สุขภาพจิตดีเริ่มได้ก่อนป่วย สติแอปเตรียมเปิดฟีเจอร์เก็บแต้มดูแลใจ
สติแอปเตรียมเปิดฟีเจอร์เช็กอารมณ์และเก็บแต้มดูแลใจ พร้อมขยายม้านั่งมีหูสู่ชุมชน ชวนดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่ก่อนป่วย
เมื่อระบบดูแลสุขภาพจิตยังไล่ตามปัญหาไม่ทัน เพราะเน้นการรักษามากกว่าการส่งเสริมและป้องกัน สติแอปจึงกำลังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรับฟัง โดยนำกลไกแบบเกม หรือ Gamification มาให้ผู้ใช้เช็กอารมณ์และสะสมแต้มจากการดูแลใจตัวเองในแต่ละวัน
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่ซับซ้อนขึ้น คนไทยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการ และไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร การส่งเสริมและป้องกันจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในระยะยาว
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ สติแอป (Sati App) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมรณรงค์ให้เกิดระบบดูแลสุขภาพจิตผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แคมเปญ Better Mind, Better Bangkok ที่ดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5
ประสบการณ์ที่เคยป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและพบปัญหาในการเข้าถึงความช่วยเหลือ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ “ซันจู” อมรเทพ สร้างสติแอปขึ้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรับฟัง เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ระบายความเครียดหรือความรู้สึกเศร้ากับอาสาสมัคร “หัวใจมีหู” ที่ผ่านการอบรมจากกรมสุขภาพจิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน
สติแอปเตรียมเพิ่มฟีเจอร์เช็กอารมณ์และเก็บแต้มดูแลใจ
หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 5 ปี สติแอปกำลังพัฒนาเครื่องมือดูแลใจเพิ่มเติม โดยเตรียมออกฟีเจอร์ใหม่ในปีหน้า สำหรับคนที่ยังไม่อยากพูดคุย แต่อยากสำรวจอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองผ่านกิจกรรมแบบเกม พร้อมเก็บแต้มไว้แลกของรางวัล
ผู้ใช้ยังจะสามารถสร้าง Coping Box หรือ “กล่องดูแลใจ” ด้วยการเลือกเครื่องมือต่าง ๆ มารวมไว้เป็นชุดดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะกับตัวเอง
ขณะเดียวกัน สติแอปกำลังขยายกิจกรรม “ม้านั่งมีหู” ไปสู่ระดับประเทศ เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงการรับฟังได้ง่ายขึ้น ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คน
อมรเทพบอกว่า สติแอปไม่ได้เป็นเพียงระบบบนมือถือ เขากำลังทำงานร่วมกับนักวิชาการเพื่อนำการรับฟังบนแอปไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะในวันที่คนต่างวัยห่างเหินกันมากขึ้น คนในเมืองเผชิญความเหงา ขณะที่คนในพื้นที่ห่างไกลยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา
ม้านั่งมีหู นำการรับฟังไปสู่ชุมชน
สติแอปกำลังสร้างเครือข่ายชุมชนผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลจิตใจเบื้องต้น “My First Aid” และเริ่มทดลองให้อาสาสมัครไปประจำตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะ โรงเรียน วัด คลินิกชุมชน และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ เพื่อให้คนเข้าถึงการดูแลใจได้ใกล้ตัวมากขึ้น
ปีนี้ สติแอปร่วมกับบ้านอิ่มใจ นำอาสาสมัครดูแลใจไปรับฟังกลุ่มคนไร้บ้าน และร่วมกับ TK Park ทดลองนำระบบนี้ไปใช้ในจังหวัดอุดรธานี ฉะเชิงเทรา และยะลา
อมรเทพระบุว่า งานวิจัยเกี่ยวกับระบบม้านั่งมีหูผ่านการรับรองด้านจริยธรรมการวิจัยในคนจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว โดยสติแอปกำลังศึกษาประสิทธิภาพของทั้งระบบรับฟังบนแอป ม้านั่งมีหู และฟีเจอร์ดูแลใจด้วยตัวเอง เพื่อประเมินว่าแต่ละรูปแบบช่วยผู้ใช้ได้อย่างไร
เขาหวังว่าจะผลักดันแนวทางนี้เข้าสู่นโยบายสุขภาพแห่งชาติ และทำให้อาสาสมัครได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยมุ่งให้ผู้คนได้รับการดูแลเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบตั้งแต่ระยะแรก ก่อนปัญหาจะรุนแรงขึ้น
อมรเทพเล่าว่า ในปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนตุลาคม สติแอปให้บริการรับฟังรวม 220,000 นาที โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่อายุ 20–30 ปี ประเด็นที่พูดคุยมักเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ความรัก งาน ความเหงา และการศึกษา
สร้างสุขภาพจิตอย่างไรให้ยั่งยืน
ผศ. ดร. ณัฐสุดา เต้พันธ์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) บอกว่า ระบบบริการสุขภาพจิตในปัจจุบันเผชิญภาวะคอขวด ผู้ป่วยต้องรอรับบริการนานขึ้น ขณะที่ปัญหาการฆ่าตัวตายยังเป็นเรื่องน่าห่วง จึงไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยดูแล แต่ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและป้องกันด้วย
TIMS มีเป้าหมายขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพจิตในทุกมิติ โดยส่งเสริมการเชื่อมโยงกิจกรรมทางสังคมกับการสร้างสุขภาวะทางจิตอย่างเป็นระบบ ปีนี้ได้ริเริ่มโครงการ School Mental Health Ecosystem เพราะครูเป็นกำลังหลักในการดูแลใจเด็ก แต่คำถามที่ต้องคิดควบคู่กันคือ มีคนดูแลใจครูแล้วหรือยัง
หลักคิดเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิตประกอบด้วย
-
ให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะทางจิต ก่อนเกิดปัญหาสุขภาพจิต
-
การป้องกันและการส่งเสริมสำคัญไม่แพ้การรักษา
-
สุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและปัจจัยทางสังคม
-
ระบบดูแลสุขภาพจิตต้องมีหลายระดับ และมีฐานชุมชนที่เข้มแข็ง
-
เชื่อมการดูแลสุขภาพจิตกับกิจกรรมทางสังคม หรือ Social Prescribing โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อช่วยตอบโจทย์ความทุกข์ที่ยาและบริการคลินิกเพียงอย่างเดียวอาจตอบไม่ได้ และลดการพึ่งพาการรักษาหรือการแทรกแซงทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็น
ร่วมกันหาทางออก ตั้งแต่เด็กเล็กถึงวัยชรา
วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิคนไทย ชี้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบได้กับทุกคน เราไม่อาจไล่ตามแก้ปัญหาเช่นนี้ต่อไปได้ เพราะระบบมีขีดความสามารถในการรองรับจำกัด คำถามคือ จะทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตมากขึ้นได้อย่างไร
“เราต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กเล็กในระดับปฐมวัย เด็กโต ไปจนถึงคนวัยชรา ให้เรียนรู้ เตรียมความพร้อม และมีภูมิคุ้มกัน เราต้องมาคิดกันว่า เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้เรื่องสุขภาพจิตได้ไหม ทั้งเรื่องการใช้อารมณ์ ความรุนแรง การกลั่นแกล้งผู้อื่น ถ้าเรียนรู้ตั้งแต่เด็กก็อาจจะช่วยทุเลาปัญหาสุขภาพจิตได้ เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ว่า จะมีทางออกในการแก้ปัญหาอย่างไร”
เขาเสนอว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจิตต้องเริ่มจากเจตจำนงร่วมกันของทุกภาคส่วน แล้วนำไปสู่การออกแบบกลไกดูแลสุขภาวะทางจิตเชิงรุกที่เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2–5 ขวบเป็นต้นไป
สิ่งที่ต้องขบคิดร่วมกันคือ อะไรคือ “วัคซีนสำหรับสุขภาพจิต” ที่ทุกคนควรได้รับ และเมื่อมีปัญหา แต่ละคนจะรู้หรือไม่ว่าขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง
MAIN PHOTO: Tima Miroshnichenko / Pexels
#สติแอป #SatiApp #HappeningBKK
