HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ธราพงศ์ วงศ์วัฒนากิจ เส้นทางเกษตรอินทรีย์และฟาร์มอัจฉริยะ Gardener House แห่งราชบุรี
by L. Patt
19 ธ.ค. 2568, 21:37
  3,929 views

เกษตรกรตัวเล็กที่การ “กลับบ้าน” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชีวิตตัวเอง แต่ขยายไปถึงชุมชนและระบบนิเวศรอบตัว

หากย้อนเวลากลับไปเกือบ 20 ปีก่อน ธราพงศ์ วงศ์วัฒนากิจ หรือ “โจ” ก็เป็นเพียงเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง—เรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานดี เงินเดือนมั่นคง และอนาคตที่ดูปลอดภัย

แต่ความคิดง่าย ๆ อย่างคำว่า “อยากกลับบ้าน” กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตอีกสายหนึ่ง

เส้นทางที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเขาเอง หากยังค่อย ๆ สร้างสมดุลให้ระบบนิเวศ ชุมชน และผู้คนรอบตัว จนพื้นที่เล็ก ๆ ในจังหวัดราชบุรี เติบโตเป็นศูนย์เรียนรู้ฟาร์มอัจฉริยะ Gardener House และทำให้เขาได้รับการคัดเลือกเป็น เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2568

จากเด็กต่างจังหวัด สู่วิศวกรไอทีในเมืองใหญ่

โจเกิดและเติบโตที่ตำบลสามเรือน อำเภอเมืองราชบุรี ก่อนย้ายไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2550 เขาเข้าทำงานเป็นวิศวกรไอทีในบริษัทเอกชนที่กรุงเทพฯ

แม้ชีวิตการทำงานจะก้าวหน้า แต่โจยังคงกลับบ้านทุกสุดสัปดาห์

“ผมเป็นคนติดบ้าน โตมากับพ่อแม่ตลอด แต่ยุคนั้นยังไม่มี work from home หรือไฮบริด จบมาก็ต้องหางานในเมืองใหญ่เหมือนทุกคน”

ช่วงแรกของการทำงานเต็มไปด้วยความท้าทายและการเรียนรู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี งานเริ่มกลายเป็นกิจวัตร ความคิดเรื่องการกลับบ้านก็เริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากเขาแต่งงานในปี 2554 และมีโอกาสไปใช้ชีวิตช่วงวันหยุดที่บ้านภรรยาในจังหวัดสมุทรสาคร

ทุกสุดสัปดาห์ที่โจไปอยู่บ้านภรรยาที่สมุทรสาคร เขาเห็นพ่อแม่ของเธอทำสวนในตอนเช้า และยังได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันในตอนเย็น

ภาพเหล่านั้นติดอยู่ในหัว จนคืนหนึ่งในห้องทำงานที่กรุงเทพฯ เขานั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นิ่ง ๆ และถามตัวเองว่า

“เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนเกษียณจริง ๆ เหรอ”

การตัดสินใจที่ไม่ง่าย แต่จำเป็น

โจใช้เวลากว่าสองปีในการวางแผนชีวิตใหม่ ศึกษาทั้งเรื่องอาชีพ รายได้ และความเสี่ยง ก่อนจะตกผลึกว่า เกษตร คือคำตอบ โดยเลือกปลูก มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดราชบุรี และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

แม้พ่อแม่จะเป็นห่วงและไม่เห็นด้วยในตอนแรก แต่สุดท้ายก็หาทางประนีประนอมกันได้—โจยังทำงานประจำควบคู่ไปก่อน และใช้เวลาวันหยุดกลับมาดูแลสวน เพราะการปลูกมะพร้าวต้องใช้เวลากว่า 3–4 ปีจึงจะเริ่มให้ผลผลิต
 

ก้าวแรกของเกษตรกรที่ไม่เคยทำเกษตร

โจยอมรับตรงไปตรงมาว่า ในช่วงเริ่มต้น เขาแทบไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย แม้แต่ชนิดของต้นไม้ก็ยังแยกไม่ออก สิ่งเดียวที่มีคือที่ดินรกร้างของพ่อแม่ในอำเภอเมืองราชบุรี ซึ่งเคยเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูมาก่อน

เขาค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่ม รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 4.5 ไร่ ปรับพื้นที่ วางผังสวน และเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่วันแรก แม้ยังไม่เข้าใจคำว่า “อินทรีย์” อย่างลึกซึ้งก็ตาม

“ทุกอย่างเริ่มจากความคิด ถ้าเราคิดจะทำ ต่อให้ไม่มีอะไร เราก็จะหาทางจนได้”

สองสามีภรรยา เริ่มลงมือทำสวนมะพร้าวตั้งแต่ปี 2557 โดยใช้ชื่อว่า "ชาวสวน" ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น Gardener House เพื่อไม่ให้ซ้ำกับคนอื่นๆ และดูเป็นสากล แต่ก็ยังไม่คิดเรื่องสร้างแบรนด์สินค้า คิดแค่ต้นน้ำ คือปลูกและจำหน่ายผลสด จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้โจรู้ว่า มันไม่เหมือนกับทฤษฎีที่ไปศึกษาค้นคว้ามา

เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว โจจึงได้รู้ว่า ความจริงไม่เหมือนในตำรามะพร้าวไม่ได้ออกลูกพร้อมกันทุกต้น รายได้จึงไม่แน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น การพึ่งพาคนงานตัดมะพร้าวและพ่อค้าคนกลาง ทำให้เขาแทบควบคุมราคาขายไม่ได้ ต้นทุนและกำไรจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากกว่าที่คิด

นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้โจเริ่มหันมาคิดเรื่องแบรนด์และการแปรรูปอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์บรรจุขวด หลังจากไปสำรวจความเห็นผู้บริโภคแล้วทำให้พบ pain point ว่า คนชอบกินน้ำมะพร้าว แต่ไม่อยากปอก และการซื้อเป็นลูกๆ ก็ทำให้เปลืองพื้นที่จัดเก็บในตู้เย็นด้วย 

โจ ลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกใช้ขวด PET ดีไซน์สติกเกอร์โลโก้แทนการสกรีนขวด แม้ต้นทุนจะแพงกว่า เพื่อเก็บกลับและนำมารีไซเคิลได้ โดยเป็นขวดขนาด 250 ML เพราะต้องการให้คนกินรู้ว่า แต่ละขวดเท่ากับน้ำมะพร้าวหนึ่งลูก (มะพร้าวหนึ่งลูกจะมีน้ำโดยเฉลี่ย 230-280 ML) มีการทดลองและควบคุมคุณภาพจากต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้น้ำมะพร้าวสดอยู่ได้นานที่สุดถึง 14 วัน นอกจากนี้ก็มีผลิตภัณฑ์พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม และวุ้นมะพร้าวน้ำหอม เนื้อมะพร้าวน้ำหอมแช่แข็งสำหรับร้านเบเกอรี่ 

ด้วยความที่เป็นคนชอบกินพุดดิ้ง โจ บอกว่า ของ Gardener House จะมีเนื้อมะพร้าวเยอะมาก เพราะเรามีวัตถุดิบเองที่เลือกได้อยู่แล้ว แต่คนที่ไม่มีสวนมะพร้าวเมื่อซื้อมะพร้าวมาทำพุดดิ้ง ได้เนื้อมะพร้าวแบบไหนก็ต้องใช้แบบนั้น

โจ ยังคงคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อีก แต่ที่จะออกมาจำหน่ายในปีหน้าก็คือ น้ำผึ้งชันโรง ซึ่งได้รับมาตรฐานอินทรีย์จากกรมปศุสัตว์ (DLD Organic Thailand Certificate) เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ 

 

เมื่อฟาร์มต้องคิดให้ทันอากาศที่เปลี่ยนไป

ภาวะโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 ส่งผลกระทบต่อการเกษตรอย่างหนัก ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลที่มะพร้าวออกผลมากที่สุด ปรากฏว่า ให้ผลผลิตน้อยกว่าในช่วงโลว์ซีซัน (เมษายน-พฤษภาคม) ผลผลิตต่อไร่หายไป 50-60%  

โจ เล่าว่า วิกฤตครั้งนั้นทำให้ต้องเริ่มมาเรียนรู้ผลกระทบจากอากาศร้อน และเริ่มนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเข้ามาช่วย เพื่อทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้มะพร้าวหยุดชะงักไป สิ่งที่มะพร้าวต้องการก็คือ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น น้ำ และอาหาร

ปัจจุบัน โจ ใช้เซ็นเซอร์มาวิเคราะห์สภาพอากาศ (Weather Station Sensor) ถ้าพืชอยู่ในสภาพเครียดเกินไป คลายน้ำไม่ได้ก็เหมือนไม่ได้ถ่ายของออกไป ต่อให้เราให้น้ำมากเท่าไหร่ พืชก็กินน้ำไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ 

ตัวที่สองเป็นเซ็นเซอร์ตัววัดแรงดูดน้ำในดิน (Tensiometer) ตัวช่วยในการให้น้ำอย่างแม่นยำ ซึ่งจะทำให้รู้ว่า ดินต้องการน้ำหรือไม่ ปริมาณเท่าไหร่ ส่วนตัวที่สามเป็นบ่อพักน้ำชั่วคราว หรือ Tank Sensor เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำในบ่อเป็นเปอร์เซ็น ทำให้วางแผนรับน้ำฝนได้โดยไม่ต้องดูดน้ำออกจากสวนเวลาฝนตกหนัก รวมไปถึงระบบสปริงเกอร์ ที่ช่วยลดการใช้แรงงาน และเวลาไปได้มาก

ในอนาคต อาจจะต้องมีเซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน ซึ่งจะทำให้ลดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนได้ เพราะฝนนำพาไนโตรเจนมาในอากาศ ถ้ามีเซ็นเซอร์วัดว่า ฝนตกรอบนี้ได้ไนโตรเจนเท่าไหร่ ก็ลดการใส่ปุ๋ยลงไปได้ (ปุ๋ยอินทรีย์จากขี้แพะ ขี้หมู ขี้ไก่) 

"ทุกครั้งที่ให้ความรู้แก่เกษตรกร หรือคนที่สนใจ ผมจะย้ำเสมอว่า เซ็นเซอร์คือ tool ตัวหนึ่ง ส่วนคนที่นำไปใช้ต้องมีความรู้ความใจเทคโนโลยีนั้นๆ ถึงจะเกิดประสิทธิภาพ ไม่ใช่สมาร์ทที่เทคโนโลยีอย่างเดียว เกษตรกรก็ต้องสมาร์ทด้วย"

เป้าหมายที่ยั่งยืน

แม้จะเป็นเกษตรกรตัวเล็ก แต่โจกลายเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นต้นแบบให้คนอยากไปเรียนรู้ โดยเขาต้องการทำ 4 อย่าง คือ ตั้งใจทำพื้นที่นี้ให้เป็นแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยการทำเป็นออร์กานิกฟาร์มมิ่ง

เรื่องที่สอง ดูแลระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม (Balance of Nature) เราต้องทำระบบนิเวศไปด้วย เช่น ปลูกต้นสักเป็นแนวกันชน มีการปลูกพืชหลากหลาย เลี้ยงปลาในร่องสวน มีการทำ BCG (Bio, Circular, Green) ในหลากหลายวิธี รวมไปถึงการทำคาร์บอนฟุตปริ๊นต์สำหรับฟาร์มมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ด้วย 

เรื่องที่สามเป็นเรื่องการพัฒนาสังคม โดยมีการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ และลูกค้าที่อยากสนับสนุนการพัฒนาสังคม มาช่วยมูลนิธิที่บ้านเกิดของเราเอง เช่น คือ มูลนิธิบ้านมานาโพธารามเพื่อสตรีและเด็ก การจ้างงานจากคนในพื้นที่ โดยให้โอกาสกลุ่มเยาวชนที่เคยใช้ยาเสพติดมาก่อนและไม่มีงานทำ ซึ่งทำให้ชุมชนน่าอยู่ขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์จาก 7 ครัวเรือน โดยมีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์วิถี โฮมสเตย์ เชื่อมโยงกับวิสาหกิจในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีทั้งฟาร์มผัก ผลไม้ ดอกไม้กินได้ และที่พัก

ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นการทำ learning center เพื่อถ่ายทอดทั้งความรู้และประสบการณ์ให้เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และคนที่สนใจ นอกจากนี้ โจ ยังรับอาสาเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราวของมะพร้าวน้ำหอมไทยให้กับนานาชาติผ่านบริษัทนำเข้าอีกด้วย


#ธราพงศ์วงศ์วัฒนากิจ #เกษตรกรรุ่นใหม่ #ฟาร์มอัจฉริยะ #มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ #เกษตรยั่งยืน #ราชบุรี

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS