HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
นั่งเฉยไม่ได้แล้ว: ไทย–สิงคโปร์ ดิ้นหาทางแก้วิกฤตเด็กเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
by L. Patt
4 มี.ค. 2569, 11:59
  506 views

อัตราการเกิดต่ำสุดในประวัติศาสตร์กำลังเขย่าโครงสร้างประชากรไทยและเอเชีย รัฐต้องเร่งปรับนโยบาย จาก “กระตุ้นให้มีลูก” สู่การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างยั่งยืน

ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น คือกลุ่มประเทศที่มี อัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate: TFR) ยังคงลดลงต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ความมั่นคงทางสังคม และโครงสร้างประชากรในระยะยาว

สิงคโปร์ตั้งคณะทำงานใหม่ หลัง TFR ต่ำสุดในประวัติศาสตร์

รายงานจาก The Straits Times ระบุว่า สิงคโปร์เตรียมจัดตั้งคณะทำงานชุดใหม่เพื่อศึกษาเรื่องการแต่งงานและบทบาทการเป็นพ่อแม่ หลังอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงจาก 0.97 ในปี 2024 เหลือ 0.87 ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ Indranee Rajah กล่าวในรัฐสภาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ว่า หากประเทศต้องการพลิกแนวโน้มดังกล่าว จำเป็นต้อง “รีเซ็ต” มุมมองของสังคมต่อการแต่งงานและความเป็นพ่อแม่ พร้อมทั้งปรับระบบสนับสนุนให้สอดคล้องกับชีวิตการทำงาน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นมิตรกับครอบครัว (family-friendly workplace)

คณะทำงานดังกล่าวจะรวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านการสำรวจในปี 2026 เพื่อทำความเข้าใจว่าทัศนคติของประชาชนต่อการแต่งงานและการมีบุตรเปลี่ยนไปอย่างไร และจะจัดทำแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมในระยะต่อไป

ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลสิงคโปร์สะท้อนคือ “ความกลัวการสูญเสีย” คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองการมีลูกผ่านเลนส์ของสิ่งที่อาจต้องแลก เช่น ความก้าวหน้าในอาชีพ อิสรภาพส่วนตัว หรือเป้าหมายชีวิต ขณะเดียวกัน พ่อแม่จำนวนไม่น้อยยังรู้สึกกดดันจากการแข่งขันทางการศึกษา ซึ่งทำให้ต้นทุนทางอารมณ์และสังคมของการเลี้ยงลูกสูงขึ้น

ดังนั้น การปฏิรูปจึงไม่ใช่แค่เชิงโครงสร้าง แต่ต้องเปลี่ยนกรอบความคิดทางวัฒนธรรม จาก “สนามแข่งขัน” เป็น “ทางหลวงหลายช่องทาง” ที่เปิดโอกาสให้เด็กเติบโตได้หลากหลายรูปแบบ

แนวทางแก้ปัญหาของไทย: เมื่อเด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย

ฝั่งไทย สถานการณ์ไม่ต่างกัน

ผลสำรวจเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีประชากร 70.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 0.42% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และเป็นผลจากการที่จำนวนการเกิดน้อยกว่าการตายต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564

ปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 559,684 คน

อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.0 ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 อย่างมาก สะท้อนว่าไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้ว

วันนี้ คนทำงาน 100 คน ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวมกันถึง 44 คน หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง ภายใน 20 ปี ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในอีก 60 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยอาจลดเหลือเพียง 30–40 ล้านคน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ United Nations Population Fund (UNFPA) ได้ประกาศคำมั่นสัญญาภายใต้กรอบ FP2030 เพื่อยกระดับการวางแผนครอบครัวของประเทศ

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “จำนวนเด็ก” แต่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ สุขภาพการเจริญพันธุ์ และคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทย การวางแผนครอบครัวจึงเป็นภารกิจเชิงระบบ ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น

มาตรการรับมือ: จากส่งเสริมการมีลูก สู่การสร้างระบบนิเวศครอบครัว

กรมอนามัยกำหนด 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่

  1. พัฒนาระบบบริการส่งเสริมการมีบุตร และดูแลภาวะมีบุตรยาก

  2. ดูแลสุขภาพแม่และเด็กอย่างต่อเนื่อง

  3. ส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านโครงการ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน”

  4. สร้างความพร้อมของการตั้งครรภ์บนหลักสิทธิ ความสมัครใจ และศักดิ์ศรี

  5. ยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัว รวมถึงสุขภาพจิตแม่ก่อนและหลังคลอด

สาระสำคัญคือ ไทยต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “แจกเงินเพื่อเพิ่มจำนวน” ไปสู่การสร้างโครงสร้างชีวิตที่เอื้อต่อการมีลูกจริง ทั้งระบบงานที่ยืดหยุ่น ศูนย์เด็กเล็กที่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็ก 0–2 ปี และสวัสดิการที่จับต้องได้

แผนพัฒนาประชากรระยะยาว: เกิดดี อยู่ดี แก่ดี

สภาพัฒน์ร่วมกับ UNFPA จัดทำแผนพัฒนาประชากรระยะยาว 2565–2580 ภายใต้แนวคิด “เกิดดี อยู่ดี แก่ดี”

  • เกิดดี: มีระบบสนับสนุนครอบครัวและสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับพ่อแม่

  • อยู่ดี: ยกระดับการศึกษาและทักษะให้ทันโลกงานยุค AI

  • แก่ดี: เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพและการเงิน พร้อมผลักดันแนวคิด Silver Economy

โจทย์สำคัญคือ การปรับมุมมองต่อผู้สูงอายุจาก “ภาระ” เป็น “พลังทางเศรษฐกิจและสังคม”

บทบาท UNFPA: คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

UNFPA สนับสนุนไทยใน 3 มิติ ได้แก่ ฐานข้อมูลเชิงวิชาการ การให้คำแนะนำนโยบาย และการประสานความร่วมมือแบบ “whole of society approach”

หัวใจของแนวคิด Demographic Resilience คือ คุณภาพประชากรสำคัญกว่าปริมาณ การสร้างครอบครัวต้องมีระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็ก ที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ สังคมปลอดภัย ไปจนถึงสิทธิประโยชน์ในที่ทำงาน

บทสรุป: วิกฤตประชากรไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หลายประเทศอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย แต่บทเรียนจากทั่วโลกชี้ชัดว่า “เงินอย่างเดียวไม่พอ”

หากไทยต้องการหยุดเสียงในเปลไม่ให้เงียบหาย การแก้ปัญหานี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ แรงงาน และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น”
แต่คือ “เรากำลังสร้างประเทศแบบไหน ให้คนอยากมีลูกหรือไม่”




#วิกฤตเด็กเกิดต่ำ #อัตราการเกิดต่ำสุด #TFRไทย #สังคมสูงวัย #SilverEconomy #โครงสร้างประชากร #HappeningBKK

 

 

 

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS