HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ปลดล็อคเวลเนสไทยสู่เวทีโลก เชื่อมนักวิจัย-ผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่
by L. Patt
24 พ.ค. 2569, 20:58
  48 views

เศรษฐกิจเวลเนสไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล เมื่อ NIA จับมือจุฬาฯ เชื่อมนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเฮลท์เทคสตาร์ทอัพ ยกระดับบริการและนวัตกรรมเวลเนสมูลค่าสูง ผลักดันไทยสู่ระดับโลก

ตลาดเวลเนสโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่คำถามสำคัญคือ ไทยจะเปลี่ยนจุดแข็งด้านบริการและภูมิปัญญาสุขภาพ ไปสู่ ‘เวลเนสมูลค่าสูง’ ได้อย่างไร

Ayuraveda /Samui Kamalaya
Ayuradic treatment//PHOTO courtesy of Kamalaya Samui

เมื่อคนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาวะและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) มากขึ้น เพราะต้องการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพทั้งกายและใจ ทำให้ตลาดเวลเนสโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 0.63% ของตลาดโลก สะท้อนว่าไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมหาศาล แต่โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ “เวลเนสมูลค่าสูง” และขึ้นไปอยู่ใน 5 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสของโลก

ล่าสุด สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านการสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ นักวิจัย และเฮลท์เทคสตาร์ทอัพ เพื่อสนับสนุนการยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ผลักดันงานวิจัยจากหิ้งไปสู่ห้าง

ประเทศไทยมีผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับสุขภาพเยอะมาก แต่ยังถูกตั้งคำถามว่าจะต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงให้มากขึ้นได้อย่างไร ดังนั้น NIA จึงให้จุฬาฯ ดำเนินโครงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเวลเนสไทย โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นระยะเวลา 2 ปี (2569-2570) 

ดร พรอนงค์ อร่ามวิทย์ จุฬาศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ หัวหน้ากลุ่มวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงการฯ เล่าถึงแผนการดำเนินงานว่า เริ่มจากการประชุมกับผู้ประกอบการเวลเนสทั้งเล็กและใหญ่ร่วม 200 ราย เพื่อรับฟังปัญหา ทั้งด้านจำนวนผู้ใช้บริการ การเพิ่มมูลค่า และมาตรฐานการบริการ จากนั้นก็พูดคุยกับนักวิจัย เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินว่ามีงานวิจัยใดบ้างที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการได้ โดยภาคกลางมีจุฬาฯ เป็นศูนย์กลาง ภาคเหนือมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภาคอิสานได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคใต้มี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

wellness research"เรามีหน้าที่หานักวิจัยมาเสิร์ฟให้กับผู้ประกอบการ โดยจะเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายมาจับคู่กันได้ จากนั้น จุฬาฯ จะช่วยการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งถือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่จะผลักดันงานวิจัยให้ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้"

ในการจัดสัมมนา "Beyond Relaxation เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิจัย ต่างเห็นพ้องกันว่า การมีข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based approach) จะเป็นอีกปัจจัยหลักที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ เช่น การนวดแผนไทย และสมุนไพรไทย ซึ่งผลงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์จะช่วยเพิ่มโอกาสและมูลค่าของเศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทย

Chivasom
PHOTO Courtesy of Chiva Som

สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ

จุฬาฯ ตั้งเป้าจะสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการนำร่องให้ได้อย่างน้อย 6 เครือข่ายภายในปีนี้ โดยแต่ละเครือข่ายจะเป็นผู้ประกอบการเวลเนสที่ให้บริการไม่ต่ำกว่า 10  สาขา เช่น ชีวาศรม , Let's Relax Spa, Heath Land, และ Divana เป็นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาให้มาเข้าร่วมโครงการฯ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็ก ก็สามารถเข้าร่วมแต่ละเครือข่ายได้ 

ดร.พรอนงค์ บอกว่า การสร้างเครือข่ายจะทำให้สามารถเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการเชิงลึกได้ ซึ่งจะทำให้วิเคราะห์ pain points และความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกัน จะเป็นกลไกให้เกิดโมเดล Train the trainers ซึ่งแต่ละเครือข่ายก็จะมีการบริการที่เป็นซิกเนเจอร์ และมีมาตรฐานสากลที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการบริการทั้งประเทศ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า  การผลักดันงานวิจัยจนออกมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้นั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่ใต้น้ำ คือ การสร้าง entrepreneurial mindset ของผู้ประกอบการ และต้องสร้างความแตกต่าง สร้างเอกลักษณ์ของเวลเนสไทย ซึ่งการวิจัยจะมาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้

Divana Spa
Sensory Branding ของ Divana//PHOTO Courtesy of Divana

การวิจัยวันนี้ต้องไม่สร้างแค่เพียงความต่างทางด้านประโยชน์ใช้สอย (Functional value) แต่ต้องสร้าง sensory marketing หรือ sensory branding ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ แพ็กเกจ กลิ่น สี และรสชาติ เพราะประโยชน์ใช้สอยทำเหมือนกันได้ แต่แบรนด์เลียนแบบไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายว่า จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเลือกเวลเนสไทย

ส่วนของปลายน้ำก็ไม่ใช่แค่การขาย แต่จะต้องทำให้เกิด Customer Engagement ไม่ใช่แค่จงรักภักดีต่อแบรนด์ แต่มีความผูกพันและอยากซื้อซ้ำ มากกว่านั้น ลูกค้าจะทำตัวเป็นสื่อให้กับแบรนด์ด้วยการบอกต่อ ไม่ใช่เป็นแค่ลูกค้า แต่เป็นสาวก 

"เราต้องบูรณาการการวิจัยตั้งแต่ในห้องทดลองจนออกมาเป็นสินค้า และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การวิจัยลูกค้า (Consumer-centric approach) เพื่อให้เรารู้ว่าลูกค้าอยากได้อะไร ไม่ใช่ Product-centric approach" 

ปรับนโยบายส่งเสริมสุขภาวะ

ที่ผ่านมา แม้ว่าแทบทุกรัฐบาลจะประกาศนโยบายที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น Medical & Wellness Hub ของโลก แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังทำงานแบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจเวลเนสอย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร ชีวาศรม บอกว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดก็คือ ความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมแพทย์แผนไทยในระดับสากล วันนี้ เวลเนสไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็นลักชัวรี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของโลกที่กำลังถูกขับเคลื่อนครั้งใหญ่ใน 3 ประเด็น คือ

1 การใช้ชีวิตจากการบริโภค ไปสู่เรื่องการฟื้นฟูที่แท้จริง 

2 การหลีกหนีชีวิตประจำวัน ไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในอย่างยิ่งใหญ่

3 การมีความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ไปสู่การมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยมีความได้เปรียบหลายด้านที่ขึ้นไปอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจเวลเนส หากเราสามารถเปลี่ยนจากการเป็นที่พักผ่อน สู่การเป็น sanctuary for wellbeing ของโลกใบนี้ได้

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ขณะที่ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จํากัด (มหาชน) เสนอแนะว่า รัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการ Wellness แห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ เหมือนโมเดล ศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์โควิดหรือ ศบค. เพราะการจะบรรลุเป้าหมายได้ จำเป็นต้องมีการรวมศูนย์อำนาจที่สามารถสั่งการข้ามกระทรวง จึงจะปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ทางกฎหมาย 

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเลิกมองการลงทุนด้านสุขภาพเป็นภาระ แต่มองเป็น "Incentive" โดยมีมาตรการทางภาษีที่ให้รางวัลแก่คนรักสุขภาพ เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับค่าตรวจเช็คสุขภาพ (Check-up) และค่าเรียนโยคะ สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับอุปกรณ์กีฬา ตั้งแต่ นวมมวยไทย ที่นอน หมอน  ไปจนถึงการสร้างสระว่ายน้ำ

จากรายงาน Global Wellness Economy monitor 2025, "Global Wellness Institute” ชี้ว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 เป็น 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 และคาดว่าจะสูงถึง 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2572 

 

#WellnessEconomy #WellnessThailand #MedicalWellnessHub #เศรษฐกิจเวลเนส #เวลเนสไทย #NIA #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #HealthTech
 

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS