HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ก่อนจะดำสนิท: บันทึกจากคนเรียนกฎหมายหลังดู ‘ทนายปีศาจ’
by Dae Warunee
22 มิ.ย. 2569, 23:15
  45 views

หลายคนดู “ทนายปีศาจ ซีรีส์ไทยบน Netflix เรื่องราวการชิงไหวชิงพริบในชั้นศาล แล้วบอกว่านี่คือซีรีส์ว่าด้วยทนายเจ้าเล่ห์ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของคนดี-คนชั่ว มีไม่น้อยที่ออกมาวิจารณ์ว่าเป็นการชำแหละกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมไหน สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ นี่เป็นผลงานซีรีส์ที่ยอดเยี่ยมแห่งปีซึ่งกำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

สำหรับเรา ในฐานะคนที่ร่ำเรียนกฎหมายและเคยทำงานในวิชาชีพนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดกลับไม่ใช่คดี ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ใช่กลวิธีการเอาชนะกันในชั้นศาล หากเป็นคำถามง่ายๆ ที่ซีรีส์โยนใส่หน้าคนดูตั้งแต่ต้นจนจบว่า “คนเรากลายเป็นปีศาจได้อย่างไร?”

เอาเข้าจริงไม่มีใครเกิดมาเป็นปีศาจ ไม่มีใครลืมตาดูโลกแล้วตั้งใจจะเป็นคนเลว ก็เหมือนเพลงที่ทีมผู้สร้างยกมาช่วงท้ายของเรื่อง

...คนเราเกิดมาเป็น ‘ผ้าขาว’

สะสมรอยยับรอยเปื้อนจนเก่า

จนมันเป็น ‘สีเทา’

จนมัน ‘ดำสนิท’

 

 

เราทุกคนล้วนผ่านอะไรมามากมาย ทั้งดีและร้าย สร้างรอยขีดข่วน จากชีวิต จากอำนาจ จากความอยุติธรรม จากความหวาดกลัว และจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอด จนวันหนึ่งเมื่อหันกลับมามองตัวเองอีกครั้ง ผ้าผืนนั้นอาจไม่ได้เป็น “สีขาว” ราวแรกเริ่ม

บอกก่อนว่าโดยปกติแล้วเราไม่ใช่คนมีเวลาดูซีรีส์มากนัก ยิ่งช่วงหลังแทบไม่มีเวลาไล่ตามอะไรที่เป็นกระแส แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับทนาย กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ก็อดใจไม่ได้ที่จะเปิดดู

 

 

ต้องยอมรับว่าทีมผู้สร้างทำการบ้านหนักมาก เพราะรายละเอียดจำนวนมากไม่ใช่สิ่งที่คนเขียนบทจะจินตนาการเอาเองได้ง่ายๆ ทุกอย่างมีรายละเอียดยิยย่อย ทั้งเรื่องของห้องพิจารณาคดี วิธีพิจารณาคดี ลึกไปถึงวิธีคิดของคนในวิชาชีพ การต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์ในคดี และโดยเฉพาะความรู้สึกคลุมเครือทางศีลธรรมที่คนทำงานกฎหมายจำนวนมากเคยเผชิญในชีวิตจริง

 

 

หลังกวาดรางวัลจากหลากหลายเวทีอันทรงเกียรติกับผลงานซีรีส์ “สงครามส่งด่วน” ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ก็กลับมาพร้อมผลงานการกำกับซีรีส์ดราม่าชั้นศาล ร่วมกับสองครีเอเตอร์ผู้ริเริ่มไอเดียอย่าง แซม-จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม รวมถึง ซัน-ทรงพล จันทรสม ผู้อำนวยการสร้าง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในห้องพิจารณาคดี สู่ซีรีส์ดราม่าชั้นศาลแบบไทยที่ทั้งสมจริง ดูสนุก และเข้าใจง่าย

 

ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับและผู้เขียนบทร่วมเผยถึงเบื้องหลังการทำงานว่า “ทีมเขียนบทต้องรีเสิร์ชกันเยอะมาก ทั้งสัมภาษณ์และปรึกษาบุคคลในวงการกฎหมายหลายสายวิชาชีพ ผมได้มาช่วยเรียบเรียงประเด็นต่างๆ ให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวง่ายขึ้น เติมมิติและภูมิหลังของตัวละคร ให้ดูแล้วรู้สึกเชื่อได้ว่าเรื่องราวในซีรีส์สมจริงและเกิดขึ้นได้จริงครับ นอกจากนี้ ยังต้องออกแบบฉากพูดคุยในศาลให้สนุกและเข้าใจง่าย ซึ่งผมเลือกใช้เทคนิคการเคลื่อนกล้องเพื่อเชื่อมเข้าไปสู่จุดเกิดเหตุของคดีต่างๆ ดังนั้น การวางบล็อกกิ้งในศาลจึงสำคัญมาก และต้องเตรียมตัวเยอะมากในการวางลำดับฉากที่ต้องถ่ายทำ ต้องเห็นภาพว่าแต่ละช็อตที่ถ่ายจะไปประกอบเป็นภาพได้ใหญ่อย่างไร นับเป็นสิ่งที่ท้าทายในการกำกับซีรีส์เรื่องนี้ครับ”

 

 

ทางด้านนักแสดงทุกคนก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม สำหรับ หญิง-รฐา โพธิ์งาม ตัวละครเอกที่รับบทเป็น “จิตตรี” คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดที่เราเคยเห็นในซีรีส์ไทย ครั้งนี้ไม่ได้เล่นเป็นตัวร้าย แต่เล่นเป็น “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่เคยเชื่อในความยุติธรรม ก่อนจะถูกความอยุติธรรมกัดกินจนเหลือเพียงความเชื่อว่า ถ้าระบบมันบิดเบี้ยวอยู่แล้ว การใช้ประโยชน์จากความบิดเบี้ยวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนัก

 

...“เหี้ย” สำหรับใคร ลูกความฉันก็แฮปปี้ทุกคนนะ ทนายจิตตรีพูด ประโยคนี้เราให้คะแนนความเหี้ย(ม)เต็ม 100 ไม่มีหัก

 

...เธอคงคิดว่าสิ่งที่ฉันทำมัน “เหี้ย” แต่ถ้ากฎหมายใช้ได้กับทุกคน มันคงไม่จำเป็นต้องมี “คนแบบฉัน” ทนายจิตตรีพูด ท่อนนี้เราให้ 50-50 เพราะส่วนตัวคิดว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายใช้ได้กับทุกคน กฎหมายเสมอภาค แต่คนนี่แหละที่ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายลดลง

 

 

ส่วน “เมฆ” ที่รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต ผู้ชายใสซื่อ ตัวแทนของอุดมการณ์ ความถูกต้อง และความฝันแบบที่เด็กนิติศาสตร์หลายคนเคยมี ก่อนถูกโลกแห่งความเป็นจริงค่อยๆ กระชากลงมาจากหอคอยงาช้างทีละขั้น จนต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดว่า “ความดี” เพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้รอดเสมอไป

 

ระหว่างดูซีรีส์เรื่องนี้ เรานึกย้อนถึงชีวิตตัวเองอยู่หลายครั้ง ตอนอายุ 16 แม่เราถูกจับไปศาลแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะถูกไล่ที่ ครั้งนั้นแม่ถูกทำให้กลัว เพราะไม่เคยทำผิด ไม่รู้กฎหมาย แค่โดนจับใส่กุญแจมือก็เข่าอ่อน ยิ่งถูกจับไปขังไว้ใต้ถุนศาล แม่ยิ่งกลัวว่าจะไม่ได้กลับออกมาดูหน้าลูกๆ แต่แล้วเขาก็ปล่อยตัวแบบง่ายๆ

วันนัดมาศาล เราเห็นทนายขอแรงเดินมาบอกกับแม่ว่า “ต้องมี 5,000 นะ” แม่เอาเงินให้แบบงงๆ แลกกับกระดาษบางๆ ใบสองใบ วันนั้นที่จำได้คือไม่ได้มีการขึ้นศาล เราสองแม่ลูกก็กลับบ้าน แม่ไม่คิดต่อสู้อะไรทั้งนั้น แต่เลือกย้ายตัวเองออกมาจาก “บ้าน” สิ่งที่ทำมาหาได้และตั้งใจลงหลักปักฐาน แม่ทิ้งทุกอย่างที่สร้างมา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยาก “เรียนกฎหมาย” เพราะความไม่รู้…มันน่ากลัว

บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เราดู ทนายปีศาจ แล้วรู้สึกมากกว่าความสนุก เพราะสิ่งที่ซีรีส์กำลังพูดถึงไม่ใช่แค่เรื่องของคดีความ แต่คือความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างกฎหมาย อำนาจ และมนุษย์

 

 

เราเชื่อเสมอว่ากฎหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพราะความสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเป็นความพยายามของสังคมที่จะสร้างกติกากลางให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข กฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ กฎหมายมีหลักแต่ก็มีข้อยกเว้น กฎหมายมีช่องว่าง และกฎหมายอาจล้าหลังได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่เคยอยู่ที่ตัวบท หากอยู่ที่คนใช้กฎหมายต่างหาก คนที่ตีความ คนที่บังคับใช้ และคนที่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไรเพื่อสร้างความยุติธรรมหรือทำลายมัน

 

นี่คือจุดที่ ทนายปีศาจ เฉียบคมอย่างน่ากลัว เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่อง “คนเลวใช้กฎหมายเพื่อช่วยคนเลว” อย่างผิวเผิน แต่ฉายให้เห็นว่าผู้มีอิทธิพลสามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คนมีเงินที่เข้าถึงคนบังคับใช้กฎหมาย ในขณะที่คนธรรมดาต้องดิ้นรนเพื่อหาทนายสักคนมาแก้ต่าง อีกอย่างที่เห็นคือการที่โซเชียลมีเดียเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ศาลเตี้ย” ตัดสินคนจากความรู้สึกมากกว่าพยานหลักฐาน หลายครั้งคนในโลกออนไลน์พิพากษาใครสักคนเรียบร้อยแล้วก่อนที่คดีจะเข้าสู่ศาลด้วยซ้ำ

 

ในฐานะคนที่พอรู้กฎหมาย เราชอบที่ซีรีส์กล้าหยิบหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” มาสะท้อนในอีกมุมหนึ่ง หลักการที่เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า การปล่อยคนผิดสิบคน ยังดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์หนึ่งคน คือหนึ่งในหลักการสำคัญที่สุดของกฎหมายอาญา ทว่า มันก็เป็นรอยปริที่เปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มใช้ประโยชน์จากช่องว่างของระบบได้เช่นกัน นี่ไม่ใช่ความผิดของกฎหมาย แต่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่พยายามเสาะแสวงหาทางเอาชนะกติกาอยู่เสมอ เพราะในโลกของการต่อสู้คดี หลายครั้งการพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายผิดอาจไม่สำคัญเท่ากับการพิสูจน์ว่าเรายังไม่ผิด และเพียงข้อสงสัยเล็กน้อยที่เกิดขึ้นก็อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตคนทั้งชีวิตได้

 

อีกสิ่งที่เราชอบใน ทนายปีศาจ คือการที่ไม่พยายามปลอบใจคนดู หนังเรื่องนี้ไม่มีตัวร้ายที่ชั่วบริสุทธิ์ ไม่มีพระเอกที่ดีแบบไร้ตำหนิ ทุกคนล้วนเป็น “เหยื่อ” ของบางสิ่ง บางคนเป็นเหยื่อของอำนาจ บางคนเป็นเหยื่อของเงิน บางคนเป็นเหยื่อของความโลภหลง บางคนเป็นเหยื่อของระบบ และบางคนก็เป็นเหยื่อของตัวเอง

 

 

คนมันกำลังจะจมน้ำ อะไรคว้าได้ก็ต้องคว้าไว้ก่อน (ประโยคที่ได้ยินหลายครั้งในซีรีส์)

ต่อให้สิ่งนั้นจะเป็นการโกหก การแบล็กเมล การบิดเบือนความจริง การสร้างพยานเท็จ หรือการเปิดสะเก็ดแผลของคนอื่นเพื่อปกปิดรอยแผลเหวะหวะของตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด แต่มันต้องการคำตอบว่า “เราจะรอดหรือไม่?”

 

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน ทนายปีศาจ อาจไม่ใช่ฆาตกร ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่คนมีสี ไม่ใช่ผู้พิพากษา และไม่ใช่ทนายเหลี่ยมจัด แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าโลกแห่งความเป็นจริงอาจไม่ได้แตกต่างจากในซีรีส์มากนัก

 

คนจำนวนมากดูเรื่องนี้แล้วถามว่า...ทำไมทนายถึงถูกมองเป็นปีศาจ แต่สำหรับเรา คำตอบอาจตรงกันข้าม เพราะเราไม่ได้กลัวทนาย เราไม่ได้กลัวกฎหมาย เราไม่กลัวการขึ้นศาล แต่เรากลัวอำนาจ กลัวเงิน กลัวอภิสิทธิ์ชน กลัวผลประโยชน์ จะมาทำให้ “ความยุติธรรม” และตาชั่งเอนเอียง

 

ทั้งหมดคือเหตุผลที่ ทนายปีศาจ ไม่ใช่เพียงซีรีส์ดราม่าชั้นศาลที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปีในเวอร์ชั่นที่ทนายดู แต่เป็นงานเล่าเรื่องที่ใช้ห้องพิจารณาคดีเป็นเวทีชำแหละความเป็นมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบ งดงาม และจริงเกินกว่าที่หลายคนจะยอมรับ

 

 

ปล. ยังมีคนที่อยากชื่นชมอีกเพียบ ทั้ง “แก๊งสัตว์น้ำ” เสรีชนชวนหัวกลุ่มคนขบขันของเรื่องที่สร้างมีมคลายเครียด “สามพี่น้องแรงงานพม่า” ที่ตีบทแตกจนเราคิดว่าแคสคนพม่ามาเล่นบทนี้ “บิ๊กอนันต์” พี่กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้สั่งสมเส้นสายและอำนาจจนคร่ำหวอดในวงการสีกากี พี่ต้อม-พลวัฒน์ มนูประเสริฐ พ่อของเมฆ ผู้พิพากษาที่เถรตรง “เต” เผ่าเพชร เจริญสุข ที่หลายคนจำหน้าเดิมไม่ได้ และที่อยากขีดเส้นใต้หนาๆ คือ พี่ตู่ ภพธร ตัวละครลับชื่อ “ชานนท์” ที่โดยส่วนตัวอยากให้มีบทเยอะๆ รวมถึงนักแสดงสมทบอื่นๆ ที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ

 

ABOUT THE AUTHOR
Dae Warunee

Dae Warunee

นักกฎหมายที่หยั่งรากบนเส้นทางสายนักเขียน เซียนเรื่องกินเที่ยว หวังเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์

ALL POSTS