HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
สุขภาพจิตดีเริ่มได้ก่อนป่วย สติแอปเตรียมเปิดฟีเจอร์เก็บแต้มดูแลใจ
by L. Patt
14 ต.ค. 2569, 23:06
  868 views

สติแอปเตรียมเปิดฟีเจอร์เช็กอารมณ์และเก็บแต้มดูแลใจ พร้อมขยายม้านั่งมีหูสู่ชุมชน ชวนดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่ก่อนป่วย


Sati App - Better Mind eventเมื่อระบบดูแลสุขภาพจิตยังไล่ตามปัญหาไม่ทัน เพราะเน้นการรักษามากกว่าการส่งเสริมและป้องกัน สติแอปกำลังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรับฟัง โดยนำกลไกแบบเกม หรือ Gamification มาให้ผู้ใช้เช็กอารมณ์และสะสมแต้มจากการดูแลใจตัวเองในแต่ละวัน

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่ซับซ้อนขึ้น คนไทยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการ และไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร การส่งเสริมและป้องกันจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในระยะยาว

อมรเทพ founder Sati Appอมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ สติแอป (Sati App) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมรณรงค์ให้เกิดระบบดูแลสุขภาพจิตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แคมเปญ Better Mind, Better Bangkok ที่ดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

ประสบการณ์ที่เคยป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและพบปัญหาในการเข้าถึงความช่วยเหลือ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ “ซันจู” อมรเทพ สร้างสติแอปขึ้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรับฟัง เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ระบายความเครียดหรือความรู้สึกเศร้ากับอาสาสมัคร “หัวใจมีหู” ที่ผ่านการอบรมจากกรมสุขภาพจิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน

PHOTO: กรมสุขภาพจิต

สติแอปเตรียมเพิ่มฟีเจอร์เช็กอารมณ์และเก็บแต้มดูแลใจ

หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 5 ปี สติแอปกำลังพัฒนาเครื่องมือดูแลใจเพิ่มเติม โดยเตรียมออกฟีเจอร์ใหม่ในปีหน้า สำหรับคนที่ยังไม่อยากพูดคุย แต่อยากสำรวจอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองผ่านกิจกรรมแบบเกม พร้อมเก็บแต้มไว้แลกของรางวัล

ผู้ใช้ยังจะสามารถสร้าง Coping Box หรือ “กล่องดูแลใจ” ด้วยการเลือกเครื่องมือต่าง ๆ มารวมไว้เป็นชุดดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะกับตัวเอง

ขณะเดียวกัน สติแอปกำลังขยายกิจกรรม “ม้านั่งมีหู” ไปสู่ระดับประเทศ เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงการรับฟังได้ง่ายขึ้น ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คน

อมรเทพบอกว่า สติแอปไม่ได้เป็นเพียงระบบบนมือถือ เขากำลังทำงานร่วมกับนักวิชาการเพื่อนำการรับฟังบนแอปไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะในวันที่คนต่างวัยห่างเหินกันมากขึ้น คนในเมืองเผชิญความเหงา ขณะที่คนในพื้นที่ห่างไกลยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา

 

sati app/ couselling
PHOTO: Shvets-production / Pexels

ม้านั่งมีหู นำการรับฟังไปสู่ชุมชน

สติแอปกำลังสร้างเครือข่ายชุมชนผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลจิตใจเบื้องต้น “My First Aid” และเริ่มทดลองให้อาสาสมัครไปประจำตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะ โรงเรียน วัด คลินิกชุมชน และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ เพื่อให้คนเข้าถึงการดูแลใจได้ใกล้ตัวมากขึ้น

ปีนี้ สติแอปร่วมกับบ้านอิ่มใจ นำอาสาสมัครดูแลใจไปรับฟังกลุ่มคนไร้บ้าน และร่วมกับ TK Park ทดลองนำระบบนี้ไปใช้ในจังหวัดอุดรธานี ฉะเชิงเทรา และยะลา

อมรเทพระบุว่า งานวิจัยเกี่ยวกับระบบม้านั่งมีหูผ่านการรับรองด้านจริยธรรมการวิจัยในคนจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว โดยสติแอปกำลังศึกษาประสิทธิภาพของทั้งระบบรับฟังบนแอป ม้านั่งมีหู และฟีเจอร์ดูแลใจด้วยตัวเอง เพื่อประเมินว่าแต่ละรูปแบบช่วยผู้ใช้ได้อย่างไร

เขาหวังว่าจะผลักดันแนวทางนี้เข้าสู่นโยบายสุขภาพแห่งชาติ และทำให้อาสาสมัครได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยมุ่งให้ผู้คนได้รับการดูแลเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบตั้งแต่ระยะแรก ก่อนปัญหาจะรุนแรงขึ้น

อมรเทพเล่าว่า ในปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนตุลาคม สติแอปให้บริการรับฟังรวม 220,000 นาที โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่อายุ 20–30 ปี ประเด็นที่พูดคุยมักเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ความรัก งาน ความเหงา และการศึกษา

สุขภาพจิต Sati Appสร้างสุขภาพจิตอย่างไรให้ยั่งยืน

ผศ. ดร. ณัฐสุดา เต้พันธ์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) บอกว่า ระบบบริการสุขภาพจิตในปัจจุบันเผชิญภาวะคอขวด ผู้ป่วยต้องรอรับบริการนานขึ้น ขณะที่ปัญหาการฆ่าตัวตายยังเป็นเรื่องน่าห่วง จึงไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยดูแล แต่ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและป้องกันด้วย

TIMS มีเป้าหมายขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพจิตในทุกมิติ โดยส่งเสริมการเชื่อมโยงกิจกรรมทางสังคมกับการสร้างสุขภาวะทางจิตอย่างเป็นระบบ ปีนี้ได้ริเริ่มโครงการ School Mental Health Ecosystem เพราะครูเป็นกำลังหลักในการดูแลใจเด็ก แต่คำถามที่ต้องคิดควบคู่กันคือ มีคนดูแลใจครูแล้วหรือยัง

หลักคิดเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิตประกอบด้วย

  1. ให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะทางจิต ก่อนเกิดปัญหาสุขภาพจิต

  2. การป้องกันและการส่งเสริมสำคัญไม่แพ้การรักษา

  3. สุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและปัจจัยทางสังคม

  4. ระบบดูแลสุขภาพจิตต้องมีหลายระดับ และมีฐานชุมชนที่เข้มแข็ง

  5. เชื่อมการดูแลสุขภาพจิตกับกิจกรรมทางสังคม หรือ Social Prescribing โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อช่วยตอบโจทย์ความทุกข์ที่ยาและบริการคลินิกเพียงอย่างเดียวอาจตอบไม่ได้ และลดการพึ่งพาการรักษาหรือการแทรกแซงทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็น

Unhappy child/ mental wellness
PHOTO: Nicola Barts /Pexels

ร่วมกันหาทางออก ตั้งแต่เด็กเล็กถึงวัยชรา

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิคนไทย ชี้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบได้กับทุกคน เราไม่อาจไล่ตามแก้ปัญหาเช่นนี้ต่อไปได้ เพราะระบบมีขีดความสามารถในการรองรับจำกัด คำถามคือ จะทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตมากขึ้นได้อย่างไร

“เราต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กเล็กในระดับปฐมวัย เด็กโต ไปจนถึงคนวัยชรา ให้เรียนรู้ เตรียมความพร้อม และมีภูมิคุ้มกัน เราต้องมาคิดกันว่า เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้เรื่องสุขภาพจิตได้ไหม ทั้งเรื่องการใช้อารมณ์ ความรุนแรง การกลั่นแกล้งผู้อื่น ถ้าเรียนรู้ตั้งแต่เด็กก็อาจจะช่วยทุเลาปัญหาสุขภาพจิตได้ เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ว่า จะมีทางออกในการแก้ปัญหาอย่างไร”

เขาเสนอว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจิตต้องเริ่มจากเจตจำนงร่วมกันของทุกภาคส่วน แล้วนำไปสู่การออกแบบกลไกดูแลสุขภาวะทางจิตเชิงรุกที่เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2–5 ขวบเป็นต้นไป

สิ่งที่ต้องขบคิดร่วมกันคือ “วัคซีนสำหรับสุขภาพจิต” ที่ทุกคนควรได้รับ และเมื่อมีปัญหา แต่ละคนจะรู้หรือไม่ว่า สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง


MAIN PHOTO: Tima Miroshnichenko / Pexels

#สติแอป #SatiApp  #HappeningBKK

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS