HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
อดีต –ปัจจุบันของ FENDI KIOSK และ pop-up store แนวคิดใหม่เอาใจนักช็อปกลุ่มมิลเลนเนียล
by วรวุฒิ พยุงวงษ์
15 พ.ค. 2561, 18:08
  1,019 views

พบ FENDI MEN ครั้งแรกและคอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 ผลงานการออกแบบร่วมกับซู ทิลลีย์ (Sue Tilley)

 

        ในยุคที่ Pop-Up Store หรือบูติกชั่วคราวกำลังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดของบรรดาแบรนด์แฟชั่นระดับหรูทั่วโลก ด้วยการยึดพื้นที่ขนาดไม่กี่ตารางเมตรกลางศูนย์สรรพสินค้า หรือใจกลางย่านธุรกิจเพื่อวางจำหน่ายคอลเลคชั่นพิเศษ เฉพาะกาลอย่างที่เรียกว่า Capsule collection หรือไม่ก็อาจเป็นรุ่นมีจำนวนจำกัด (limited edition) คละกันไปกับสินค้าปัจจุบันเพื่อเป็นการดึงลูกค้าทั้งขาประจำ และขาจรให้แวะเวียนเข้ามา FENDI ซึ่งโด่งดังจากชุดเฟอร์ และเครื่องหนังคุณภาพสูงจากกรุงโรมได้นำเสนอลูกเล่นล้ำสมัยหักล้างทุกแนวคิดนิยมของ pop-up store ส่งตรง FENDI KIOSK สู่ใจกลางกรุงเทพมหานครเพื่อมอบบรรยากาศสนุกสนานท่ามกลางความทันสมัยสุดหรูหราต้อนรับเหล่าสาวกแห่งรสนิยมกลุ่มมิลเลนเนียล พร้อมกับที่ปิดบูติกปัจจุบันลงชั่วคราวเพื่อทำการปรับโฉมใหม่ รอความพร้อมเปิดบริการอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้

       

       ในอดีต kiosk (คิอ๊อสค์) เป็นคำที่ชาวเปอร์เซีย และตุรกีใช้เรียกศาลาแบบเปิดโปร่งสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจในสวนประดับคฤหาสถ์ของเหล่าชนชั้นสูง ดังที่จะเห็นอย่างแพร่หลายในจักรวรรดิอ๊อตโตมานเมื่อศตวรรษที่ 13 และในกาลสมัยต่อมา คิอ๊อสค์เหล่านี้ถูกจำลองแบบ พัฒนามาเป็นซุ้มจำหน่ายของใช้จุกจิกประจำวันอย่างที่เรายังเห็นกันได้ตามจัตุรัสสำคัญๆ ในกรุงโรมจากตู้ หรือคูหาขายนิตยสาร, หนังสือพิมพ์, บุหรี่กับไฟแช็ค ตลอดจนแผนที่นักท่องเที่ยว  

 คิอ๊อสค์สไตล์โรมันถูกพลิกผันไปสู่งานออกแบบหรูหรารองรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชั้นสูง

        นี่คือบูติกชั่วคราวหรือ pop-up store แนวคิดใหม่ ซึ่ง FENDI ได้นำปรากฏการณ์เพื่อการช้อปปิ้งสุดล้ำสมัยรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียล และเหล่าแฟนประจำผู้ชื่นชอบความสดใหม่ ซึ่งหลอมรวมขึ้นจากมวลรายละเอียดแห่งรสนิยมเชิงวัฒนธรรมpop-up store สัญจรสไตล์คิอ๊อสค์ของ FENDI ตระหง่านคู่เป็นซุ้มบูติกในพื้นที่ส่วนเอเทรียมของห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน โดยใช้งานออกแบบจำลองคูหาขายของแบบฉบับโรมัน โครงสร้างทรงแปดเปลี่ยมในสีเขียวเข้ม/ดำสะดุดตาด้วยผ้าม่านโทนสีกลมกลืน พื้นไม้ปาร์เก้รองรับความหรูหราทางการตกแต่งภายในซึ่งอาศัยวัสดุแบบเดียวกับที่ปรากฏในห้องหับอพาร์ตเมนท์ของชนชั้นสูงชาวโรมัน ไม่ว่าจะเป็นทองเหลือง, ไม้พะยูง หรือกำมะหยี่ ทั้งในส่วนของเคาน์เตอร์ และถาดวางสินค้า

