาสมุทรอินเดียที่น้ำทะเลใสหลากหลายเฉดสีไม่ว่าฟ้า คราม หรือเทอร์คอยซ์กำลังเต้นระริกใต้แสงแดดจ้า ภัตตาคารหรูเสิร์ฟซีฟู้ดจานโต แว่วเสียงเพลงบอสซ่าบ้าง เร็กเก้บ้างลอยมาตามลมจากบาร์น้อยใหญ่ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวหาดยาวหลายกิโลเมตร นักท่องเที่ยวจากยุโรปคือประชากรส่วนใหญ่ที่นอนอาบแดดบ่มผิวสีแทนกันอย่างไม่กลัวไหม้ โดยแอบมีหนุ่มตี๋คนหนึ่งที่อยู่ในชุดมิดชิดคล้ายคนตัดอ้อยเพื่อซ่อนทุกอณูผิวให้ห่างไกลจากแสงแดดยามบ่ายอันแสงร้อนแรง หนุ่มตี๋คนนั้นกำลังเดินท่อม ๆ ไปมาเพื่อซึมซับบรรยากาศของหาดงามระดับโลก และหนุ่มตี๋ที่ดูไม่เข้าพวกคนนั้นก็คือผมเอง

            “อ้า... นี่มันสวรรค์ชัด ๆ”ผมเปรยขึ้นเบา ๆ เมื่อหย่อนก้นลงนั่งละเลียดน้ำมะพร้าวแก้ร้อนในบาร์แห่งหนึ่งริมหาดสวยกระฉ่อนโลกใบนี้

            “ใช่ครับ... หาดนุงวีสวยมาก ๆ แต่เชื่อหรือเปล่าว่าที่หมู่บ้านนุงวีด้านหลังหาดนี้เอง ไฟฟ้ายังไปไม่ทั่วทั้งหมู่บ้านเลยนะครับ บางบ้านเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้ แล้วมันก็ขยันดับบ่อยมาก ๆ บางทีดับเป็นสัปดาห์ ชาวบ้านต้องจุดตะเกียงอยู่กัน”พี่ชายบาริสต้าชาวถิ่นที่ประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ในบ่ายวันนั้นชวนผมคุย

บ้านผมเองครับ

            “อะไรนะ...ที่หมู่บ้านด้านหลังหาดเนี่ยนะครับ จริงเหรอเนี่ย? ที่รีสอร์ตผมไฟมาไม่เคยดับ น้ำไหลไม่เคยขาด”ผมหลับตาเห็นรีสอร์ตที่ตัวเองพักในสภาพน้ำไหลไฟพร้อม แอร์เย็นฉ่ำตลอด 24 ชั่วโมง แล้วแค่ระยะห่างออกไปจากรีสอร์ตผมไม่ถึง กิโลเมตรเท่านั้นกลับมีความแตกต่างมันมากอย่างนี้

            “น้ำประปานี่ไม่ต้องพูดถึงเลยนะครับ ตอนนี้ยังขุดบ่อ รองน้ำฝนเก็บตุ่มกันอยู่เลยครับ”คุณพี่บาริสต้าชวนคุยต่อ คราวนี้ผมหลับตาเห็นภาพตัวเองแหวกว่ายในสระของรีสอร์ตและแช่สระจากุชซี่เมื่อเย็นวาน

            “ผมไปเดินเที่ยวในหมู่บ้านนุงวีได้ไหม? ไปบ่ายนี้เลย?”ผมจู่โจมถาม

            “ไปได้ครับ หมู่บ้านนุงวีเป็นชุมชนอิสลามที่เคร่งครัด เราไม่ชอบเวลามีนักท่องเที่ยวใส่ชุดว่ายน้ำเดินเข้าไปในพื้นที่ แต่คุณแต่งตัวเรียบร้อยมิดชิดอย่างนี้ ผมว่าไปได้เลยครับ”คุณพี่ใช้สายตาสำรวจชุดผมและกล่าวอนุญาต

เป็นแขกที่ดีต้องเคารพสถานที่

            “ผมต้องระวังอะไรไหมครับ?”ผมรีบสอบถามต่อ

            “ผมว่าสิ่งสำคัญคือขอให้คุณไปด้วยความเคารพ และเป็นมิตร หากจะถ่ายภาพชาวบ้าน ก็ควรขออนุญาตกันก่อน ถ้าเขาไม่ให้ ก็อย่าถ่ายเลยนะครับ หากจะเล่นจะคุยกับเด็ก ๆ ก็บอกกล่าวกับผู้ปกครองของเด็กเสียก่อน และผมว่าคุณควรกลับออกมาก่อนค่ำ เพราะมันไม่มีถนน ไม่มีไฟ และมืดมาก ๆ ครับ” คุณพี่แนะนำ

            “อ้อ... อย่าลืมไปเดินดูสถานอนุบาลเต่าทะเลแห่งซานซิบาร์ด้วยนะครับ ตั้งอยู่ปลายสุดของหมู่บ้านเลย”นี่คือข้อแนะนำสุดท้ายจากบาริสต้าใจดีก่อนที่ผมจะกล่าวขอบคุณและเดินตัดจากหาดนุงวี เพื่อไปยังหมู่บ้านชื่อเดียวกัน

สถานอนุบาลเต่าทะเลที่ Mnarani Aquarium

            จาหาดสวยทรายนุ่มที่เรียงรายด้วยรีสอร์ตหรู ผมเดินลัดเลาะมาด้านหลังจนเจอถนนดินที่พาผมเดินต่อไปเรื่อย ๆ จากถนนดินดี ๆ ก็เริ่มกลายเป็นถนนดินนขรุขระ และพาผมมาหยุดอยู่หน้าป้ายสังกะสีแผ่นใหญ่ที่เตือนให้นักท่องเที่ยวแต่งตัวให้เรียบร้อย หากคิดจะเดินเข้าเขตหมู่บ้าน ชุดที่ห้ามเด็ดขาดคือชุดว่ายน้ำ

            ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปในหมู่บ้านขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายต้น ๆ โรงเรียนประจำหมู่บ้านนุงวีรอต้อนรับผมอยู่เป็นที่แรก ผมเห็นน้อง ๆ หนู ๆ อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนเรียบร้อยสวยงาม และมีจำนวนมากที่นั่งเรียนหนังสือใต้ต้นหูกวางต้นใหญ่เพราะห้องเรียนไม่พอ

โรงเรียนมีอาคารเรียนจำกัด เด็กจำนวนหนึ่งต้องออกมาเรียนใต้ต้นไม้

            เมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถนนดินแห้งผากที่ร้อนระอุด้วยแดดบ่ายเริ่มมีสภาพเป็นฝุ่น ลมทะเลที่พัดแรงเป็นระลอกหอบเอาผงฝุ่นลอยคละคลุ้งในอากาศ บางครั้งก็มีปริมาณมหาศาลจนผมต้องหยุดยืนหลับตารอให้พายุฝุ่นลูกย่อมจากไปเสียก่อนจะเดินต่อ รอบ ๆ ตัวผมมีแต่บ้านสีเทา ๆ สร้างด้วยหินปะการังและปูนฉาบสภาพโทรม ๆ ไม่รู้ว่าผู้คนไปหลบร้อนกันอยู่ที่ไหนเพราะบนถนนฝุ่นสายนั้นมีเพียงผมเดินย่ำเท้าต่อไปเพียงคนเดียว บางครั้งผมแอบนึกถึงภาพข่าวสงครามตะวันออกกลางที่เคยเห็นจากสำนักข่าว Al Jazeera เวลาดูโทรทัศน์

                  “You… You…”เสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งร้องเรียก เมื่อผมหันไปหาเจ้าของเสียงแหลมเล็กนั้นก็พบกับเด็กน้อยน่ารักที่กำลังวิ่งเล่นไล่ยางล้อรถยนต์ออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง ขอบอกว่าเวลานั้นผมดีใจมากเพราะนี่เหมือนเป็นสัญญาณชีพแรกของสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏขึ้นในหมู่บ้านร้างแห่งนี้ เจ้าหนูไม่ได้มาเปล่าแต่ยังเป่าปากเรียกเพื่อนอีกคนให้วิ่งไล่ยางล้อรถยนต์ตามออกมาด้วย แล้วผมก็มองไปตามบ้านที่สร้างจากหินปะการังทั้งหลายที่แง้มบานประตูหน้าต่างเปิดอยู่ ผมเพิ่งเห็นว่าในนั้นมีผูคนนั่ง ๆ นอน ๆ หลบแดดร้อนกันเงียบ ๆ 

            พวกเขาคงแอบสังเกตเห็นแขกหน้าแปลกที่เดินท่อม ๆ เข้ามาในหมู่บ้านเขาสักพักแล้วล่ะ

            ผมวิ่งไล่ยางไปกับเจ้าหนูทั้งสองคน ลึกเข้าไปในหมู่บ้าน เด็ก ๆ เริ่มออกมาวิ่งเล่นกันมากขึ้น ตรงไหนมีเงาไม้ใหญ่ก็จะเห็นชาวบ้านมานั่งเล่นโขกหมากรุกหมากฮอสหลบร้อน.... มันค่อยดูเป็นหมู่บ้านที่มีชีวิตขึ้นมาแล้วล่ะ

            ยิ่งเดินลึกเข้าไปผมก็เจอร้านบิวตี้ซาลอนของสุภาพสตรี ร้านบาร์เบอร์ของสุภาพบุรุษ ร้านขายขนมปัง ร้านตัดรองเท้าและกระเป๋า ฯลฯ ผมชอบร้านเหล่านี้มาก ๆ เพราะภาพวาดที่ปรากฏบนผนังปูนหน้าร้านนั้นสวยงามสดใสในแบบชาวบ้านที่วาดกันเองง่าย ๆ แล้วภาพเหล่านั้นก็บอกอาชีพของพวกเขาได้อย่างชัดเจน

        ทุกครั้งที่ผมจะยกกล้องขึ้นถ่ายรูป ผมก็จะปฏิบัติตามสิ่งที่คุณพี่บาริสต้าใจดีแนะนำเสมอ นั่นคือเดินเข้าไปขออนุญาตก่อนทุกครั้ง และผมก็ได้รับสถิติแห่งผลสัมฤทธิ์ที่น่าดีใจมาก ๆ กล่าวคือประมาณ ใน 10 ครั้งนั้นผมได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพพวกเขาได้ครับ

      ทำให้ผมได้เดินเก็บภาพผู้คนในหมู่บ้านน้อย ๆ แห่งนี้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านเลี่ยงเป็ดเลี้ยงไก่ คุณแม่กับคุณลูกช่วยกันตากปลาตัวเล็ก ๆ บนตาข่ายรองสีแสดสดใส คุณลุงกับแผงผลไม้ ฯลฯ และดูเหมือนว่าเด็ก ๆ จะชอบมาเป็นดาราหน้ากล้องมากที่สุด ผมสัมผัสได้ว่าพวกเขาดูมีความสุขกับชีวิตกันมาก ๆ และความสุขนั้นก็ส่งต่อมาถึงผมด้วยจนกระทั่ง......

        “พลั่ก”ผมแตะหินแหลมคมที่โผล่ขึ้นมากลางถนนฝุ่นเข้าอย่างจัง ความที่มัวแต่ถ่ายรูปสิ่งต่าง ๆ รอบตัวจนทำให้ผมลืมสังเกตหินแหลมนั้น นิ้วโป้งเจ้ากรรมกำลังมีเลือดไหลพลั่กออกมาจากแผลและมันเริ่มเปื้อนไปบนรองเท้าแตะที่ผมใส่

         ผมรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาพันไว้เพราะกลัวว่าฝุ่นดินบนถนนจะเข้าไปทำให้แผลสกปรกได้ แล้วจู่ ๆ ผมก็เหลือบตาไปเห็นป้าย ‘Al Manna Medical Clinic’ตั้งอยู่แถวนั้นพอดี.... อะไรจะพอดีกันขนาดนี้เนี่ย

เปิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่หมอไปไหนครับเนี่ย

         ผมกระดื๊บกระดื๊บไปยังคลีนิคแห่งนั้นทันที ป้ายด้านหน้าที่บอกว่า “เปิด 24 ชั่วโมง”ทำให้ผมสบายใจ ผมไม่ได้หวังพึ่งการรักษาอะไรมาก นอกจากการล้างและพันแผลพอให้ผมพอเดินต่อไปได้..... เอ่อ.... คือผมยังไม่ได้ไปดูเต่าที่สถานอนุบาลเต่าทะเลแห่งซานซิบาร์บริเวณที่ท้ายหมู่บ้านตามคำแนะนำของพี่บาริสต้าใจดีเลยน่ะครับ และผมก็ไม่อยากพลาดด้วย

            Al Manna Medical Clinic นั้นเป็นคลีนิกร้างอย่างแท้ทรู ผมเดินเข้าไปพบแต่ความว่างเปล่า หมอไม่มี พยาบาลก็ไม่มา ไม่ว่าผมจะเดินไปอาคารไหน หรือตะโกนเรียกอย่างไร ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จนผมถอยทัพออกมาในที่สุดผมเหลือบมองดูผ้าเช็ดหน้าที่ชุ่มเลือดพร้อมกับคิดว่า“นี่แกจะยังไปดูเต่าทะเลใช่ไหมเนี่ย? หรือแกควรกระดื๊บกลับรีสอร์ตดีนะ?” เมื่อคำถามนี้วกไปวนมาอยู่ในหัวผมได้สักพัก ผมก็พบว่าผมได้เดินมาถึงสถานอนุบาลเต่าทะเล Mnarani Marine Turtle Conservation เรียบร้อยพอดีครับ(^_^)

         ผมใช้เวลากระดิ๊บอยู่ในศูนย์อีกพักใหญ่เพื่อจะเรียนรูว่าเต่าทะเลแห่งซานซิบาร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ตั่งแต่ปี ค.ศ. 1982 และสถานอนุรักษ์และอนุบาลเต่าทะเลแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้สถานการณ์ดังกล่าว และยกระดับการอนุรักษ์ขึ้นสู่เวทีระดับสากลได้สำเร็จและยังคงเดินหน้าเพื่อสิ่งนี้ต่อไป

        จากสถานอนุบาลเต่าทะเล ผมกระดื๊บกระดื๊บไปตามหาดขาว จากมุมไกลสุดอันเงียบสงบของหมู่บ้านจนเริ่มกลับเข้าเขตรีสอร์ตหรูที่เรียงรายบนหาดนุงวีอีกครั้ง

ซ่อมเรือกันริมหาด

        ความแตกต่างแบบสุดขั้วเกิดขึ้นในระยะห่างไม่กี่เมตร แขกอย่างเรามีน้ำ มีไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ผมกลับมาหาหมอที่รีสอร์ตให้ใส่ยาและพันแผลโดยไม่ต้องรอคิวแม้แต่วินาที ผู้จัดการรีสอร์ตใจดีให้ผมไปรับไอศกรีมปลอบขวัญฟรีอีกหนึ่งถ้วยจากห้องอาหารริมสระ และคืนนั้นผมนอนหลับในห้องแอร์เย็นฉ่ำสบายจนเช้าเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวมากมาย

        ผมหลับตาเห็นภาพถนนฝุ่น บ้านก่อจากหินปะการังหลังโทรม คลีนิกที่ไม่มีหมอและพยาบาล โรงเรียนที่เด็กต้องนั่งเรียนใต้ต้นไม้....

บ้านที่ก่อจากซากปะการังและบางส่วนโบกปูน บ้านในหมู่บ้านนุงวีส่วนมากสร้างโดยวิธีนี้

        และในวันที่ผมเช็คเอาท์เพื่อกลับประเทศไทย ผมเหลือบตาไปเห็นโครงการเล็ก ๆ โครงการหนึ่งของรีสอร์ตที่ระดมทุนเพื่อนำไปสร้างโต๊ะ และเก้าอี้เรียนให้กับเด็กนักเรียนในหมู่บ้านนุงวี

        ภาพประกอบข้อความเชิญชวนคือภาพโรงเรียนหลังนั้นที่ผมเพิ่งไปมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มันคือภาพเด็กเรียนใต้ต้นไม้โดยต้องโก่งตัวเขียนหนังสือบนสมุดที่วางราบอยู่บนพื้น หรือโต๊ะเล็ก ๆ ตัวที่แบ่งกับเด็กถึง 3-4 คน

        “37 ยูโร คือราคาค่าชุดโต๊ะและเก้าอี้ไม้อย่างดี 1 ชุด โดยทางรีสอร์ตจะนำไปว่าจ้างช่างไม้ท้องถิ่นในหมู่บ้านนุงวีให้ต่อโต๊ะและเก้าอี้ชุดนี้ทันที โดยเด็ก ๆ จะได้รับภายในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

        ผมมองดูเงินยูโรที่เหลือ... มันมีพอที่จะทำให้น้อง ๆ จำนวนหนึ่งเรียนหนังสืออย่างสบายขึ้น และผมก็แจ้งความจำนงกับเจ้าหน้าที่ทันที

       “จะให้สลักชื่อบนโต๊ะว่าอไรคะ?” เจ้าหน้าที่รีสอร์ตถาม

        “ผมอยากเขียนว่า Your Friend from Thailand จะได้ไหมครับ?” ผมตอบ

        ผมคิดว่าวันนี้ชุดโต๊ะและเก้าอี้ไม้จากเพื่อนคนไทยคนหนึ่งจะช่วยให้เพื่อนตัวน้อยชาวซานซิบาร์ในหมู่บ้านนุงวีได้นั่งเรียนหนังสืออย่างสบายขึ้นโดยไม่ต้องปวดหลังอีกแล้ว

ตั้งใจเรียนกันนะครับน้อง

STORY BY โลจน์ นันทิวัชรินทร์

       

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS