เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล จากไอศกรีมขายไม่ออก สู่ Jinta ที่ชวนชิมวัตถุดิบไทยผ่านรสชาติ
รู้จัก เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล แห่ง Jinta ผู้เปลี่ยนวัตถุดิบไทยที่ถูกมองข้าม ให้กลายเป็นไอศกรีมที่ทั้งเล่าเรื่องและสร้างคุณค่าใหม่
จากมนุษย์เงินเดือนที่ต้องหาอาชีพเสริมเพราะรายได้แทบไม่ชนปลายเดือน เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล เลือกไปเรียนทำไอศกรีม ทั้งที่แทบไม่มีความรู้เรื่องอาหาร
จากวานิลลา ช็อกโกแลต และสตรอว์เบอร์รีที่ขายได้เดือนละไม่กี่พันบาท วันนี้ไอศกรีม Jinta มีตั้งแต่มะเกี๋ยง ตะลิงปลิง มะระ ผักชี ไปจนถึงขนมครก ครองแครง และขนมเปียกปูน
แต่เรื่องของ Jinta ไม่ได้อยู่ที่ว่า “อะไรเอามาทำเป็นไอศกรีมได้บ้าง” หากอยู่ที่ว่า วัตถุดิบไทยที่เราเดินผ่านโดยไม่เคยมองนั้น จะกลับมามีคุณค่าในสายตาคนกินได้อย่างไร
บ่ายวันอาทิตย์ เรานั่งคุยกับหนุ่ม - เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล ที่ร้านไอศกรีมจินตะ ปากซอยพุทธบูชา 29 ย่านบางมด เป็นร้านเล็กๆ ที่หนุ่มกับภรรยา ช่วยกันบริหาร ทั้งการจัดซื้อวัตถุดิบ การคิดค้นทดลองรสชาติใหม่ ไปจนถึงการดูแลลูกค้า
หนุ่มเล่าว่า หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็ไปเป็นมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทด้านโลจิสติกส์ พอมีลูกคนแรก เขาก็วางแผนไว้ว่าจะให้เข้าโรงเรียนรุ่งอรุณ เพราะชอบแนวทางการเรียนการสอน แต่เมื่อดูรายได้ของทั้งสองคนแล้วแทบจะไม่พอใช้ในแต่ละเดือน ทำให้ต้องมองหารายได้เสริม ในที่สุด หนุ่มก็เลือกไปเรียนทำไอศกรีมทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องอาหารมาก่อนเลย คิดเพียงแค่ว่า น่าจะทำง่ายกว่ากาแฟ หรือเบเกอรี่
จบคอร์สแล้ว หนุ่มก็เอาเงินออมไปซื้อเครื่องปั่นไอศกรีมขนาดเล็ก ราคาประมาณ 9 หมื่นบาท แล้วเริ่มทำไอศกรีมรสชาติตามที่เรียนมา คือ วานิลา ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี โดยขายผ่านทางเพจ Jinta อย่างเดียว เนื่องจากวันจันทร์-ศุกร์ หนุ่มกับภรรยายังคงทำงานประจำ
"ช่วงแรกๆ ก็มีญาติและเพื่อนๆ มาอุดหนุน ต่อมาก็ขายได้น้อยลง บางเดือนขายได้แค่พันกว่าบาท ทำให้ต้องขายๆ หยุดๆ บางปีก็หยุดขายเกือบทั้งปี เป็นแบบนี้อยู่ 4-5 ปี ก็ตัดสินใจเลิกทำ ผมก็ได้แต่บ่นกับตัวเองว่า ซื้อวัตถุดิบอย่างดีมาทำแล้ว แต่ทำไมขายไม่ได้ ผมทำงานฝ่ายการตลาดที่บริษัท แต่กลับไม่รู้ว่าจะต้องทำตลาดไอศกรีมอย่างไร"

ตลาดกรีนจุดประกายไอเดียใหม่
ช่วง 10 ปีที่แล้ว ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ สินค้ารักษ์โลก และตลาดประเภทอาร์ตแอนด์คราฟต์ กำลังบูม หนุ่มก็ตัดสินใจลองไปออกบูธครั้งแรกที่ตลาดตะลักเกี้ยะ Friendly Market ตลาดนัดเสาร์-อาทิตย์เล็กๆ ย่านตลาดน้อยที่ต้องการให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคคนเมืองโดยตรง
ที่นี่ทำให้หนุ่มกลับมามองไอศกรีมของตัวเองใหม่ จากที่เคยทำเพียงวานิลลา ช็อกโกแลต และสตรอว์เบอร์รี เขาเริ่มมองไปยังวัตถุดิบที่อยู่รอบตัวในตลาด

หนุ่มก็ยังทำไอศกรีมรสชาติเดิมๆ ไปขาย จนวันหนึ่ง มีเกษตรกรในตลาดมาถามว่า ทำไมหนุ่มไม่ลองซื้อผลไม้จากป้าที่ขายในตลาดมาทำเป็นไอศกรีมบ้าง หลังจากนั้น เขาก็เริ่มเปิดใจเอาผลไม้มาลองทำเป็นไอศกรีม จนทำให้ไอศกรีมจินตะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกัน เกษตรกรก็เอาผักผลไม้ที่เขาไม่รู้จักมาให้ลอง เช่น ฟักข้าว มะเกี๋ยง (ผลไม้พื้นบ้านในวงศ์เดียวกับลูกหว้า) ตะลิงปลิง
ผมเริ่มสนุกกับการได้คิดค้นรสชาติไอศกรีมแปลกใหม่จากผลไม้ไทย ต่อมาก็ทดลองทำไอศกรีมจากผัก เช่น ไอศกรีมสองสีจากผักโขมและฟักทอง คะน้ากับสะระแหน่ ต้นหอม และผักชี แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกฟินสุดๆ ก็คือ ไอศกรีมจากมะระ เพราะมีคนมาท้าว่า จะสามารถทำได้ไหม สุดท้าย ผมก็ทำออกมาได้ โดยใช้ชีสเค้กมาช่วยแก้ความขมของมะระ"

ไอศกรีมจากผักผลไม้ได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้ให้บริการจัดอีเวนต์ และจัดเลี้ยงนอกสถานที่เข้ามาติดต่อหลายราย แต่ก็พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย เพราะหนุ่มกับภรรยายังทำงานประจำอยู่ สุดท้าย เขาก็ตัดสินใจให้ภรรยาลาออกจากงานเพื่อมาดูแลธุรกิจไอศกรีมอย่างเต็มที่ ผ่านไปหนึ่งปี หนุ่มก็ลาออกมาลุยธุรกิจไอศกรีมที่กำลังไปได้ดี ทั้งออกบูธตามตลาดกรีน และงานอีเวนต์ต่างๆ แต่แล้วธุรกิจก็ต้องหยุดชะงักเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19
ตอนแรก หนุ่มก็คิดว่าคงขายไม่ได้แล้ว แต่พอลองโพสต์ขายทางเพจและบริการส่งฟรีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับขายดีมาก ทำรายได้สัปดาห์ละ 2–3 หมื่นบาท

จากขนมไทยไปถึงข้าวกับเครื่องแกง
หนุ่มเคยฝันอยากเปิดร้านในห้างสรรพสินค้า แต่เขาได้เรียนรู้ว่าไม่เหมาะกับตัวเอง เพราะไม่มีทีมงานเพียงพอ ในที่สุด เขาก็ปักหลักเช่าพื้นที่เปิดร้านที่ปากซอยพุทธบูชา 29 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว อีกทั้งยังอยู่ใกล้บ้านและโรงเรียนของลูกด้วย
หลังจากคิดค้นสูตรไอศกรีมผักผลไม้ได้หลากหลาย หนุ่มก็เริ่มทดลองเอาวัตถุดิบมาทำไอศกรีมรสชาติขนมไทย เช่น ไอศกรีมรสขนมครก ไอศกรีมรสครองแครงน้ำกะทิสด และไอศกรีมรสขนมเปียกปูน โดยหนุ่มจะนำเสนอไอศกรีมในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน เพราะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและฤดูกาลด้วย บางอย่างเป็นผลไม้พื้นเมืองที่คนไม่ค่อยรู้จัก เช่น มะเขาควายจากน่าน (ผลไม้ป่ามีรสเปรี้ยวและกรอบ) และ มะหลอด (ไม้ผลพื้นบ้านพบมากในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย) คล้ายๆ มะเขือเทศเชอรี่
นอกจากนี้ หนุ่มยังเริ่มนำเอาข้าวมาทำเป็นไอศกรีม ล่าสุด เขาทำเป็นไอศกรีมแท่งข้าว 4 สี ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวแดง และข้าวดำ แล้วราดด้วยซอสเครื่องแกงเขียวหวาน พะแนง และต้มข่า ซึ่งจะเป็นเมนูพิเศษสำหรับอีเวนต์ ที่นี่ ยังเป็นครัวที่สร้างสรรค์ไอศกรีมผักผลไม้ให้กับโรงแรมศิวาเทล ดุสิตธานี ร้านคาเฟ่ และร้านอาหารสุขภาพ

คุณค่าที่มากกว่าความอร่อย
ตอนเรียนหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างพอเพียง มหาวิทยาลัยมหิดล พี่หนุ่ย - ศิริกุล เลากัยกุล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการพอแล้วดี ให้โจทย์สำหรับทำวิทยานิพนธ์ว่า หนุ่มทำความหวานให้กับคนอื่นกินแล้ว ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรบ้างเหรอ ถ้าทำให้คนที่เป็นเบาหวานสามารถกินหวานได้ก็จะดีมาก คือ ทำให้อร่อยและดีต่อสุขภาพ
หนุ่ม ไปศึกษาหาข้อมูลก็พบว่า สมุนไพรไทยที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้มีน้อยมาก เช่น หญ้าหวาน เก็กฮวย หล่อฮังก้วย แต่ข้อเสีย เวลานำมาทำเป็นไอศกรีมจะให้อารมณ์เหมือนยาต้มแพทย์แผนไทย ผู้บริโภคก็จะไม่ชอบ จนมาค้นพบฝักคูน (ฝักคูน หรือ ราชพฤกษ์) ซึ่งถูกขนานนามว่า วานิลาของตะวันออก แต่กินมากไม่ได้ เพราะมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ขณะนี้ อยู่ในช่วงทดลองเอาความหวานเบาๆ ของฝักคูนมาทำเป็นไอศกรีม 4 รสชาติ ได้แก่ วานิลา สตรอว์เบอร์รี ช็อกโกแลต และกาแฟ

โครงการพอแล้วดีทำให้เขามีจุดยืนชัดเจนขึ้นว่า อยากนำพืชผักผลไม้ที่ถูกมองข้ามมาเป็นวัตถุดิบของไอศกรีม และบอกเล่าเรื่องราวผ่านรสชาติที่ “เกินจินต(นาการ)” เพื่อจุดประกายให้คนกลับมามองเห็น รัก และหวงแหนคุณค่าของวัตถุดิบเหล่านั้น เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้และรักษาต่อไป
สำหรับหนุ่ม จึงไม่ใช่แค่การหยิบอะไรก็ได้มาทำเป็นไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ แต่รสชาตินั้นต้องส่งต่อเรื่องราว ความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ด้วย
#OffTheRadar #HappeningBKK #Jinta #เมธวัจน์เกียรติกีรติสกุล #ไอศกรีม #วัตถุดิบไทย #Creativefood