        อย่างไรก็ตาม คิอ๊อสค์ทั้งคู่ยังแสดงถึงความทันสมัยบนงานออกแบบยอดนิยมในอดีตได้อย่างกลมกลืนผ่านการใช้งานเดินหลอดไฟเป็นโลโก้ FENDI และ FENDI kiosk ทอประกายสว่างจ้ารายรอบโครงสร้างซุ้ม ทั้งคิอ๊อสค์จำหน่ายคอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 สำหรับผู้หญิง ซึ่งล้วนโดดเด่นด้วยโลโก้ FF อันโด่งดังระดับตำนาน เป็นที่รู้จัก และจดจำได้ในทันที สำหรับคิอ๊อสค์อีกซุ้ม ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการวางจำหน่ายคอลเลคชั่น FENDI สำหรับผู้ชายอย่างเต็มรูปแบบในเมืองไทย

        คอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 โดดเด่นด้วยผลงานการออกแบบร่วมกับซู ทิลลีย์ (Sue Tilley) จิตรกรชาวอังกฤษ เจ้าของศิลปะภาพวาดลงสีที่นำมาใช้ในงานออกแบบผลงานตลอดทั้งคอลเลคชั่น อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานประชาสงเคราะห์ และอาจารย์ศิลปะจากการฝึกอบรม ปัจจุบัน ทิลลีย์คือหนึ่งในกลุ่มศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับวัฒนธรรมนิยมในแวดวงศิลปะ และวงการแฟชั่นอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของลีห์ โบเวอรี่ และบ่อยครั้งที่รับบทเป็นแบบวาดภาพให้แก่ลูเซียน ฟรอยด์ จิตรกรชื่อดัง

        ด้วยแรงบันดาลใจที่จะกลับมาวาดภาพระบายสีหลังว่างเว้นไปนาน ‘This Is My Life’ เป็นนิทรรศการครั้งแรกของทิลลีย์ ซึ่งได้จัดแสดงที่ฟอร์แมนส์ สโม้คเฮ้าส์ แกลเลอรี่ในลอนดอนเมื่อปี 2015 ผลงานของเธอแสดงให้เห็นถึงลูกเล่นการถ่ายทอดอารมณ์ไร้เดียงสาผ่านภาพแบบการ์ตูนสามมิติที่สามารถใช้เป็นตัวแทนอารมณ์ขันในความภูมิฐานแบบผู้ชาย FENDI ได้อย่างเหมาะเจาะ จากสว่างเปิดจุกขวดสีแดงเงาไปจนถึงชุดกุญแจโบราณ, ก๊อกน้ำรั่วในห้องอาบน้ำ, โทรศัพท์แบบหมุนทำจากพลาสติก, แก้วมาร์ตินี่ (มะกอกสามลูก!), โคมไฟตั้งโต๊ะทำงาน, เปลือกกล้วย, แจกันใส่ดอกทิวลิปสีชมพู และถ้วยชาร้อน (หรือกาแฟ?) จุดเน้นของทิลลีย์คือการจับภาพระยะใกล้ของสิ่งซึ่งเห็นอยู่ดาษตาในชีวิตประจำวัน เธอไม่ได้ต้องการยกระดับความโดดเด่น หรือหรูหรา ทว่าแค่อยากสะท้อนให้เห็นอารมณ์อันถูกส่งผ่านออกมาจากสิ่งของซึ่งมีความเป็นสากลด้วยฝีมือที่เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณอย่างแคล่วคล่อง และหลักแหลม

