HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
โลกของพอลลีน:  LGBT PARADISE กับความจริงสองมาตรฐาน
by พอลลีน งามพริ้ง
8 ม.ค. 2561, 15:54
  2,416 views

       หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเคยเขียนบทบรรณาธิการถึงการกลับมาเมืองไทยของพอลลีนด้วยความเป็นห่วงว่า คงจะต้องเผชิญกับความท้าทายกับการอยู่ในสังคมที่ดูเหมือนว่าจะมีการยอมรับและเปิดกว้างให้แก่บุคคลข้ามเพศและสถานภาพทางเพศที่หลากหลายอื่นๆ บทความดังกล่าวพาดหัวว่า “Big Test Await Pauline and Society

        เวลาที่เราได้พูดคุยกับชาวต่างชาติทั้งที่ต่างประเทศและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวระยะสั้นๆ อยู่เมืองไทย เราก็จะได้รับฟังความเห็นทำนองว่า “เมืองไทยนั้น เป็นสวรรค์ของคน LGBT อย่างแท้จริง เพราะมีการเปิดกว้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามมุมมองที่เขามองเห็นตามสถานบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นอกจากเรื่องความบันเทิงแล้ว ประเทศไทยยังมีธุรกิจผ่าตัดเสริมความงามและแปลงเพศที่คนข้ามเพศชาวตะวันตกยอมลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้บริการจำนวนมาก

        พอลลีนได้ฟังแล้วก็ไม่อยากจะไปขัดอะไรเขามากมาย เพียงแต่ก็ต้องอธิบายว่า “มันก็ดูเหมือนจะดีเพราะคุณได้ไปเห็นในบางสถานที่หรือบางพื้นที่ ที่เขา “จงใจ” จะให้คุณสนุกสนาน หรือไปใช้บริการเพื่อเรียกเงินเข้ากระเป๋าเท่านั้น แต่ถ้าคุณเป็นหญิงข้ามเพศท้องถิ่นที่ต้องอยู่ที่นี่อย่างถาวร เดินไปตลาดสด เข้าไปใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐ หรือสถานที่ให้บริการสาธารณะ คุณจะรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองคุณแปลกไปจาก “คนทั่วไป”  หากคุณเข้าโรงพยาบาล เขาจะตะโกนเรียกคุณว่า “นาย” เพราะที่เมืองไทยยังไม่อนุญาตให้คุณเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ และถ้าคุณเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน คุณจะยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกับคนรักของคุณตามกฏหมายได้

        เมื่อครั้งพอลลีนไปทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในบัตรประชาชนที่เขต เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าเรียกพอลลีนไปสอบถาม “ทำไมถึงจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อผู้หญิง ... แล้วดูซิเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนี้ อายุก็ 50 แล้ว” ... โชคดีของเจ้าหน้าที่คนนั้น ที่เขากับถามคำถามนั้นกับ “พอลลีน” ไม่ใช่ “พินิจ” คนเดิม ... พอลลีนผู้ซึ่งมองโลกในแง่ดี  มีความสุขกับตัวเอง ไม่ต้องการปะทะกับผู้ใด

        พอลลีนเพียงแต่ตอบเขาไปว่า “มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ ต้องตอบด้วยเหรอ” ยังมีคำพูดแนวหยอกล้อกัดจิกตามมาอีกพักหนึ่ง พอลลีนพยายามอดทนกับสายตาและบทสนทนาเหล่านั้น และคิดเสียว่าแค่ให้ภารกิจที่ตั้งใจลุล่วงไปให้ตัวเองหมองใจน้อยที่สุด

        พอลลีนไปติดต่อธนาคาร เมื่อพนักงานเห็นบัตรประชาชนขึ้นต้นว่า “นาย” พนักงานก็เรียกว่า “คุณพี่ผู้ชาย” โดยที่ไม่ใยดีกับอัตตลักษณ์ที่เราแสดงออกให้เห็นอยู่ทนโท่เลย พอลลีนสุภาพมากๆ ตอบกลับไปว่า “ขอโทษนะคะ ถ้าเรียกพี่ผู้หญิงไม่ถนัด ก็เรียกพี่เฉยๆ ก็ได้ค่ะ”

        เคยมีคนถามว่า การถูกเรียกโดยใช้สรรพนามเป็นชายนั้น ส่งผลอะไรกับตัวเราที่เป็นสตรีข้ามเพศ เพราะความจริงก็คือ “คุณเกิดมามีกายภาพเป็นผู้ชาย” พอลลีนอธิบายไปว่า “มันก็เหมือนกับเราชื่อ แดง เราก็อยากให้คนเรียกเราว่า แดง ไม่อยากให้เขาเรียกว่า “ไอ้อ้วน” “ไอ้ดำ” “ไอ้ห้อย” หรือ “ไอ้หมา” นั้นแหละ มันคือความเคารพซึ่งกันและกันของเพื่อนมนุษย์ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน”

        เมื่อช่วงเทศกาลคริสมาสต์ที่ผ่านมา ความรู้สึกขุ่นมัวจากการไม่เคารพในอัตตลักษณ์ที่แสดงออกนี้ ได้ถูกคั่นจังหวะด้วยการถูกรับเชิญจากห้องเสื้อชั้นสูง Eaggamon ให้ไปเดินแบบในงานพิเศษงานหนึ่ง โดยเดินในชุดผู้หญิงที่สวยงามร่วมกับนางแบบที่เป็นผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคน การที่พอลลีนรู้สึกดีไม่ใช่เพราะการเป็นคนมีชื่อเสียง แต่เป็นเพราะว่าได้รับการยอมรับในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้นเอง

         ย้อนกลับมาที่ชีวิตประจำวัน พอลลีนมีเพื่อนสตรีข้ามเพศรวมทั้งเพื่อนที่ภาวะทางเพศที่หลากหลาย เข้ามาเยี่ยมเยียนและอุดหนุนที่ร้าน Pauline Kitchen ย่านสุขาภิบาล 3 อยู่เป็นระยะ เราก็จะคุยแลกเปลี่ยนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การต่อสู้ การต้องออกจากบ้านในสังคมต่างจังหวัดตั้งแต่เด็ก การยอมรับหรือไม่ยอมรับจากครอบครัวและสังคมที่เผชิญ แนวคิดการดำรงตนให้เป็น “คนที่มีคุณภาพ” เพื่อให้สังคมมองข้ามเรื่องเพศสภาพที่แตกต่างออกไป

         แล้วพอลลีนก็ได้ทราบถึงความจริงบางอย่างที่มันขัดแย้งกับคำว่า “สวรรค์ของ LGBT” โดยสิ้นเชิง สถานที่บางแห่ง โดยเฉพาะสถานบันเทิงตามแหล่งท่องเที่ยวยังจำกัดสิทธิ์การเข้าไปใช้บริการของสตรีข้ามเพศทั่วไป โดยอ้างว่า “กลุ่มคนประเภทเหล่านี้” ได้เคยสร้างปัญหากับลูกค้าและเจ้าของ เช่น ปัญหาการหลอกลวง ปัญหายาเสพติด ปัญหาลักขโมยทรัพย์สิน นอกจากจำกัดสิทธิ์แล้ว บางแห่งยังมีการแสดงอาการเหยียดหยามโดยน้ำเสียงและวาจาอีกด้วย

         พอลลีนอยากไปเปิดหูเปิดตา “เข้าไปเที่ยว” ในสถานที่เหล่านี้บ้าง แต่ประสบการณ์ที่ถูกบอกเล่าก็ทำให้กล้าๆ กลัวๆ อยู่นาน จนในที่สุด ได้ลองไปเยี่ยมเยียนสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในย่าน RCA ถนนเพชรบุรีตัดใหม่กับถนนพระราม9

        พอลลีนพบว่า เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านหน้า เห็นพอลลีนและเพื่อนอีกคนหนึ่งคนเป็นสตรีข้ามเพศ จึงเรียกให้แยกไปที่โต๊ะที่จัดไว้เป็นการเฉพาะเพื่อตรวจและถ่ายรูปบัตรประชาชนโดยโทรศัพท์มือถือส่วนตัว  ทำให้เราสองคนรู้สึกแปลกแยกจากลูกค้าที่มาเที่ยวคนอื่นๆ ซึ่งกำลังมองพวกเราอยู่ ความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกอับอาย ราวกับเป็นคนที่มีปัญหา จึงต้องถูก “เลือกปฏิบัติ” เช่นนี้

        เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า การถ่ายรูปบัตรประชาชนของพวกเรานี้ เป็นนโยบายของผู้บริหาร เพราะพวกเราแต่งกายและแสดงออกเป็นผู้หญิง แต่คำนำหน้านามในบัตรฯ เป็นชาย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ มีความเสี่ยงที่จะสร้างปัญหาให้กับคนอื่นได้ “เมื่อก่อนเราเข้มงวดมากกว่านี้ ไม่ให้เข้าเลยด้วยซ้ำไป แต่นี่เราแค่ขอถ่ายรูปบัตรประชาชนไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น”

        พอลลีนถามเจ้าหน้าที่กลับไปว่า ในบรรดาคนที่สร้างปัญหานั้น มีเพศชายเพศหญิงโดยกำเนิดบ้างหรือไม่ คำตอบที่ได้รับก็คือมี และก็มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ดังนั้นบทสรุปของพอลลีนก็คือ ไม่ว่าเพศสภาพไหน ก็มีความเสี่ยงในการสร้างปัญหาได้เหมือนๆ กัน แต่เหตุใด จึงเลือกปฏิบัติกีดกันเฉพาะสตรีข้ามเพศ เมื่อถูกขัดแย้งด้วยตรรกะข้อนี้ เจ้าหน้าที่จึงยอมลบไฟล์ภาพบัตรประชาชนของพอลลีนและเพื่อนออกไป พร้อมทั้งรับว่าจะนำความเห็นสะท้อนกลับของพอลลีนไปบอกกล่าวแก่ผู้บริหารต่อไป    

       การกีดกันหรือจำกัดสิทธิ์สตรีข้ามเพศนี้ ไม่ได้มีแค่ที่ย่าน RCA แต่จากที่ได้รับทราบมีทั้งย่านสุขุมวิท และต่างจังหวัดเช่น พัทยา ภูเก็ต และหัวหินอีกด้วย ระดับของการกีดกันก็มากน้อยตามแต่นโยบายของเจ้าของสถานที่

        ดูกันผิวเผินมันอาจเป็นเรื่อง Demand และ Supply คือ หากไม่ให้เข้า เจ้าของสถานที่ก็คิดว่า ก็แค่เสียลูกค้ากลุ่มนี้ไป ในมุมของสตรีข้ามเพศก็คิดว่า “มันไม่ให้เข้า ก็ไม่ง้อ”

        แต่ถ้ามองในแง่สิทธิมนุษยชน หรือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว นี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฉกเช่นเดียวกันกับ สมัยก่อนเลิกทาส เช่นเดียวกับการไม่ให้คนผิวดำเข้าร้านอาหารหรือบาร์ที่คนขาวเข้าได้ ในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 100 กว่าปีก่อน หรือในแอฟริกาใต้ เมื่อ ไม่กี่ 10 ปีมานี้

        โดยหลักการพื้นฐานของกฎหมายทุกฉบับ คือ “การเอาผิดต่อผู้กระทำความผิด” นั่นหมายความว่า หากยังไม่เกิดมูลความผิด ย่อมไม่เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่สามารถเอาผิดต่อคนๆ นั้นได้ (ยกเว้นที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนุญ เช่นการคิดร้ายต่อประมุขของรัฐ ก็ถือเป็นความผิดแล้ว) ดังนั้นการเหมารวมว่า สตรีข้ามเพศจะเป็นผู้กระทำความผิดย่อมไม่มีเหตุผลที่จะมองเป็นอื่นใด นอกจากการกีดกันโดยเลือกปฏิบัติแต่เพียงอย่างเดียว

        หันมามองในข้อกล่าวหาที่ว่า สตรีข้ามเพศจำนวนหนึ่ง มีการกระทำความผิดหรือสร้างปัญหาอยู่บ่อยครั้ง เราคงต้องมองที่ต้นตอของสิ่งเหล่านี้ ว่าสังคมให้โอกาสเธอเหล่านี้มากเพียงพอแล้วหรือยัง สตรีข้ามเพศยังถูกเหยียดหยามด้วยคำว่า “กะเทย” และยังถูกกีดกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม  จากหลายองค์กร หลายสาขาอาชีพ หลายกลุ่มคน ทางเลือกที่พวกเธอพอมีคือการใช้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบ ฉวยประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะมีได้ มันก็เข้าทำนองว่า ถ้าสังคมมีโอกาสทางเศรษฐกิจน้อย โจรขโมยก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

       ช่วงนี้ เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “เป็นอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนดี” อยู่บ่อยๆ ซึ่งก็เป็นประโยคที่เอาไว้ที่สร้างพลังบวกและให้กำลังใจแก่คนที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพและเพศวิถีได้เป็นอย่างดี แต่พอลลีนมองว่ามันเป็นคำพูดที่มีเงื่อนไขสองมาตรฐานอยู่พอสมควร เพราะคนทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นคนดีหรือเลวได้พอๆ กัน คนทุกเพศสภาพก็ควรได้สิทธิ์นั้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งตั้งแต่ต้น โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนดีหรือไม่ดี หากเป็นคนไม่ดีไม่ว่าเพศสภาพไหน ก็จะถูกเอาผิดโดยกฏหมายอยู่แล้ว

        การเป็นสองมาตรฐานนี้ เป็นอยู่ในทุกอณูของสังคมไทย จนเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมไปแล้วก็ว่าได้ ขายของริมถนนผิดกฎเทศบัญญัติ แต่คนก็ไปอุดหนุนถ้ามันอร่อย ... คนจนถ้าขี่ซาเล้งไม่มีป้ายทะเบียนก็อย่าไปยุ่งเพราะเขาจน ... คนรวยก็คุยกับเจ้าหน้าที่ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่ถูกถ่ายคลิป ... สุดท้าย เป็นเพศสภาพไหนก็ได้ ขอให้หน้าตาดีหรือเป็นคนดี

        พอลลีนเขียนมาเสียยืดยาว ก็ยังอยู่ในประเด็น “ความจริงสองมาตรฐาน” และกำลังจะบอกว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันหรือเปล่า ที่เราควรจะให้ความสำคัญเหนือกว่ามาตรฐานอื่นใด

 

PHOTO courtesy of Oat Nutphon
STORY BY พอลลีน งามพริ้ง

ABOUT THE AUTHOR
พอลลีน งามพริ้ง

พอลลีน งามพริ้ง

หญิงข้ามเพศเจ้าของประโยค"โลกนี้มีอะไรมากกว่าอวัยวะเพศอีกตั้งเยอะ" อดีตคนทำงานหลายบทบาททั้งสื่อมวลชน นักการตลาด คนดังวงการฟุตบอล ผ่านประสบการณ์มาแล้วทั้งมิติชายมุ่งมั่น และหญิงสุดแซ่บ

ALL POSTS