HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ลุยเดี่ยวเมือง "ดุ ดิบ เถื่อน" ที่ฮอนดูรัส
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
19 ก.ย. 2560, 16:28
  12,019 views

ประสบการณ์ลุยเดี่ยวเมืองที่เขาบอกว่าอันตรายที่สุดในโลก

ขณะที่รถตู้โดยสารสาธารณะกำลังวิ่งเข้าใกล้ชายแดนกัวเตมาลา-ฮอนดูรัส ใจผมที่เต้นไม่เป็นจังหวะอยู่แล้วก็พลันเร่งจังหวะให้รัวเร็วขึ้นไปอีก

นี่ผมกำลังจะไปประเทศที่เขาว่าอภิมหาโค-ตะ-ระจะอันตรายจริง ๆ หรือนี่

ฮอนดูรัส (Honduras) เป็นประเทศหนึ่งในแถบละตินอเมริกาที่ขึ้นบัญชีหนังหมาแถมกาด้วยดอกจันตัวใหญ่ ๆ ว่าอันตรายสุดขั้ว รีวิวทุกสำนักต่างก็เตือนนักเดินทางให้ใช้ความระวังระดับเต็มสิบถ้าคิดจะไปเหยียบที่นี่

และหากคุณลองค้นหาโดยพิมพ์คำว่า “เมืองที่อันตรายที่สุดในโลก” ลงไปสักครู่ อากู๋จะตอบกลับมาว่ามันคือเมืองซานเปโดรซูลา (San Pedro Sula) ที่ตั้งอยู่ในประเทศฮอนดูรัสนี่เอง และเมืองนี้ได้ครอบครองตำแหน่ง Murder Capital of the World อยู่หลายปีมาจนถึงทุกวันนี้

คราวนี้ทุกท่านคงเกิดคำถามว่า “แล้วแส่มาฮอนดูรัสทำไมล่ะแก?”

คำตอบคือว่าฮอนดูรัสเป็นประเทศที่ยังคงอนุรักษ์อารยธรรมมายันยุคคลาสสิคไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นอารยธรรมที่มีความสวยงามโดดเด่นที่สุดในเชิงสถาปัตยกรรม และนี่คือสาเหตุที่ผมกลั้นใจเดินทางด้วยรถตู้ข้ามแดนจากประเทศกัวเตมาลามายังดินแดน (ที่เขาว่ากันว่า) ดุ ดิบ และเถื่อนแห่งนี้โดยมีโกปัน (Copán) เป็นจุดหมายปลายทาง

ป้ายบอกชื่อถนนของที่นี่จะมีอักษรภาพของมายันยุคคลาสสิคกำกับไว้เสมอ

ที่ชายแดนเวลาใกล้เที่ยง ผมแบกเป้ลงจากรถตู้พร้อมถือหนังสือเดินทางไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศฮอนดูรัสด้วยมือที่ชื้นเหงื่อ เพราะ Travel Warnings ของฝรั่งหลายสำนักบอกว่า “ระวังโดนไถเงินนะ”

“ซินยอร์ไตยลานเดี่ยมาทางนี้หน่อย” เจ้าหน้าที่บอกเมื่อผมส่งหนังสือเดินทางให้พร้อมกับกวักมือเรียกผมไปอีกห้องที่ลับตาคน..... กูคงโดนแล้วล่ะ ผมแอบคิดในใจ มือกำกระเป๋าสตางค์ไว้แน่น

“มาจากไตยลานเดี่ยต้องทำท่า Kick Boxing เก่งแน่ ๆ ... โชว์หน่อยสิ... เอ... หรือแบบนี้ทำได้ไหม? แบบนี้ไง... ฮู่.. ฮ่า... ฮู่.. ฮ่า..” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชาวฮอนดูรัสกำลังทำท่ากังฟูแบบงูฉกพร้อมส่งเสียงร้องแบบหนังจีนกำลังภายในอย่างสนุกสนาน

“ฮู่... ฮ่า.... ฮู่... ฮ่า...” ผมทำท่ากังฟูงูฉกต่อด้วยการเตะ Double kick กลางสลับสูง 2 ครั้งแบบเร็ว ๆ

“แบบนี้แหล่ะ ใช่เลย... ชอบมาก ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เบียนเบ่นี้โด่ส อะ ออนดู๊ร่าส” เจ้าหน้าที่หัวเราะเสียงดังรีบประทับตราอนุญาตให้เข้าประเทศพร้อมกล่าว Bienvenidos a Honduras ต้อนรับผม

“ที่เรียกมาต่างหากเพราะอยากดูท่ากังฟูน่ะ...ซินยอร์” พี่เจ้าหน้าที่เฉลยข้อกังขากับผมในที่สุด

แล้วผมก็ผ่านด่านเข้าสูประเทศที่โค-ตะ-ระอันตรายได้อย่างฮาสุด ๆ

บ้านทุกหลังจะมีลูกกรงแบบนี้

จากด่าน ผมเดินทางต่อไปยังเมืองโกปัน รูอินาส (Copán Ruinas) ที่เป็นศูนย์กลางตั้งต้นสำหรับผู้เดินทางมาชมอารยธรรมมายันยุคคลาสสิคที่นี่

โกปัน รูอินาสเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีผังเมืองแบบเมืองอาณานิคมสเปนที่พบได้ทั่วไปในละตินอเมริกา กล่าวคือมีจตุรัสเล็ก ๆ กลางเมืองพร้อมสวนสาธารณะและลานน้ำพุ และจตุรัสนี้จะล้อมรอบด้วยโบสถ์ ตลาด และอาคารสำคัญ ๆ

จตุรัสกลางเมืองโกปัน รูอินาส เห็นโบสถ์ประจำเมืองที่ด้านหลัง

ผมลงรถที่จตุรัสกลางเมืองตั้งใจว่าจะแลกเงินแล้วรีบเข้าที่พัก หน้าธนาคารที่จตุรัสมีตำรวจถือปืนเฝ้าอยู่ 2 คน หากใครจะเข้าไปทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตามจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนแล้วเขาจึงจะแจ้งเจ้าหน้าที่ธนาคารด้านในให้รับทราบ จากนั้นคนข้างในจึงค่อยกดปุ่มปลดล็อคให้ลูกค้าเข้ามาทำธุรกรรมจนสำเร็จเป็นราย ๆ ไปทีละคน ๆ

กระบวนการนี้ไม่เว้นแม้แต่การแลกเงิน 150 ดอลล่าร์ของผมด้วย

ผมถือเงินท้องถิ่นสกุล Lempiras เดินเลิ่กลั่กมองซ้ายมองขวาออกมาจากธนาคารด้วยความไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น สายตาสอดส่ายหาโรงแรง “กาซา โรซาดา” ที่จองไว้ไม่ไกลจากจตุรัสกลางเมือง

เมื่อผมฝ่าด่านประตู 3 ชั้นเข้ามาภายในโรงแรมได้ ผมถึงแอบถอนหายใจเบา ๆ

บ่ายวันนั้นผมตั้งใจว่าจะเก็บตัวเงียบ ๆ ในห้องพัก อ่านเรื่องเกี่ยวกับมายันยุคคลาสสิคเพื่อเตรียมตัวไปชมของจริงในวันรุ่งขึ้น Travel Warnings บอกว่าไม่ควรไปไหนช่วงค่ำ ๆ เพราะอาจโดนจี้ปล้นได้

แต่.....ภายนอกนั้น เสียงมาริมบ้าหวานแว่วลอยมาตามลมช่างเชิญชวนให้ผมออกไปเดินเล่นมาก ๆ

รถสีเหลืองจี๊ดจ๊าด

ตุ๊กตุ๊กในเมืองโกปันรูอินาส

“เอาวะ.. นี่เพิ่ง 4 โมงเอง ค่ำ ๆ สัก 6 โมงค่อยกลับมาละกัน” ผมวางแผนในใจพร้อมกับเดินออกไปสำรวจเมืองโกปัน รูอินาส

เสียงมาริมบ้าหวานลอยมาจากร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ตกแต่งด้วยสารพัดสีอย่างสนุก นักดนตรีใจดียิ้มให้นักเดินทางที่ผ่านไปมา

อากาศร้อนพาให้แม่ค้าขายน้ำแข็งใสมีลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารอต่อคิวกันแน่นรอบจตุรัส ทุกคนดูเป็นมิตร ถ้อยทีถ้อยรอ ไม่มีใครเร่งหรือหงุดหงิด และเมื่อผมกำลังลังเลว่าจะเลือกน้ำหวานรสอะไรดี

“รสมะม่วงเลย แล้วตบด้วยนมข้นหวานเยอะ ๆ นะ ไม่อร่อยให้เตะ” เด็กวัยรุ่นท้องถิ่นเชียร์ผมกันลั่น และยิ้มดีใจเมื่อผมหันไปยกนิ้วโป้งกด Like ให้กับน้ำแข็งใสถ้วยอร่อยถ้วยนี้

รถขายน้ำแข็งไสใส่น้ำหวานใกล้ๆ จตุรัส

 

ผมแว่บเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยเรื่องอารยธรรมมายันที่ตั้งอยู่แถวนั้น แล้วพบว่าภัณฑารักษ์เป็นคุณป้าใจดีมาก ๆ เพราะป้ายอธิบายเกือบ 90 % เป็นภาษาสเปนที่ผมเข้าใจได้ไม่ถึงครึ่ง

“ไม่ต้องห่วงค่ะ... ฉันชื่อโซเฟียนะคะ ฉันจะพาซินยอร์เดินดูเอง ภาษาอังกฤษฉันก็ไม่ดีนัก โปรดให้อภัยฉันด้วย” แล้วเธอก็พาผม ซึ่งเป็นแขกคนสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์เดินชมอย่างละเอียดจนถึงเวลาปิดทำการตอน 6 โมงครึ่ง

สารภาพเลยครับว่าเกิดมาผมไม่เคยประทับใจเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ไหนเท่าที่ประเทศดุ เถื่อน ดิบ อย่างที่ฮอนดูรัสนี้ และเมื่อผมกล่าวขอบคุณแล้วขอบคุณอีกพร้อมกับขออนุญาตถ่ายรูปเธอเป็นที่ระลึก แต่เธอตอบเพียงว่า

“อย่าเลยค่ะ ฉันแค่ทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุด แล้วมาอีกนะคะ”

เมื่อฟ้าก็เริ่มมืด ซินเดอเรลล่าอย่างผมก็ควรจะรีบกลับที่พักเพราะว่านี่มันเมืองโค-ตะ-ระอันตรายใช่ไหมครับ?

แต่.... ผมได้ยินเพลงสวดอันแสนไพเราะแว่วมาจากโบสถ์แถว ๆ จตุรัส นั่นคงเป็นพิธีมิสซาช่วงเย็น ผมจึงเดินไปนั่งฟังจนค่ำมืดดึกดื่นก่อนเดินกลับที่พักแบบชิลชิล.... เพื่อนใหม่ชาวฮอนดูรัสในโบสถ์เดินมาส่งผมที่ที่พักกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะกล่าวอำลาด้วยคำว่า Buenas Noches ซึ่งเป็นคำภาษาสเปนอันแปลว่าราตรีสวัสดิ์นั่นเอง

เฮ้ย.....นี่ผมกลับถึงห้องตอน 3-4 ทุ่มในประเทศที่แสนอันตรายมาก ๆ เหรอนี่

วันรุ่งขึ้นผมใช้ตั้งแต่เช้าตรู่จนบ่าย 3 โมงที่เมืองอารยธรรมโกปันเพื่อชื่นชมสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมของมายันในยุคคลาสสิคให้สมความตั้งใจ

โกปันเป็นอารยธรรมมายันที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในแถบนี้ และเป็นอารยธรรมที่เริ่มพัฒนาขึ้นเมื่อราว ค.ศ. 427 เมื่อยัช กุก โม (Yax Kuk Mo) กษัตริย์ชาวมายันได้เผยแผ่อาณาเขตจากติกาล (Tikal) ในประเทศกัวเตมาลามายังบริเวณนี้

กษัตริย์มายันอีก 16 พระองค์ได้สืบพระราชอำนาจและขยายพระราชอาณาจักรไปทั่วที่ราบลุ่มแม่น้ำโกปัน สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตสวยงามไว้มากมาย รวมทั้งสร้างความรู้ในเชิงดาราศาสตร์ การคำนวณเวลา วัน เดือน ปีตามสุริยและจันทรคติอย่างแม่นยำ ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ การแพทย์และสมุนไพร รวมทั้งวิศวกรรม การประปา สาธารณสุขอีกมากมายจนเวลาล่วงไปจนถึงช่วง ค.ศ. 900 หรือต้นศตวรรษที่ 10 อาณาจักรโกปันก็ได้ล่มสลายไปอย่างไร้ร่องรอย

นกมาคอว์ (Macaw) ถือเป็นสัตว์สำคัญของท้องถิ่นนี้ และเชื่อกันว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ยุคมายัน เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ เป็นทูตที่เชื่อมมนุษย์และพระเจ้า ดังนั้นเราจะเห็นนกมาคอว์บินไปมาอย่างอิสระในพื้นที่นี้ และพบได้ในงานแกะสลักชิ้นสำคัญทั่วไป

สถานที่สำคัญที่สุดที่ใครมาแล้วจะต้องไปชมให้ได้คือกระไดโบราณที่สร้างด้วยอิฐสลักเป็นอักษรภาพ (Hieroglyphic Stairway of Copán) สูงก่า 62 ขั้น พร้อมอิฐกว่า 2,200 ก้อน

ไม่มีใครสามารถถอดรหัสข้อความที่ปรากฏบนกระไดอิฐแห่งนี้ได้จนมาถึงศตวรรษที่ 1980 และทำให้เราทราบว่ากระไดแห่งนี้สร้างในรัชสมัยของกษัตริย์องค์ที่ 13 จนสิ้นสุดยุคในสมัยองค์ที่ 16

ปิรามิดมายัน

พื้นที่ของอุทยานโบราณคดีแห่งโกปันนั้นใหญ่โตมาก ๆ และอุดมไปด้วยรูปปั้น ปิระมิด วัด วัง วิหาร และลานบอล รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่คนชอบศึกษาประวัติศาสตร์จะต้องตีอกชกหัวด้วยความดีใจ และผมขอกระซิบว่าถ้าชอบเรื่องแบบนี้แล้ว ที่นี่คือที่ที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดนะครับ

[gallery ids="5810,5811,5813"]

เมื่อเที่ยวชมโบราณสถานจนหมดแล้ว ผมรีบกลับไปยังจตุรัสกลางเมืองโกปัน รูอินาสด้วยความหิว แผงตอรติย่า (Tortilla) เพิ่งตั้งเมื่อบ่ายแก่ ๆ แม่ค้าสาวสวยใจดีไม่เพียงเชิญชวนผมให้ลองทานแต่ให้ลองทำด้วย

เสียงแปะ แปะ แปะ เพื่อตบแป้งให้ออกมาเป็นแผ่นกลมได้รูปก่อนจี่บนกระทะร้อน ดูเหมือนจะง่าย แต่เมื่อผมทำแล้วมันกลับเจ๊งไม่เป็นท่า

“เอ่อ.... ผมถ่ายรูปดีกว่าครับ” ผมยอมรับความพ่ายแพ้ ส่วนเธอหัวเราะอย่างขบขัน และยิ้มอย่างดีใจเมื่อผมจัดการตอรตีย่าราดซอสถั่วดำฟริโฆเลส (Frijoles) และเนื้อย่างจนหมดเกลี้ยง

แดดร่มลมตก จตุรัสเริ่มคึกคักอีกครั้ง พ่อค้าน้ำมะพร้าวร้องเรียกให้ผมลอง และไม่ว่าอะไรเลยที่ผมขอถ่ายภาพ

วันนี้ป้าขายน้ำแข็งใสไม่อยู่ แต่มีลุงขายไอศกรีมพ่วงน้ำแข็งใสมาแทน และแฟน ๆ ยังนั่งรอทานกันรอบจตุรัสเหมือนเมื่อวาน

เย็น ๆ เด็ก ๆ มาวิ่งเล่น ผู้ใหญ่มานั่งคุยกัน ผมไม่ได้รู้สึกเลยว่าที่นี่ “ไม่ปลอดภัย”

ค่ำนั้นผมเลิกคิดเรื่องกลับเข้าโรงแรมก่อนมืด เพราะผมคิดว่าจะไปนั่งเล่นฟังกีตาร์สเปนบรรเลงเพราะ ๆ เสียหน่อยจากบาร์เล็ก ๆ ที่อุดมไปด้วยนักดนตรีอารมณ์ดีแถว ๆ นั้น

ส่วนพรุ่งนี้นั้น....ผมว่าจะไปเดินที่โบราณสถานโกปันอีกสักวันเพื่อเก็บตกรายละเอียดที่ผมอาจพลาดไปในวันนี้

ตอนแรกผมกะว่าเมื่อผมดูอารยธรรมมายันที่โกปันเสร็จ ผมจะเผ่นออกจากฮอนดูรัสทันทีทันใด เพราะว่ามันเป็นประเทศอันตร๊ายอันตราย....

ลุงขายไอศกรีมปับน้ำแข็งไส

แต่....แต่คืนนั้นเมื่อผมเดินชิลชิลกลับมาที่โรงแรม ผมเริ่มเปิดหนังสือท่องเที่ยวฮอนดูรัสอ่าน สายตาผมเริ่มสอดส่ายหาเมืองอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

มันอาจจะเป็นเมืองหลวงของประเทศนี้อย่าง “เตกูซิกัลปา” (Tegicigalpa) หรือเกาะ “โรอาตัน” (Roatán) หรือแม้แต่เมืองอภิมหาอันตรายอย่าง “ซานเปโดรซูลา” (San Pedro Sula) ที่มีวิหารสวย ๆ ก็เป็นได้

แต่ที่แน่ ๆ ผมคิดว่าผมเลิกกลัวฮอนดูรัส และผมก็เริ่มเลิกใส่ใจกับพวก Travel Warnings ทั้งหลาย แต่ผมกลับอยากรู้จักประเทศนี้มากขึ้นกว่าตอนเดินทางมาที่นี่

ประเทศฮอนดูรัส... ประเทศที่เขาว่ากันว่า ดุ ดิบ และเถื่อน....

 

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS