HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
โลกเปลี่ยนเร็ว...พ่อแม่เปลี่ยนยัง! จิตแพทย์แนะ “ฟังให้มากกว่าสอน” เพราะอะไร?
by HBKK
4 ก.ย. 2569, 15:18
  39 views

ถ้าความรักมาพร้อมความคาดหวัง บ้านอาจพังไม่รู้ตัว ฟัง Doctor Talk แล้วสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา

 

เด็กวันนี้เติบโตขึ้นมาในโลกที่ไม่ได้มีแค่บ้านและโรงเรียน แต่ยังมีโลกใบใหญ่อยู่ในหน้าจอ โทรศัพท์หนึ่งซึ่งเครื่องพาเขาไปเจอทั้งเพื่อน ข่าวสาร การเปรียบเทียบ และความคาดหวังจากคนรอบตัวได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่พ่อแม่เองก็อยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดี อยากให้เรียนเก่ง มีความสามารถ และประสบความสำเร็จ แต่บางทีสิ่งที่ต้องถามกันใหม่ อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ลูกประสบความสำเร็จ”

แต่อาจเป็น “ถ้าวันหนึ่งลูกมีเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต เขาจะยังกล้าเล่าให้เราฟังหรือเปล่า?”

เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ได้วัดกันแค่วันที่ลูกทำได้ดี แต่อาจวัดกันในวันที่เขาผิดหวัง ล้มเหลว หรือทำบางอย่างไม่เป็นอย่างที่พ่อแม่คาดหวัง

 

 

ประเด็นนี้ถูกหยิบมาพูดคุยในเวที “Healthy & Happy Family in the AI Era – สร้างครอบครัวสุขภาพดีและมีความสุขในโลกที่เปลี่ยนเร็ว” ภายในงาน Mindful Fest ที่ The Present Haus ราชวิถี 24 โดย นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

เนื้อหาจากเวทีไม่ได้ชวนพ่อแม่หาวิธี “เลี้ยงลูกให้เพอร์เฟกต์” แต่ชวนกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก

 

ลูกไม่ได้มีแค่โลกที่เราเห็น

พญ.วิมลรัตน์ อธิบายว่าปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ตั้งแต่พื้นอารมณ์และตัวตนของเด็ก รูปแบบการเลี้ยงดู โรงเรียน กลุ่มเพื่อน ไปจนถึงโซเชียลมีเดีย

 

เด็กแต่ละคนจึงมีความถนัด ความสามารถ และวิธีรับมือกับโลกแตกต่างกัน การใช้มาตรฐานเดียวกันไปวัดเด็กทุกคนจึงอาจกลายเป็นแรงกดดันโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่ครอบครัวคาดหวัง ไม่ตรงกับตัวตนของเด็ก

 

สิ่งที่พ่อแม่ควรจับตา จึงไม่ใช่แค่คะแนนสอบหรือผลการเรียน แต่คือ “ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม”

 

 

ลูกที่เคยพูดมากแล้วเริ่มเงียบ เก็บตัวมากขึ้น หงุดหงิดหรือก้าวร้าวผิดปกติ ดูเศร้าหมอง อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่อยากไปโรงเรียน อาจไม่ได้หมายความว่าเขา “ดื้อ” หรือ “ไม่รับผิดชอบ” เสมอไป แต่อาจกำลังเผชิญกับความเครียด ความกลัว หรือปัญหาบางอย่างที่ยังไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร

คำถามง่ายๆ จึงอาจเปลี่ยนบรรยากาศระหว่างพ่อแม่กับลูกได้

จาก “ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไป?”

ลองเป็น “ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า?”

เพราะก่อนจะหาคำตอบว่าเด็กทำอะไรผิด บางครั้งสิ่งที่ต้องทำก่อนคือพยายามเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขา

 

โลกออนไลน์ของลูก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างแต่ควร “เข้าใจ”

สำหรับเด็กยุคนี้ โลกดิจิทัลไม่ใช่เพียงเรื่องของการเล่นโทรศัพท์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทั้งการเรียน การเข้าสังคม การสร้างตัวตน และการรับรู้ว่าตัวเอง “ดีพอ” หรือไม่

 

การดูแลลูกจึงอาจไม่ใช่แค่การตั้งกฎว่าใช้โทรศัพท์ได้กี่ชั่วโมง หรือคอยตรวจว่าเปิดดูอะไร แต่คือการที่พ่อแม่มี Digital Literacy มากพอจะเข้าใจโลกที่ลูกกำลังอยู่ เมื่อเข้าใจ เราจะมีโอกาสพูดคุยกับลูกมากขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกบทสนทนากลายเป็นการสอบสวน

และนี่อาจสำคัญกว่าการพยายามรู้ทุกสิ่งที่ลูกทำบนหน้าจอเสียอีก

 

“ความรัก” ไม่เหมือน “ความคาดหวัง”

อีกเรื่องที่พ่อแม่อาจต้องกลับมาสำรวจตัวเอง คือเส้นบางๆ ระหว่าง ความรัก ความหวังดี และความคาดหวัง

นพ.วิทยา ชี้ว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่ความกลัวว่าลูกจะผิดพลาดหรือล้มเหลว อาจทำให้ความหวังดีกลายเป็นการกำหนดชีวิตลูกโดยไม่รู้ตัว ลูกอาจไม่ได้ชอบสิ่งเดียวกับเรา ไม่ได้ถนัดสิ่งที่เราถนัด และอาจไม่ได้อยากเดินบนเส้นทางที่เราวางไว้ให้

 

“การยอมรับความแตกต่าง” ไม่ได้หมายถึงการตามใจลูกทุกเรื่อง แต่คือการมีขอบเขตในสิ่งที่จำเป็น พร้อมเปิดพื้นที่ให้เขาได้คิด ตัดสินใจ ลองผิดลองถูก และค่อย ๆ ค้นพบว่าตัวเองเป็นใคร เพราะสิ่งที่เด็กต้องการจากครอบครัวอาจไม่ได้มีแค่คำแนะนำที่ถูกต้อง แต่คือความรู้สึกว่า “เรายังรักเขา แม้เขาจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้”

 

 

บ้านที่ปลอดภัย ไม่ใช่บ้านที่ลูกไม่เคยผิด

การสร้าง Safe Zone ในครอบครัวไม่ได้หมายถึงการตามใจลูกหรือปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ แต่คือการทำให้เด็กมั่นใจว่า ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ความรักหายไป หัวใจสำคัญจึงอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด “ฟังให้จบ ก่อนสอน”

หากในวันที่ลูกตัดสินใจเปิดใจ สิ่งแรกที่เขาอาจต้องการไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่คำสอน และไม่ใช่ทางออกสำเร็จรูป แต่อาจเป็นเพียงใครสักคนที่ฟังเรื่องของเขาจนจบ โดยไม่รีบตัดสิน

พ่อแม่จึงอาจลองเปลี่ยนจากการถามว่า

“ทำไมไม่บอกแม่ตั้งแต่แรก?”

เป็น “ขอบคุณนะที่เล่าให้ฟัง”

เพียงประโยคเดียวก็อาจทำให้เด็กเรียนรู้ว่า การพูดเรื่องยากกับพ่อแม่ไม่ได้จบลงด้วยการถูกตำหนิเสมอไป

 

 

วันที่ลูกล้ม บ้านควรเป็นที่ที่เขากลับมาได้

โลกภายนอกอาจมีคนมากพอแล้วที่บอกเด็กว่า ต้องเก่งกว่านี้ ต้องเรียนให้ดีขึ้น ต้องประสบความสำเร็จ ต้องพยายามมากกว่านี้ “บ้าน” จึงไม่ควรเป็นอีกพื้นที่ที่ลูกต้องพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ และหน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยล้ม แต่เป็นการทำให้เขารู้ว่า ถ้าวันหนึ่งล้ม เขายังมีที่ให้กลับมา

การสร้างครอบครัวที่มีความสุขอาจไม่ได้เริ่มจากการเพิ่มทุกอย่างให้ลูก แต่เริ่มจากการ “ลด” บางอย่างลง ทั้งการเปรียบเทียบ การแข่งขันที่ไม่จำเป็น และมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน รวมถึงการลดความคาดหวังของพ่อแม่ที่อาจเผลอวางไว้บนชีวิตของลูก

ถ้าวันหนึ่งลูกเจอปัญหาที่หนักที่สุดในชีวิต เขายังกล้าเดินกลับมาหาเราหรือเปล่า?

หากคำตอบคือ “ใช่” นั่นอาจเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการเป็นพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะเราสร้างลูกให้สมบูรณ์แบบ แต่เพราะเราสร้างบ้านที่ทำให้เขารู้ว่า ไม่ว่าจะเก่ง ผิดพลาด สำเร็จ หรือเหนื่อยแค่ไหน เขายังมีพื้นที่ปลอดภัยที่เรียกว่า “บ้าน” เสมอ

 

 

ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Doctor Talk ของโรงพยาบาลพระรามเก้า ภายใต้แนวคิด “Wellness for Life: ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” ซึ่งนำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาสื่อสารผ่านประเด็นใกล้ตัว เพื่อให้การดูแลสุขภาพกายและใจ รวมถึงสุขภาวะของครอบครัว เป็นเรื่องที่เข้าใจและนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ถ้าชอบเรื่องราวแบบนี้ กดติดตามเพจ HappeningBKK ไว้ รับรองไม่พลาดเรื่องราวดีๆ แบบนี้แน่นอน

 

 

 

 

ABOUT THE AUTHOR
HBKK

HBKK

Live Every Day

ALL POSTS