HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
รีวิว “9 วัด สู่สวรรค์” หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร (BKKIFF 2026)
by Dae Warunee
14 ก.ย. 2569, 20:55
  64 views

ความรู้สึกแรกหลังหนังจบ รีวิวหนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร  “9 วัด สู่สวรรค์”  (9 Temples to Heaven) ของผู้กำกับ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์”

 

 

เราทำบุญ...เพื่อยื้อชีวิตคนที่รัก หรือเพื่อปลอบประโลมความกลัวของตัวเอง?

ปุจฉาที่ผุดมาในหัว ในฐานะลูกและฐานะคนธรรมดาที่ชอบพาแม่ตะลอนไหว้พระ

 

“9 วัด สู่สวรรค์” ชื่อหนังที่เราปักธงไว้ว่าต้องไปดูให้ได้ และดีใจที่ได้เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้ดูเรื่องเต็มในประเทศไทย หลังจากเดินสายฉายความสำเร็จและเรียกเสียงปรบมือจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก ตั้งแต่การฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ประเทศฝรั่งเศส ในสาย Director’s Fortnight คว้ารางวัลมากมาย อาทิ รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินิวซีแลนด์

 

 

 

ในที่สุด “9 วัด สู่สวรรค์” (9 Temples to Heaven) ผลงานภาพยนตร์ยาวเรื่องล่าสุดในรอบ 9 ปีของผู้กำกับ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” (ควบคุมการสร้างโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ กฤษฎา ขำยัง) ก็ได้เดินทางกลับมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ “ภาพยนตร์เปิด” ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 (Bangkok International Film Festival 2026: BKKIFF 2026) ก่อนจะเข้าฉายจริงให้คนไทยได้สัมผัสพร้อมกันทั่วประเทศ 17 กันยายนนี้

 

 

และนี่คือสามคำกับความรู้สึกแรกหลังแสงไฟในโรงภาพยนตร์สว่างขึ้น...

“ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา”

 

 

เราอยากดูหนังเรื่องนี้เพราะตรงกับชีวิตเราเช่นกัน “ลูก” ที่พาแม่เที่ยววัดสะสมแต้มบุญตุนเสบียงเพื่อภพหน้า มี “หลานย่า” นั่งรถไปเที่ยวด้วย

…เหมือนย่าเราเลยเนาะ” หนังฉายไปไม่ถึง 5 นาที แต่หลานสาววัย 9 ขวบ หันมาพูดประโยคเดิมกับเราซ้ำถึง 3 รอบ

เราพยักหน้า ตอบว่า “จริง” เบาๆ แต่ในใจคือหัวเราะดังมาก

 

 

ความเป็น “ธรรมชาติ” คือความ “ธรรมดา” ที่แสนงดงาม

พล็อตเรื่องดูเหมือนง่าย “9 วัด สู่สวรรค์” เปิดเรื่องด้วยสมาชิกครอบครัว 9 ชีวิต ต่างเจน ต่างความคิด ต่างความเชื่อ ร่วมตระเวนทำบุญ 9 วัดในหนึ่งวันเพื่อสะเดาะเคราะห์และต่อชะตาให้ “คุณย่า” หลังมีคำทายทักว่าท่านอาจจะอยู่ได้อีกเพียงสองสัปดาห์

ความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเป็นธรรมชาติ” ของทีมนักแสดงหลักทั้ง 9 คน นำโดย อมรา รามณรงค์, สุรชัย นิงสานนท์, คล้ายจันทร์ พันธุ์แมน, ญาณีนันท์ จิระภัทรจิตริน, จิรวุฒิ ชิวารักษ์,สมภพ ทรงกำพล, ญาดา กาญจนิศากร, สิรภพ สัณหภักดี และณิชมน ชินธาดาพงศ์ ที่เล่นเป็นธรรมชาติจนเราเผลอลืมไปเลยว่ากำลังดู “นักแสดง” เพราะเชื่อหมดใจว่านี่คือ “ครอบครัวจริงๆ” ที่มีทั้งความเครียดจากภาระหน้าที่ของรุ่นลูก ความขบขันของรุ่นหลาน และความร่วงโรยของคนวัยชรารุ่นย่า ซึ่งทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาได้กระแทกใจ

 

 

เบื้องหลังความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ คือความละเอียดระดับเคี่ยวกรำของผู้กำกับที่นักแสดงแอบแซวว่า บางฉากต้องถ่ายถึง “20 เทค” จนชินกับคำพูดที่ว่า “เมื่อกี้ดีแล้ว แต่ขอใหม่อีกที” เพื่อให้งานภาพและอารมณ์บนจอออกมาเนี้ยบและสมจริงที่สุด

 

สัจธรรม พิธีกรรม และแก๊กไทยสไตล์

สำหรับผู้ชมชาวไทย ฉากถวายสังฆทาน การกรวดน้ำ พิธีรดน้ำศพ หรือบรรยากาศการเดินสายทำบุญสะเดาะเคราะห์ คือสัจธรรมทางวัฒนธรรมที่ซึมลึกอยู่ในสายเลือด หนังเรื่องนี้จึงเป็นงานที่ทำมาเพื่อคนไทยชนิดที่แทบไม่ต้องตีความอะไรเลย

 

ช่วงกลางเรื่องเราเห็นรอยรัก-รอยร้าวระหว่างเจนเนอเรชั่นที่ถูกเล่าออกมาอย่างลื่นไหล มีฉากเครียด ถกเถียง ตบด้วยฉากที่เราแอบยิ้มมุมปากกับแก๊กสไตล์ไทยของคนในผ้าเหลือง ที่สะท้อนผ่านอากัปกิริยาระหว่าง “พระสงฆ์” กับเด็กหนุ่ม ที่เปิดโลกแห่งจินตนาการให้คนดูคิดตามถึงความเป็นมนุษย์ภายใต้ร่มเงาศาสนาได้อย่างมีอารมณ์ขันและเจ็บแสบเล็กๆ

 

 

Sound ดีดึงสติ กับฉาก “ความเงียบ” เรียกน้ำตา

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ต้องชื่นชมคนทำงานเบื้องหลังอย่างจริงจัง คือเทคนิคการใช้องค์ประกอบเสียง (Sound Design) ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ดนตรีบีบคั้นอารมณ์ แต่เลือกใช้เสียงเอ็กซ์ตร้าของสภาพแวดล้อม เสียงประกอบจริงๆ จากจังหวะชีวิตของเมือง วัด และธรรมชาติ ที่ค่อยๆ ดังขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากเราใช้สติเงี่ยหูฟัง มันคือเสียงที่ดึงเรากลับมาอยู่กับสภาวะปัจจุบันตรงหน้าได้อย่างชาญฉลาด

ส่วนในฉากสำคัญที่ถ่ายทอดอารมย์ของ “ลูกที่ดี” ซึ่งผู้กำกับเลือกที่จะไม่ใช้เสียง ปล่อยให้ความเงียบเป็นเสียงที่ดังที่สุด ฉากที่ไม่เห็นแม้กระทั่งสีหน้าของตัวละคร แต่หากตกตะกอนจะซึ้งใน “ธรรมะ” สัมผัสแม่ลูกกลับทำให้คนดูรับรู้ถึงความรัก ความปรารถนาดี และการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตของลูกกับการ “ยอมปล่อย”

“การจากไปของแม่” สิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีความกลัวเหมือนกัน เราอาจทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนที่เรารักได้อยู่ต่อ... หนังจับหัวใจตรงนี้มาบีบเค้นเล่นกับความรู้สึกลึกๆ ก่อนจะฝากฉากจบที่ตราตรึงกับ “เสียง” ที่คุณย่าทิ้งไว้ คลอไปกับภาพสลัว ความมืดดำ และวาระเศร้าสร้อย ทว่า ทุกโสตที่หูได้ยินกลับอบอุ่นด้วยความทรงจำว่าคนที่เราเคารพรักไม่ได้หายไปไหน ตราบใดที่เสียงของเธอยังก้องอยู่ในหัวใจเรา

 

 

โปสเตอร์วิ่งในวัด

หากสังเกตโปสเตอร์หลักของภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้ (ขอสปอยล์นิด) เลือกใช้ภาพลูกชายคนโตกำลังวิ่งอย่างกระตือรือร้น ซอกแซกไปตามมุมต่างๆ ในวัด หลังได้ยินพระทักว่า “ที่วัดมีพระนอนที่เข้าไปดูหัวใจพระได้ โยมน่าจะพาโยมแม่ไป…” พระท่านยังพูดไม่ขาดคำ เขาก็รีบลุกวิ่งไปโดยไม่สนใจใคร

ทุกสายตา ทุกมุมกล้อง จับจ้องไปที่การวิ่ง ในฐานะลูกคนโตที่แบกภาระเรื่องนี้ไว้บนบ่า เราแอบจินตนาการจุดหมายปลายทางอย่างซึ้ง มโนภาพการวิ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ความรัก ความตั้งใจที่แน่วแน่ ... แต่เราเข็มขัดสั้นเกินไป (คาดไม่ถึง) แล้วเขาวิ่งไปไหน...ไม่บอก!! ต้องไปดูกันเอง

สุดท้ายจุดหมายของการทำบุญ 9 วัด จะพาครอบครัวนี้ไปถึงจุดไหน? และสวรรค์ที่แท้จริงคืออะไร? ค้นหาคำตอบพร้อมกัน 17 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์และโรงฉายได้ทางเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ: “At A Time Pictures

สามารถชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://youtu.be/uvqy19JQyGc

 

#9วัดสู่สวรรค์ #9TemplestoHeaven

#AtATimePictures #KicktheMachine

#BKKIFF2026 #BangkokInternationalFilmFestival

#TaladNang # CreativeCulture #ThaiFilm

ABOUT THE AUTHOR
Dae Warunee

Dae Warunee

นักกฎหมายที่หยั่งรากบนเส้นทางสายนักเขียน เซียนเรื่องกินเที่ยว หวังเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์

ALL POSTS