ความบ้า (จนน่ากราบ) ของ James Cameron
AVATAR : Discover Pandora
ฉันไม่เคยปลื้มหนังของ James Cameron เลยสักเรื่อง จะ True Lies, Terminator หรือ Titanic ก็เถอะความทรงจำของฉันที่มีต่อผู้กำกับคนนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1997 ลากยาวมาถึงปี 1998 ฉันอยู่ ม.2/1 “Titanic” หนังรักเรือล่มเข้ามาในช่วงเศรษฐกิจไทยกำลังล่มจมขั้นวิกฤติ และไม่มีอะไรโด่งดัง (และน่าเบื่อ) ไปกว่าหนังเรื่องนี้อีกแล้วหนังเรื่อง Titanic ขึ้นอันดับ 1 ไปทั่วโลก กลายเป็นหนังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลก ณ เวลานั้น พร้อมกับกวาดออสการ์ไปอีก 11 รางวัล ความยาว 195 นาทีแบบยังไม่รวมโฆษณาชวนให้น่าสยองมากว่าทำไมยาวได้ขนาดนั้น ผ่านไปสองชั่วโมงเรือยังไม่ล่มอีกเรอะ?! แต่ก็มีคนสามารถดูซ้ำเป็นสิบรอบได้จนเป็นข่าวเพื่อนผู้ชายห้อง ม.2/1 ตื่นเต้นกับนมของ Kate Winslet ตามประสาเด็กเห่อฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน 3 อันดับของผู้ชายที่เพื่อนผู้หญิงห้อง ม.2/1 กรี๊ดที่สุดคือ Leonardo DiCaprio ไล่บี้มากับ David Beckham กับ Michael Owen (ซึ่งอย่าได้ถามว่าพวกเธอดูฟุตบอลไหม)
เพลง “My Heart Will Go On” ตามหลอกหลอนไปทุกที่แม้ในจิตใต้สำนึก (จนถึงกับหยุดฟังไปหลายปี) แม้หนังจะลาโรงไปแล้ว แต่วิดีโอ (มันคือความบันเทิงก่อนที่โลกนี้จะมี VCD --- ไม่รู้จักอีกสินะ --- และ DVD น่ะน้อง) ก็ขายดีถล่มทลาย (ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในเหยื่อด้วยความเต็มใจ) ต้องใช้วิดีโอสองม้วนเพราะหนังยาวจนบรรจุลงในวิดีโอม้วนเดียวไม่ไหว และเพื่อนผู้ชายในห้อง ม.2/1 จะมาขอยืมวิดีโอไปดู และทุกคนจะถามเหมือนกันหมดว่า “ม้วนไหนที่มีฉากในรถวะ”โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่เคยชอบหนังเรื่อง Titanic เลยสักนิด แต่จำได้ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นและสนุกกว่าการดูหนังเรื่องนี้คือการอ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากนิตยสาร Starpics เกี่ยวกับเบื้องหลังการสร้าง ความเอาจริงเอาจังเก็บทุกรายละเอียดของ James Cameron การหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เลือนหายต่างๆ เพื่อมาสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่แหละทำให้ฉัน --- เด็ก ม.2/1 ณ เวลานั้น --- รู้สึกว่า ลุงเจมส์คนนี้ไม่ธรรมดาว่ะหลังจาก Titanic ดูเหมือน James Cameron จะสนุกกับการทำสารคดี หนังสั้น ซีรีส์ มากกว่า และกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมกับหนังเรื่อง “Avatar” ในปี 2009 ซึ่ง ณ เวลานั้น จากเด็ก ม.2/1 คนเดิม ฉันกลายเป็นมนุษย์ออฟฟิศแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ Avatar เป็นหนังที่ดี สนุก น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ยังไม่ใช่หนังโปรดของฉันอยู่ดี
จนกระทั่งได้ไปดูนิทรรศการ AVATAR : Discover Pandora นี่แหละที่ทำให้ฉันทึ่งกับ James CameronAVATAR : Discover Pandora เป็นนิทรรศการผสมผสาน Interactive ที่พาเราไปรู้จักกับ “แพนดอร่า” ดวงดาวที่อยู่ในหนังเรื่อง Avatar ตั้งแต่ภาษาที่ชาวนาวีซึ่งอาศัยอยู่ในแพนดอร่าใช้ อารยธรรม วิทยาการ ความเป็นอยู่ของชาวนาวี สิ่งมีชีวิต พืช ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของดาวแพนดอร่า ไปจนถึงสถานที่สำคัญในดาวดวงนี้คือถ้าบอกว่าจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งดาวแพนดอร่าก็เชื่อเลยว่าจริง!
ภัณฑารักษ์ภายในนิทรรศการซึ่งเป็นชาวไทยจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนจากดาวแพนดอร่าคอยแนะนำให้เรารู้จักกับสิ่งต่างๆ ในดาวดวงนี้ ซึ่งทุกคน “อิน” มาก ตั้งแต่พูดภาษาชาวนาวีได้ รู้รายละเอียดเกี่ยวกับดาวแพนดอร่าหมด บวกกับการสร้างบรรยากาศยกดาวแพนดอร่ามาให้เห็นกับตา พร้อมข้อมูลประกอบแบบแน่นปึ๊กจนดูนิทรรศการไปๆ มาๆ เริ่มคล้อยตามนึกว่าดาวแพนดอร่ามีจริง
The Nation ภายในนิทรรศการนี้ทำให้ฉันทึ่งใน James Cameron เพราะทุกสิ่งที่อยู่บนดาวแพนดอร่านี้ได้รับการคิดค้นมาแล้วอย่างมีหลักการความรู้แล้วบวกจินตนาการเข้าไป ซึ่งภายในนิทรรศการจะช่วยฉายให้เราเห็นว่า สิ่งที่อยู่บนดาวแพนดอร่านั้นก็มีอะไรคล้ายๆ กันบนโลกของเรา เช่นภาษาของชาวนาวีนั้นได้รับการคิดค้นโดยนักภาษาศาสตร์เพื่อประดิษฐ์ภาษาขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในภาพยนตร์ โดยต้องมีหลักไวยากรณ์ทางภาษาอย่างมีแบบแผนเฉพาะของภาษานาวี ไม่ใช่ว่าพูดอะไรก็ได้ ซึ่งในนิทรรศการก็จะมีการให้ความรู้ว่าภาษาของโลกเรามีความหลากหลายอย่างไรไปพร้อมกันเทือกเขาฮาเลลูยาซึ่งลอยอยู่บนอากาศได้บนดาวแพนดอร่า ได้แรงบันดาลใจมาจากแม่เหล็กในโลกซึ่งแม่เหล็กขั้วเดียวกันจะมีสนามแม่เหล็กออกแรงต้านกันเอง
ธรรมชาติในดาวแพนดอร่ามีความเชื่อมโยงกันหมด ซึ่งเมื่อมองกลับมาที่โลกของเรา เชื้อราในขณะที่กำลังเติบโตอยู่นั้นจะปล่อยเส้นใยที่ยาวและบางเรียกว่า เส้นใยใต้ดิน สร้างเป็นเครือข่ายใหญ่โตเชื่อมต่อไปยังรากของแต่ละลำต้นของพืช เส้นใยจะสร้างพันธมิตรกับพืชอื่นๆ เข้าด้วยกันและกับการรับอาหารสำหรับนำสารอาหาร น้ำ และสิ่งต่างๆ สลับไปมา หรือตรงกับสมมติฐานกายยาที่เจมส์ เลิฟล็อค นักเคมีในช่วงทศวรรษ 1960 เสนอว่า ทุกๆ สิ่งบนโลกทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตจะเชื่อมต่อไปด้วยกัน เมื่อวงจรธรรมชาติวงจรหนึ่งเสียสมดุล วงจรอื่นๆ จะเข้ามาปรับสภาวะอย่างต่อเนื่อง เป็นต้นนิทรรศการนี้จึงไม่เพียงแต่พาเราไปรู้จักดาวแพนดอร่าซึ่งมีอยู่ในจินตนาการ แต่พาเราไปค้นพบความมหัศจรรย์ของโลกที่เราอยู่โดยไม่รู้ตัว ผ่านการอ้างอิงความรู้ที่เชื่อมจากโลกเราไปสู่แพนดอร่า เหมือนพาเราออกนอกโลกแต่แท้จริงแล้วคือการสำรวจโลกที่เรายืนเหยียบอยู่แล้วต่างหาก
และจะเป็นประโยชน์มากหากดูนิทรรศการนี้แล้วทำให้เราตื่นเต้นกับความมหัศจรรย์ของโลกที่เรายังไม่รู้อีกมากจริงๆ James Cameron ไม่ต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ ทำหนังเรื่องเดียวถึงกับต้องคิดภาษาขึ้นมาใหม่หรือต้องไปหาข้อมูลทางอารยธรรม ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ที่มีในโลกมาสร้างเป็นโลกใหม่อีกใบขนาดนี้ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำและความบ้ากล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าแม้แต่จะฝันนี่แหละทำให้เขาเป็นคนน่าทึ่งที่จริง James Cameron คิดโปรเจ็คต์ AVATAR ไว้ตั้งแต่ปี 1996 แล้ว แต่เขารู้ว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในตอนนั้นยังไม่สามารถทำภาพในหัวของเขาให้ออกมาได้อย่างใจ จึงต้องรออีกเป็นสิบปีเพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่ล้ำพอแต่เขามั่นคงกับความเชื่อของตัวเองและไม่เคยทิ้งความฝันเพียงเพราะยังไม่ใช่เวลาของมันนี่คือผู้ชายที่ตัดสินใจเลิกเป็นคนขับรถบรรทุกเพื่อมาทำภาพยนตร์อย่างที่เขารัก หลังจากได้ดู Star WarsAVATAR กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในโลก (โดยมี Titanic ของ James Cameron คนเดิมเป็นอันดับ 2) พร้อมกับยกระดับเทคโนโลยีการสร้างไปไกลอีกหลายล้านปีแสงจนเป็นรากฐานของภาพยนตร์อีกหลายเรื่องและตอนนี้ James Cameron เตรียม AVATAR ไว้อีกถึงภาค 5 แล้ว!ฉันมั่นใจมากว่าเขาจะทำเรื่องบ้าๆ มาให้เราทึ่งอีกมากมาย
นิทรรศการ AVATAR : Discover Pandora จัดที่ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ บัตรราคา 490 บาท (เด็กอายุ 4-12 ปี ราคา 390 บาท) จนถึงวันที่ 3 กันยายนนี้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/AvatarDiscoverPandoraBangkokTH/
