28 ปี Christie’s ในไทย กับรสนิยมของนักสะสมที่เปลี่ยนไป
ย้อนดู 28 ปี Christie’s ในไทย ผ่านรสนิยมของนักสะสมที่เปลี่ยนจาก Luxury สู่งานศิลปะ เมื่อคนรุ่นใหม่ศึกษามากขึ้นและสะสมแบบไร้เส้นแบ่ง
จากเมื่อก่อนที่ จิวเวลรี นาฬิกา และสินค้าลักซ์ชัวรีเป็นพระเอกของตลาดนักสะสมไทย มาถึงทุกวันนี้ที่คนวัย 30–40 ปีเริ่มสะสมงานศิลปะ ศึกษา provenance เดิน Art Fair และสะสมของข้ามหมวดหมู่ เส้นทางเกือบสามทศวรรษของ Christie’s ในประเทศไทย กำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับรสนิยมของนักสะสมไทยที่เปลี่ยนไป
เมื่อ Christie’s เริ่มเข้ามาประเทศไทยเมื่อปี 2540 บรรยากาศของวงการสะสมแตกต่างจากวันนี้มากทีเดียว
ช่วงนั้นประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง ตลาดนักสะสมยังอยู่ในวงแคบ และงานศิลปะยังไม่ได้เป็นหมวดของสะสมที่ได้รับความนิยมมากนัก เมื่อเทียบกับ จิวเวลรี นาฬิกา และของสะสมลักซ์ชัวรี ซึ่งเติบโตได้เร็วกว่ามาก
The Alchemy of Value: Inside Christie’s Luxury Auctions
เกือบสามทศวรรษผ่านไป ภาพรวมนั้นเปลี่ยนไปพอสมควร
ไม่เพียงตลาดศิลปะไทยจะใหญ่ขึ้น แต่ตลาดนักสะสมเองก็เปลี่ยนทั้งอายุ ความสนใจ วิธีหาข้อมูล และเหตุผลในการซื้อ
เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในโอกาสครบรอบ 40 ปี Christie’s Asia ซึ่งนำผู้หญิงสามคนที่อยู่กับเส้นทางของ Christie’s ในประเทศไทยมาพูดคุยกัน ได้แก่ ปัญญชลี เพ็ญชาติ ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา Christie’s Thailand, เยาวณี นิรันดร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท คริสตี้ส์ อ๊อกชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา
แต่หากมองข้ามเรื่องราวของ Auction House แห่งหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับ “คนสะสมของ” ในประเทศไทย
จากผู้ซื้อ สู่ “นักสะสม”
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดคือ อายุของนักสะสมที่ลดลง
Christie’s ระบุว่า ปัจจุบันมีนักสะสมรุ่นใหม่ในช่วงอายุประมาณ 30–40 ปี รวมถึงนักสะสมเจเนอเรชันที่สองเข้ามาในตลาดมากขึ้น และคนกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับของสะสมประเภทใดประเภทหนึ่ง
พฤติกรรมที่เรียกว่า Cross-Category Collecting ทำให้คนคนเดียวอาจสนใจกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ไวน์ งาน Modern Art และ Contemporary Art ไปพร้อมกัน เส้นแบ่งระหว่าง Art, Luxury และ Collectibles จึงไม่ชัดเหมือนในอดีต
ประภาวดี โสภณพนิช มองว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปพร้อมกับอายุของนักสะสมคือ ความรู้
นักสะสมรุ่นใหม่ไม่ได้เริ่มจากความชอบเพียงอย่างเดียว หลายคนค้นคว้าข้อมูลก่อนซื้อ มีความรู้เฉพาะทาง และเชื่อมการสะสมเข้ากับทั้ง Lifestyle, Taste และ Investment
แต่ Passion ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะคอลเลกชันที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น หากค่อย ๆ เติบโตจากประสบการณ์ การศึกษาประวัติศาสตร์และตลาด รวมถึงการเดินทางไปดูผลงานจริงตามพิพิธภัณฑ์และ Art Fair
พูดอีกแบบหนึ่งคือ การซื้อของแพงกับการเป็นนักสะสมอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความอยากรู้ว่า ใครสร้างงานชิ้นนี้ มาจากช่วงเวลาไหน เคยอยู่ที่ใด และเหตุใดมันจึงมีความหมาย
เมื่อชื่อศิลปินไทยเดินทางเข้าสู่ตลาดสากล
ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านเกิดขึ้นกับตัวงานศิลปะไทยเอง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลงานของศิลปินไทยหลายคนสร้างราคาสูงในการประมูลที่ฮ่องกง
ปี 2023 Scream of Sorrowful (1968) ของถวัลย์ ดัชนี และ The Symphony of the Universe (1971) ของประเทือง เอมเจริญ ปิดการประมูลที่ 6,048,000 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อชิ้น หรือราว 25 ล้านบาท ขณะที่ God (2011) ของนที อุตฤทธิ์ ทำราคา 4,032,000 ดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2022
ส่วนปี 2024 ผลงาน Untitled (1963) ของจ่าง แซ่ตั้ง ปิดที่ 1,638,000 ดอลลาร์ฮ่องกง และผลงานของดำรง วงศ์อุปราช ปิดที่ 1,512,000 ดอลลาร์ฮ่องกง
ตัวเลขเหล่านี้อาจสะดุดตา แต่สำหรับคนสะสม ราคาไม่ใช่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่สำคัญ
นักสะสมปัจจุบันตรวจสอบตั้งแต่สถิติราคาประมูล สภาพของผลงาน ประวัติที่มา หรือ Provenance ไปจนถึงการรับรองความแท้ ซึ่งทั้งหมดมีผลต่อทั้งความน่าเชื่อถือและมูลค่าของงานในตลาดรอง
ภาพหน้าจอผลประมูลที่ Christie’s นำมาเผยแพร่ก็ทำให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น ตั้งแต่งานของถวัลย์ ดัชนี ประเทือง เอมเจริญ นที อุตฤทธิ์ ก้องกาน ไปจนถึงดำรง วงศ์อุปราช จะเห็นได้ชัดเจนว่าศิลปินต่างยุค ต่างภาษา และต่างฐานนักสะสม แต่สามารถอยู่ในตลาดเดียวกันได้
นักสะสมเอเชียไม่ได้รอให้ตะวันตกบอกว่าอะไรควรสะสม
ความเปลี่ยนแปลงของไทยเกิดขึ้นพร้อมกับการขยับตัวของตลาดเอเชีย
Christie’s มองว่า นักสะสมเอเชียกำลังมีบทบาทต่อทิศทางตลาดโลกมากขึ้น และแต่ละประเทศก็มีบุคลิกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เวียดนามมีสัดส่วนความสนใจในงานศิลปะสูง ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนผสมระหว่าง Art และ Luxury ตั้งแต่งานศิลปะ นาฬิกา จิวเวลรี กระเป๋า ไปจนถึงไวน์
ข้อมูลตลาดครึ่งแรกของปี 2026 ยิ่งทำให้เห็นบทบาทของคนรุ่นใหม่ชัดขึ้น โดย Christie’s ระบุว่า 47% ของลูกค้าใหม่ทั่วโลกเป็น Millennials และ Gen Z ขณะที่ช่องทางออนไลน์ดึงผู้ซื้อหน้าใหม่ได้ถึง 63% จึงไม่น่าแปลกที่โลกของการสะสมในวันนี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเดินเข้า Auction House อีกต่อไป
คนรุ่นใหม่สามารถเห็นงาน อ่านประวัติ เปรียบเทียบราคา ติดตามศิลปิน และเข้าถึงฐานข้อมูลการประมูลจากหน้าจอ ก่อนจะตัดสินใจว่าผลงานชิ้นไหนควรเข้ามาอยู่ในชีวิตของตัวเอง
แล้วประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร
คำถามสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า คนไทยจะสะสมงานศิลปะมากขึ้นหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เมื่อเรามีทั้งศิลปิน นักสะสม แกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ และคนดูมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยจะเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้แค่ไหน
เยาวณี นิรันดร มองว่า ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรม ศิลปิน นักสะสม แกลเลอรี และชุมชนสร้างสรรค์อยู่แล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดตั้งแต่โครงสร้างภาษี ขั้นตอนการขออนุญาต ไปจนถึงพื้นที่จัดงาน และเสนอว่าหากภาครัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง ไทยมีโอกาสพัฒนาไปสู่การเป็น Art Hub ของภูมิภาคได้
นั่นอาจเป็นอีกความเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนรอคอย
เพราะเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน โจทย์หนึ่งของตลาดนักสะสมคือการทำให้คนรู้จักและเข้าใจ “การประมูล” แต่ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ค้นหาราคาประมูลย้อนหลังได้ด้วยตัวเอง เดิน Art Fair ทั้งในและนอกประเทศ ติดตามศิลปินผ่านทางออนไลน์ มีทั้งงานศิลปะและของสะสมหลายประเภทอยู่ในคอลเลกชันเดียวกัน
ตลาดจึงไม่ได้เปลี่ยนเพราะมีของให้ซื้อมากขึ้นเท่านั้น แต่เพราะคนซื้อรู้มากขึ้น และกำลังนิยามคำว่า “ของที่ควรค่าแก่การสะสม” ด้วยรสนิยมของตัวเอง
ขอบคุณภาพจาก Christie's Thailand
#HappeningBKK #Christies #ChristiesThailand #ArtCollectors
