"Meanwhile in Venice... เมื่อดิจิทัลแทงกลับ!"
เมื่อมนุษย์ติดคุกหน้าจอ! พาชม Screen Melancholy โดย Li Yi-Fan ใน Venice Biennale 2026 งานศิลปะตลกร้ายที่จะหยิบเทคโนโลยีมาแทงกลับคนยุคดิจิทัลอย่างเจ็บแสบ
เห็นรูปจากพาวิลเลียนไต้หวัน (Taiwan Pavilion) ที่เวนิสแวบแรก เป็นรูปชิ้นส่วนศีรษะคนขนาดใหญ่วางราบอยู่กับพื้นอาคาร วินาทีนั้นบอกตัวเองเลยว่า "อยากเห็นงานจริงมาก" ยิ่งพอรู้ว่าเป็นผลงานของ Li Yi-Fan ศิลปินมีเดียอาร์ตที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่ง ยิ่งห้ามพลาด และพอดีกับที่ศิลปินไทยซึ่งร่วมแสดงในเทศกาลนี้ชวนไปดูรอบการแสดงสด (Live Performance) เราเลยรีบพุ่งตัวไปดูงานที่มีชื่อว่า “Screen Melancholy” (ภาวะหม่นของหน้าจอ) ทันที
มีใครเป็นเหมือนกันบ้างไหม? ที่รู้สึกว่าชีวิตทุกวันนี้มันแปลกๆ... ตื่นมาเปิดโทรศัพท์ก็จมดิ่งอยู่กับกองข้อมูล สโครลหน้าจอไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาฬิกาชีวิตผ่านไปกี่ชั่วโมง และตอบไม่ได้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่จริงๆ
Li Yi-Fan น่าจะเผชิญกับความเศร้าหมองจากหน้าจอแบบเดียวกัน แต่แทนที่ศิลปินไต้หวันผู้นี้จะแค่บ่นเฉยๆ เขาหยิบเอาความมวนท้องนั้นมาเปลี่ยนเป็นงานศิลปะ—ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันทั้งเจ็บปวด เสียดสี และตลกร้ายจนอยากให้ทุกคนได้มาเห็นด้วยตา
หลังจากที่แฝงตัวเข้าไปดูรอบ Live Performance (ซึ่งคนแน่นจนพาวิลเลียนแทบแตก ขนาดว่าเป็นรอบ Invitation Only) และกลับไปนั่งพินิจวิดีโอความยาว 60 นาทีของเขาอีกรอบในวันถัดมา เราบอกได้เลยว่านี่คืองานระดับ "ต้องดู" ของปีนี้
ไฮไลต์หลักของงานคือตัวละคร “หุ่นเชิด” รูปร่างแปลกประหลาดที่อาศัยอยู่ในห้องใต้ดินอันมืดมิด มันคอยพึมพำบ่นเกี่ยวกับเทคโนโลยี สะท้อนความวิตกกังวลของมนุษย์ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Generative AI ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของมันดูบิดเบี้ยว ไร้ทิศทาง ชวนให้นึกถึงลีลาการเดินของตลกคาเฟ่ไทยยุค 80s อย่างประหลาด
ตัววิดีโอเล่าเรื่องราวของ "ลูกตา" ที่เดินทางกลับบ้านมาสนทนากับตัวหุ่นเชิด ฟังดูเข้าใจยากใช่ไหมครับ? แต่จริงๆ แล้วมันคือการตั้งคำถามที่ทรงพลังว่า “ทุกวันนี้เรามองโลกผ่านหน้าจอมากเกินไป จนลืมไปแล้วหรือเปล่าว่า ‘การมองเห็น’ ของเรานั้น... มันยังเป็นของเราจริงๆ อยู่ไหม?”
สคริปต์ทั้งหมดเขียนโดย Li Yifan และเขายังพากย์เสียงเองด้วย (มีคำบรรยายทั้งภาษาจีนกลางและอังกฤษ) บทพูดเขียนออกมาได้คมคาย จี้แทงใจดำคนยุคดิจิทัล และตรึงคนดูไว้ได้ตลอดทั้งโชว์
ความเทพนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เพราะ Li ทำการวิจัยอย่างหนักด้วยการเอาตัวเองไปฝังอยู่หน้าจอวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ทั้งทำงานและเล่นเกม ซึ่งเขาเคลมว่าการเล่นเกมเนี่ยแหละคือ "งานวิจัย" ชั้นดี! เขาทำการสร้าง Environment, Props และ Mechanics ทั้งหมดขึ้นมาใน Unreal Engine จากนั้นก็ Map การเคลื่อนไหวบนใบหน้าตัวเองลงบนตัว Avatar แล้วควบคุมตัวละครผ่าน VR Headset และ Controller
สิ่งที่เราชอบที่สุดคือ Li Yifan ไม่ได้ใช้เครื่องมือแบบเดิมๆ มาวิจารณ์เทคโนโลยี แต่มันคือการ "หยิบเอาเทคโนโลยีนั่นแหละ มาเป็นอาวุธแทงกลับเข้าหาตัวมันเอง"
นอกจากงานบนจอแล้ว ในห้องจัดแสดงยังมีประติมากรรม 3D Print ขนาดยักษ์รูปมือ เท้า และศีรษะ กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ซึ่งศิลปินคิดมาดีมาก เพราะทำหน้าที่เป็นเก้าอี้ให้ผู้ชมนั่งพักได้ด้วย กลายเป็นว่าเรากำลัง "นั่งอยู่บนร่างกายดิจิทัล เพื่อดูร่างกายดิจิทัลบนหน้าจอ" ชวนให้กลับไปคิดต่อว่า ขอบเขตระหว่างความจริงกับความเสมือนจริงมันอยู่ตรงไหนกันแน่
(ภาพที่เราเลือกมาเป็นภาพเปิดเป็นช่วงบทสนทนาอันตลกร้าย ระหว่าง 'เจ้าไส้ติ่ง' ที่เข้าไปคุยกับ 'ลำไส้ใหญ่ในทวาร' โดยได้รับคำแนะนำแกมสั่งสอนว่า มนุษย์ยุคนี้ไม่ให้ความสำคัญกับไส้ติ่งแล้วนะ ไปรับจ็อบอื่นเถอะ... เป็นการเปรียบเปรยที่เจ็บแสบมาก)
"
Screen Melancholy" จัดแสดงอยู่ที่ Palazzo delle Prigioni ซึ่งในอดีตเคยเป็น "คุกเก่า" อายุกว่า 400 ปีของเวนิส คิดดูแล้วช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะเจาะเหลือเกิน สำหรับงานศิลปะที่ตั้งใจมาแทงใจดำพวกเรา... มนุษย์ผู้กำลังติดคุกอยู่ในหน้าจอของตัวเอง
อีกเรื่องที่อดอิจฉาคนทำงานสร้างสรรค์ของไต้หวันไม่ได้ คือความทุ่มเทและสายป่านของภาครัฐ คุกเก่า Palazzo delle Prigioni แห่งนี้ ทาง พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติไทเป (TFAM) เป็นผู้เช่าระยะยาวเพื่อใช้เป็น Taiwan Pavilion โดยเฉพาะ ซึ่งทำเลดีมาก อยู่ใกล้กับ Arsenale พื้นที่จัดแสดงหลักของ Venice Biennale ชนิดเดินถึงกันได้สบายๆ
นิทรรศการนี้ภัณฑารักษ์โดย Raphael Fonseca เปิดให้เข้าชมยาวๆ ไปจนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2026 ใครมีแผนมาเวนิสช่วงนี้ปักหมุดไว้เลยค่ะ ส่วนใครไม่ได้มา แค่กดติดตามและศึกษาผลงานของ Li Yi-Fan ไว้ ก็สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้คุ้มค่าแน่นอนค่ะ
#VeniceBiennale2026 #LiYiFan #ScreenMelancholy #TaiwanPavilion #ContemporaryArt #UnrealEngine #happeningbkk
