พระจันทร์สีน้ำเงินเจิดจรัสอีกครา การกลับมาของ “Blue Moon” ผับดังในตำนานที่เบ่งบานในสยามพารากอน
เมื่อคนหลังฉากระดับตำนาน ออกมาร่ายมนตร์บนโต๊ะอาหารอีกครั้ง “Blue Moon” พร้อมยกระดับอาหารไทยไปอีกขั้นกับ Tapas Bar เมนูกินดื่มรสไทย-เทศร่วมสมัย
หาก “พระจันทร์สีน้ำเงิน” คือสัญลักษณ์ของช่วงเวลาพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก การกลับมาของ “Blue Moon” ก็ไม่ต่างกัน
...นี่คือการปรากฏตัวอีกครั้งของกลุ่มคนรักการทำอาหารและเครื่องดื่มระดับตำนาน ที่เคยกำหนดจังหวะไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ ไว้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 80
โดยล่าสุดพระจันทร์สีน้ำเงินกลับมาเจิดจรัสอีกครา กับป๊อบอัพโปรเจ็กต์ที่มาในคอนเซ็ปต์ Tapas Bar แห่งโซน Eatelier ชั้น 4 สยามพารากอน นำโดย เบญญา นันทขว้าง และกลุ่มเพื่อนผู้คร่ำหวอดในแวดวงอาหาร ศิลปะ และอีเวนต์มายาวนานกว่า 38 ปี กลุ่มเดียวกับที่หลายคนจดจำได้ดีในนาม Blue’s Bar ผับดังในตำนานแห่งปี 1988 บนย่านสารสิน–หลังสวน ที่ยุคนั้นใครไม่เคยไปถือว่าเอ้าท์!!
ชื่อของ Blue’s Bar ได้แรงบันดาลใจจากเรื่อง “พระจันทร์สีน้ำเงิน” บทประพันธ์อิงชีวิตจริงของ วงศ์เมือง นันทขว้าง ที่เขียนโดย สุวรรณี สุคนธา และกลายเป็นพื้นที่รวมตัวของคนเก๋ในยุคที่แฟชั่น โฆษณา และดนตรีกำลังเบ่งบาน จากความสำเร็จนั้น จึงต่อยอดสู่ Red Bar และ White Café จนได้รับสมญา “กลุ่มร้านสามสี”
เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคใหม่ กลุ่มนี้เลือกถอยจากแสงไฟหน้าเวทีไปทำงานเบื้องหลังในชื่อ White Café Catering ผสานอาหารเข้ากับคอนเซ็ปต์อีเวนต์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟนับพันงาน อาหารจึงไม่ใช่แค่ของกิน แต่เป็นองค์ประกอบที่ขับธีม สีสัน และอารมณ์ของงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
และเมื่อสยามพารากอนชวนให้คนหลังฉากเหล่านี้ออกมาโชว์ฝีมืออีกครั้ง จึงเกิดเป็น “Blue Moon” พื้นที่ทดลองที่กลั่นประสบการณ์หลายทศวรรษออกมาในรูปแบบทาปาสไทย–เทศ เสิร์ฟคู่กับเครื่องดื่มระดับนักสะสม
เมนูที่เล่าเรื่อง…มากกว่าความอร่อย
จานแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ “ข้าวผัดปลาทู” ซิกเนเจอร์จาก Blue’s Bar สารสิน อาหารที่ดูเรียบง่ายแต่กลายเป็นตำนาน จุดเริ่มต้นมาจากความทรงจำวัยเด็ก ข้าวสวยร้อนๆ คลุกปลาทู น้ำปลาแบบแม่ทำให้กิน แต่เมื่อความขี้เกียจแกะปลาเข้าครอบงำจึงกลายเป็นไอเดียให้ครัวทำข้าวผัด และใครจะคิดว่าเมนูบ้านๆ จานนี้ จะดังไกลไปทั่วประเทศ
ความพิถีพิถันอยู่ที่การเลือกปลาทูตัวอ้วน ผิวเงินวาว ทอดก่อนแล้วแกะเฉพาะเนื้อ นำมาคั่วกับข้าวจนหอมฟุ้ง ปรุงรสเพียงน้ำปลาชั้นดี ไม่ต้องมากความ แต่ชัดเจนในตัวตน
อีกหนึ่งจานที่สะท้อนรากเหง้าคือ “ไส้อั่ว” สูตรตระกูลนันทขว้างจากลำพูน หมูถูกหั่นเป็นเต๋าเล็กด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องบด เพื่อให้ไขมันละลายอย่างพอดีเมื่อย่าง ที่พิเศษคือขั้นตอนรมควันด้วยกากมะพร้าวจากการคั้นกะทิตามภูมิปัญญาแปดริ้ว เพิ่มกลิ่นหอมลุ่มลึกเกินไส้อั่วย่างถ่านทั่วไป จะกินคู่กับน้ำพริกหนุ่มผักลวกแบบดั้งเดิม หรือแปลงร่างเป็น สปาเก็ตตี้ผัดไส้อั่ว ก็สนุกไม่แพ้กัน
สายเนื้ออย่าพลาด “เนื้อแดดเดียว” กับ “ลิ้นแดดเดียว” เมนูที่ได้ทั้งความนุ่มและกรอบ เคล้ารสจัดจ้านของแจ่วมะเขือปลาร้า ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน
ทาปาส...จะพาเราเดินทางข้ามวัฒนธรรม
ฝั่งอาหารเทศ Blue Moon เล่นกับวัฒนธรรมอย่างมีชั้นเชิง อาทิ “กระทงทองโฮตาเตะ” การจับมือกันของไทย–ญี่ปุ่น หอยเชลล์เกรดซาชิมิ ปรุงด้วยโชยุ มิริน และน้ำมันงา ท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอน ให้รสกรอบ หวาน เค็ม มัน ครบในคำเดียว
จากญี่ปุ่นข้ามไปสเปนกับ Figatell in Tomato Sauce แรงบันดาลใจจากไส้กรอกพื้นเมืองแคว้นวาเลนเซีย ที่ต้องห่อด้วยมันร่างแหก่อนย่าง เทคนิคคลาสสิกจากโลกเก่าเพื่อรักษาความชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมซอสมะเขือเทศโฮมเมด และ Parsley Oil สูตรเฉพาะของ White Café น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จินผสานพาร์สลีย์สด ที่ทำหน้าที่ส่งกลิ่นและ aftertaste ได้อย่างงดงาม และยังถูกนำไปใช้กับอีกหนึ่งจานเด่นอย่าง Grilled Octopus หนวดหมึกยักษ์ย่าง เสิร์ฟกับ Aioli ตามธรรมเนียบทาปาสบาร์สเปน
Blue Moon ยังพาเราย้อนเวลาไปยุค 70’s กับ Corned Beef โดยเฉพาะสูตรในความทรงจำอย่างของ อสร. เนื้อถูกบ่มในน้ำเกลือและเครื่องเทศนานห้าวัน ก่อนเคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม เสิร์ฟสองแบบ แบบทาปาสทอดกรอบกับซาวร์เคราท์ และแบบไทยใน ข้าวผัดคอร์นบีฟ เพิ่มพริกขี้หนู หอมแดง และมะนาวจี๊ดจ๊าด ถูกปากคนไทยอย่างน่าประหลาด
เครื่องดื่ม…รายละเอียดเล็กๆ ที่เบื้องหลังโค(ต)รยิ่งใหญ่
สำหรับเครื่องดื่มของที่นี่ไม่ใช่แค่ของดื่มประกอบมื้อ แต่เป็นขั้นกว่าที่ต้องไปค่อยๆ นั่งฟังในร้าน อย่าง Apple Green Tea ใช้แอปเปิ้ลเขียวคั้นสดด้วยวิธี cold pressed ผสมกับชาแอปเปิ้ล cold brew, Kumquat Honey Soda จากส้มมะปี๊ดจันทบุรี ให้กลิ่นหอมสดใส และ Peach Rose Sparkling ที่อัพกลิ่นพีชด้วย rose tea elixir สูตรพิเศษจาก Dilmah หอมละมุน ชวนจิบยาว
ส่วนสายดื่มที่นี่น่าจะถูกใจเพราะมีคอลเลกชันสปืริตที่น่าจะดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทางร้านคัดสรรสปิริตหายาก รุ่นลิมิเต็ด รวมถึงวิสกี้ญี่ปุ่นตัวแรร์ที่มีเอกลักษณ์และขวดที่คว้ารางวัลมากมาย เสิร์ฟเป็นแก้วให้ได้ลิ้มลองกัน หรือจะคุยเรื่องราวน่าสนุกของแต่ละขวดกับบารืเทนเดอร์ของทางร้านก็ได้บรรยากาศดีทีเดียว

เมื่อประสบการณ์ถูกกลั่นเป็น Blue Moon
แม้มาในรูปลักษณ์ร้านเปิดใหม่ ทว่า Blue Moon กลับเป็นบทสรุปของประสบการณ์ยาวนานที่ถูกกลั่นออกมาอย่างตั้งใจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Tapas Bar ที่ให้อิสระในการลิ้มลอง แบ่งปัน และพูดคุย
เมื่อคนหลังฉากถึงเวลาขึ้นเวทีอีกครั้ง ทุกจาน ทุกแก้ว จึงไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือเรื่องเล่าที่อยากชวนคุณมานั่งฟังด้วยตัวเอง
ตามมาเช็กอินดื่มกินพูดคุยกับได้ที่ Blue Moon เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00–24.00 น. ในโซน Eatelier ชั้น 4 Siam Paragon แล้วบรรยากาศวันเก่าๆ จะกลับมาเร้าใจไม่มีวันจาง
