‘จากดอย…สู่แก้วกาแฟแก้วโปรด’ เมื่ออนาคตกาแฟ เริ่มต้นที่...‘ต้นทาง’
สตาร์บัคส์ เดินหน้ายกระดับการสนับสนุนชาวไร่กาแฟภาคเหนือของไทยผ่านโครงการพัฒนาระยะเวลา 3 ปี เสริมความพร้อมการรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางวันที่สภาพอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “กาแฟ” กลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนที่แปรปรวน และศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้าในพื้นที่ภาคเหนือของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติละเอียดอ่อนและกลิ่นหอมซับซ้อน สตาร์บัคส์ จึงเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) ผ่านโครงการพัฒนาระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนชาวไร่กาแฟไทย ตั้งแต่การเพาะปลูก การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการสร้างความยืดหยุ่นให้ชุมชนผู้ปลูกกาแฟสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และสร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

โครงการพัฒนาระยะเวลา 3 ปี
โครงการดังกล่าวถูกประกาศขึ้นก่อนงาน World of Coffee Bangkok 2026 โดยต่อยอดจากความร่วมมือกับชุมชนผู้ปลูกกาแฟในภาคเหนือของไทยที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนแนวคิด “Bean-to-Cup” หรือ “จากเมล็ดกาแฟสู่แก้ว” ของสตาร์บัคส์ ที่ให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางการเพาะปลูก ไปจนถึงศาสตร์การคั่วและศิลปะการชงกาแฟในทุกแก้ว

พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
“กาแฟอาราบิก้า” พืชที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ
กาแฟอาราบิก้า ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักของไทย มีจุดเด่นจากกลิ่นหอมซับซ้อนและรสชาติละเอียดอ่อน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพืชที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศและปลูกได้ยาก โดยประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนที่แปรปรวน รวมถึงแรงกดดันจากศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่ยังเกิดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซียและหลายประเทศผู้ผลิตกาแฟสำคัญของโลก โครงการใหม่นี้จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามพรมแดน ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติและการให้คำแนะนำในพื้นที่จริง เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ท่ามกลางภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ชาวไร่กาแฟที่ได้รับการสนับสนุนจาก ITDF จะได้ทำงานร่วมกับนักปฐพีวิทยาจาก Starbucks Farmer Support Center (FSC) บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟ 10 แห่งทั่วโลกของสตาร์บัคส์ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
องค์ความรู้ที่ถูกถ่ายทอดครอบคลุมตั้งแต่การตัดแต่งกิ่ง การบำรุงดิน การจัดการร่มเงา ไปจนถึงกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของไร่กาแฟ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อความผันผวนของสภาพอากาศ
การดำเนินงานดังกล่าวยังต่อยอดจากงานวิจัยของ Hacienda Alsacia ฟาร์มวิจัยและนวัตกรรมของสตาร์บัคส์ในประเทศคอสตาริกา ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและทดลองแนวทางการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน รวมถึงสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีความทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น โดยองค์ความรู้จากเครือข่ายระดับโลกนี้เปิดกว้างให้ชาวไร่กาแฟเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปลูกกาแฟส่งให้สตาร์บัคส์หรือไม่ก็ตาม
ตลอดระยะเวลา 3 ปี โครงการจะครอบคลุมพื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ผ่านเครือข่ายชุมชนของ ITDF เพื่อขยายการเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติ และสร้างการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในชุมชนผู้ปลูกกาแฟ
ในปีแรก ชาวไร่กาแฟและทีมภาคสนามของมูลนิธิฯ จะเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติที่ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟในสุมาตรา พร้อมการลงพื้นที่ของนักปฐพีวิทยาสตาร์บัคส์ เพื่อประเมินและพัฒนาการจัดการไร่กาแฟในภาคเหนือของไทย
ส่วนในช่วงปี 2570–2571 โครงการจะขยายผลผ่านการจัดตั้ง “ฟาร์มต้นแบบ” ที่ได้รับการรับรองตามแนวปฏิบัติ Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) ซึ่งเป็นแนวทางของสตาร์บัคส์ในการสรรหากาแฟอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ เพื่อให้ฟาร์มเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
ความร่วมมือครั้งนี้ยังต่อยอดจากการทำงานร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปี ระหว่างสตาร์บัคส์และ ITDF เพื่อสนับสนุนชุมชนผู้ปลูกกาแฟภาคเหนือ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน

ม่วนใจ๋เบลนด์
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Starbucks® Muan Jai™ Blend กาแฟเบลนด์ที่เปิดตัวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2546 และมีจำหน่ายเฉพาะในไทย โดยนำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าจากภาคเหนือมาพัฒนาเป็นเบลนด์เฉพาะ พร้อมนำรายได้ 5% กลับคืนสู่ชุมชนผู้ปลูกกาแฟอย่างต่อเนื่อง ตามความหมายของคำว่า “ม่วนใจ๋” ที่หมายถึงความสุขจากใจอย่างเต็มเปี่ยม

สตาร์บัคส์ยังสนับสนุนร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) ทั้ง 3 แห่งในประเทศไทย ซึ่งร่วมสมทบเงิน 10 บาทจากเครื่องดื่มทุกแก้ว เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตในพื้นที่ปลูกกาแฟภาคเหนือ โดยตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา บริษัทได้สนับสนุนงบรวมกว่า 20 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกับ ITDF รวมถึงการจัดตั้งคลินิกสุขภาพในบ้านห้วยส้มป่อยที่ให้บริการแก่ชาวไร่กาแฟและชุมชนใกล้เคียง

ภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 สตาร์บัคส์ยังนำเสนอเมล็ดกาแฟคัดสรรพิเศษ ทั้ง Starbucks Reserve™ Thailand Mae Hong Son และ Starbucks® Muan Jai™ Blend ร่วมกับกาแฟจากแหล่งปลูกชั้นนำของโลก เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสว่าความแตกต่างของแหล่งปลูก กระบวนการผลิต และระดับการคั่ว ส่งผลต่อรสชาติของกาแฟอย่างไร
“นาโอโกะ คิโดตะ”
มาสเตอร์ โรสเตอร์จาก Starbucks Reserve Roastery Tokyo
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการปรากฏตัวของ นาโอโกะ คิโดตะ มาสเตอร์ โรสเตอร์จาก Starbucks Reserve Roastery Tokyo ซึ่งเป็นหนึ่งในมาสเตอร์โรสเตอร์ที่ได้รับการรับรองเพียง 2 คนในเอเชีย และประมาณ 10 คนทั่วโลก โดยเธอจะพาผู้เข้าชมสำรวจโลกของกาแฟผ่านกิจกรรมชิมกาแฟ อโรมา แลป (Aroma Lab) และการเล่าเรื่องเบื้องหลังศาสตร์การคั่วกาแฟของสตาร์บัคส์

เตรียมพบ Aerocano
ภายในงานยังเตรียมเปิดตัว “Aerocano™” (แอโรกาโน่) อเมริกาโน่เย็นรูปแบบใหม่ ที่เพิ่มสัมผัสเบาและนุ่มนวลผ่านเทคนิคการเติมอากาศในเครื่องดื่ม มอบประสบการณ์ที่เบาและนุ่มนวลยิ่งขึ้น ชวนให้หลงใหลตั้งแต่การเทครั้งแรก ซึ่งเตรียมเปิดตัวในประเทศไทยช่วงเดือนมิถุนายนนี้
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับ “สตาร์บัคส์” กาแฟหนึ่งแก้วอาจไม่ได้เริ่มต้นที่เครื่องชงหรือเคาน์เตอร์บาริสต้าเท่านั้น แต่เริ่มต้นตั้งแต่ดิน น้ำ ป่า และผู้คนบนดอยสูง ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอนาคตกาแฟไทยในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
#EcoLife #Aerocano #Starbucks
#ClimateChange #Sustainability