       ผลงานของทิลลีย์ถูกนำมาตกแต่งบนเสื้อผ้าสำเร็จรูปชิ้นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสื้อยืดลายกล้วยหอม อันถือเป็นผลงานที่น่าจับตา รวมถึงบรรดาเครื่องหนังอย่างกระเป๋า Mini Peekaboo Fit รุ่นใหม่ โดยใช้งานแผ่นประดับเนื้อเงาเย็บปะลงบนแจ็คเก็ต และนิตแวร์ปักลายด้วยผ้าฝ้าย ไปจนถึงงานพิมพ์ลายขนาดจิ๋วพรายพร้อยทั่วเสื้อเชิ้ตผ้าเครป และผ้าพันคอไหมทอลายทแยง แผ่นตราทำจากหนังเคลือบสี, ห่วงพวงกุญแจ และเข็มกลัดลงยาเคลือบเงาเติมอารมณ์ของที่ระลึกลายการ์ตูนให้แก่เข็มขัดหนังลายเกล็ด, กระเป๋าซิป และกระเป๋าหิ้วทรงสี่เหลี่ยมแบน (โท้ต)

          ซู ทิลลีย์ เกิดในอังกฤษย่านแพดดิงตั้น ท่ามกลางวิถีชีวิตด้านมืดแบบลอนดอน ตลอดหกปีนับแต่จำความได้ระหว่างเธอทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรับภาพของพวกขี้เมาและเหล่าโสเภณี ตอนนั้น เธอก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นอะไร กระนั้น เธอก็รู้สึกว่าชีวิตของคนเหล่านี้ช่างมีเรื่องให้ตื่นเต้นได้ตลอดเวลา ต่อมา พ่อแม่ของเธอได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ในย่านโฮม เคาน์ตี้ส์ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า เหมาะแก่การเลี้ยงดูลูกๆ มากกว่า

        ทิลลีย์รักศิลปะ และมักจับแม่กับน้องสาวของเธอมาเป็นแบบวาดภาพสำหรับใช้แข่งขัน และตลอดสี่ปีก็คว้าชัยได้เกือบทุกครั้ง เธอได้เกรด เอ ในสาขาวิชาศิลปะ นั่นทำให้ท้ายสุด ทิลลีย์จึงเรียนต่อ และเข้าฝึกอบรมเพื่อจะได้จบออกมาเป็นอาจารย์สอนศิลปะ หลังสำเร็จการศึกษาระดับวิทยาลัย ทิลลีย์ได้ลงชื่อ และรับตำแหน่งประจำสำนักสวัสดิการสังคมส่วนประชาสงเคราะห์ ซึ่งเธอทำงานอยู่ที่นั่นนานถึง 37 ปี อย่างไรก็ตาม เธอรีบย้ายกลับสู่ลอนดอน และดื่มด่ำกับบรรยากาศชีวิตกลางคืนแนวใต้ดินเสียจนบ่อยครั้งถึงกับต้องคลานมาทำงานในสภาพเมาค้าง เธอยังคงมีความสนใจในงานศิลปะ แวะไปชมงานศิลป์ในแกลเลอรี่แห่งต่างๆ ตลอดจนไปร่วมงานเปิดการแสดงศิลปะหลายต่อหลายครั้ง ศิลปินชาวอังกฤษหนุ่มสาวหลายคนอย่างแซม เทย์เลอร์ วู้ด (ผู้ซึ่งได้ถ่ายภาพให้เธอในภายหลัง) และคู่แฝดวิลสัน ได้แวะมาลงชื่อที่สำนักงานสวัสดิการของเธอ

      ทิลลีย์พบกับลีห์ โบเวอรี่ในไนต์คลับแห่งหนึ่ง เขากลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ อีกทั้งยังทรงอิทธิพลตต่อชีวิตของเธออย่างมาก หลังเขาเสียชีวิตลงเมื่อปี 1993 เธอได้เขียนหนังสือประวัติชีวิตของเขา ซึ่งกลายเป็นผลงานคลาสสิกระดับวัฒนธรรมนิยมตั้งแต่นั้นมา โบเวอรี่แนะนำเธอให้รู้จักกับลูเซียน ฟรอยด์ ซึ่งวาดภาพของเธอถึง 4 ครั้ง หนึ่งในนั้นคือ ‘Benefit Supervisor Sleeping’ สามารถนำไปประมูลขาวได้ในราคาสูงถึง 17,000,000 ปอนด์เมื่อปี 2008 ซึ่งถูกบันทึกเป็นสถิติโลกสำหรับภาพวาดผลงานสร้างสรรค์โดยจิตรกรที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปี 2015  ‘Benefit Supervisor Resting’ ก็สามารถขายได้ในราคาสูงถึง 36,000,000 ปอนด์

        จากลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งถาโถมเข้ามาในชีวิต และจุดประกายใฝ่รู้ ทำให้ทิลลีย์กลับมาวาดภาพอีกครั้ง ส่วนใหญ่ เธอได้รับแรงบันดาลใจส่วนใหญ่จากรูอิ มิกูเอล ไลโต แฟรไรร่า ซึ่งเป็นเพื่อนจิตรกรชาวโปรตุเกส ผู้คอยให้กำลังใจ แก่เธอตลอดเวลาจนท้ายสุด ทิลลีย์ก็ได้รับข้อเสนอให้จัดนิทรรศการแสดงผลงานของตนที่ฟอร์แมนส์ สโม้คเฮ้าส์ แกลเลอรี่ในเดือนตุลาคม 2015 ตอนนั้น ทิลลีย์มีผลงานเพียงไม่กี่ชิ้น ทว่าตลอดชีวิต คติประจำใจของเธอก็คือการพูดว่า ‘ได้ค่ะ’ และฉวยโอกาสซึ่งได้รับหยิบยื่น ก่อนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อำนวยให้เธอได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น สุขสมบูรณ์ขึ้น ดังนั้น เธอจึงพูดว่า ‘ได้ค่ะ’ ถึงแม้จะหวั่นใจในช่วงต้นกับโอกาสใหม่ นั่นคือทิลลีย์ได้รับเงินชดเชยจากการถูกปลดออกจากงานประจำ กระนั้น นั่นก็อำนวยให้เธอมีทุนในการเปิดสตูดิโอ และทุ่มเทให้กับการผลิตงานศิลปะอย่างเต็มที่

        “สำหรับคอลเลคชั่น FENDI Men ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 ซู ทิลลี่ได้นำวัตถุต่างๆ ซึ่งพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งบนโต๊ะทำงานอย่างโทรศัพท์, กล้วยหอม และโคมไฟ มาใช้เป็นต้นแบบของการวาดภาพตามที่เธอถนัด ตัวดิฉันเองก็ชื่นชอบแนวความคิดของการนำวัตถุทั่วไปแบบนี้มาใช้เป็นรายละเอียดทางการตกแต่ง เพราะดิฉันคิดว่า เราสามารถนำจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ได้กับทุกแง่มุมของชีวิต และยังคิดอยู่ด้วยว่า สำหรับอนาคตข้างหน้า เราอาจนำรายละเอียดพวกนี้มาใช้กับแง่มุมต่างๆ ทางการออกแบบผลงานของเรา เพราะสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนไป หากจินตนาการกับความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นอะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกผูกพันกับความเป็นมนุษย์ และนั่นอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่หาสิ่งอื่นใดมาแทนที่ได้” ซิลเวีย เวนตูรินิ เฟนดิกล่าว

        และท่ามกลางบรรยากาศของคิอ๊อสค์คู่สีเขียว สิ่งซึ่งมองเห็นได้ในทุกมุมที่กวาดตามองก็คือโลโก้ดับเบิ้ลเอฟ หรือ FF logo อันถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1965 ด้วยฝีมือการออกแบบโดยคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ตอนเขามาร่วมงานกับ FENDI เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำห้องเสื้อแฟชั่นผู้ผลิตเฟอร์ชั้นสูงระดับตำนานของกรุงโรม โดยการนำอักษรย่อ “เอฟ” สองตัวมาไขว้กลับหัวประกบอยู่คู่กัน

         สำหรับคาร์ลแล้ว FF logo ยังสื่อความหมายถึง Fun Fur อันหมายถึง “ความสนุกในการสวมเฟอร์” เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของ FENDI ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมเฟอร์ระดับโลก โดยอาศัยความกล้าทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการผลิตนวัตกรรมมาพัฒนาเฟอร์ให้เป็นเครื่องแต่งกายสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

        “ตอนผมมาทำงานร่วมกับ FENDI เมื่อปี 1965 ห้าสตรีพี่น้องสกุลเฟนดิขอให้ผมออกแบบคอลเลคชั่นเฟอร์ ซึ่งมีความทันสมัยขึ้นบ้าง แต่ผมก็อยากให้การสวมเฟอร์เป็นเรื่องสนุก เพราะความสนุกก็ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์บ่งบอกความเป็น FENDI และเพราะ FENDI กับคำว่าความสนุกหรือ fun ต่างมีอักษรเอฟนำหน้าเหมือนกัน ผมจึงวาดภาพร่างแบบตัวอักษรเอฟคู่ให้อยู่ด้วยกันเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึง 5 วินาทีให้กลายเป็นโลโก้ดับเบิ้ลเอฟ เพื่อสื่อถึง Fun Fur หรือความสนุกในการสวมเฟอร์” คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์กล่าว

     โลโก้ดับเบิ้ลเอฟ หรือ FF logo ปรากฏความสดใส มีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็วบนผ้าทอยกลายหรือแจ็คการ์ด ซึ่งแรกเริ่มนั้นจะนำมาใช้สำหรับกรุซับในเติมความหรูหราให้แก่บรรดาหีบสัมภาระเดินทางโดยใช้คู่สีภูมิฐาน เป็นที่นิยมในทุกยุคสมัยอย่างสีน้ำตาลยาสูบตัดกับสีดำ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จอันเกริกไกรของลวดลาย FF logo นี้ได้เปลี่ยนแปลงหนทางการออกแบบแต่ดั้งเดิมในทันที แทนที่จะใช้เป็นวัสดุกรุซับใน กลับกลายเป็นวัสดุสิ่งทอหลักสำหรับการผลิตกระเป๋า และเครื่องหนังรุ่นต่างๆ

        ตลอดทศวรรษที่ 70 ลวดลายโลโก้คือบทปฏิวัติขนานแท้ในโลกของแฟชั่น FENDI เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการวางจำหน่ายกระเป๋าซึ่งตัดเย็บจากสิ่งทอที่ถูกผลิตมาเฉพาะแบรนด์ ด้วยเหตุนี้ FF logo จึงแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการ และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทั้งในตลาดอิตาลี และตลาดโลก อาจกล่าวได้ว่า FENDI เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกปรากฏการณ์ “ผลิต-ใน-อิตาลี” ผ่านการใช้โลโก้ดับเบิ้ลเอฟ

        กระแสความนิยมในลวดลายโลโก้อย่างที่เรียกว่า logo mania เริ่มหยั่งรากในวงการแฟชั่นเมื่อทศวรรษที่ 80 และการเติบโตอย่างฉับพลันระหว่างทศวรรษต่อมาก็ก่ออิทธิพลโดยตรงต่อภาวะเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจทศวรรษที่ 90 เพราะการใช้อักษรย่อ หรือโลโก้ประจำแบรนด์มาออกแบบลวดลายบนวัสดุผลิตชิ้นงาน คือลูกเล่นแฟชั่นในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ปรารถนาจะแสดงความเลิศหรู และสถานภาพทางสังคมของตน ในฐานะเครื่องหมายบ่งบอกรสนิยม

        นับตั้งแต่ได้รับการออกแบบ สร้างสรรค์ขึ้น FF logo มีวิวัฒนาการสอดคล้องไปตามกาลเวลา ภายใต้มือของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ที่ใช้วาดภาพร่างแบบหลายต่อหลายครั้ง และนำมาใช้กับคอลเลคชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จากการใช้ลูกเล่นบล็อกสีในทศวรรษที่ 80 กับลูกเล่นแนวคิดต่างๆ เพื่อถ่ายทอดความสนุกสนานแบบฉบับ FENDI มาสู่งานออกแบบที่ใช้รูปทรงเรขาคณิต และเส้นกราฟิกระหว่างทศวรรษที่ 90 และสหัสวรรษใหม่ ล่าสุด FF logo กลับมาอีกครั้งด้วยการออกแบบรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสำหรับใช้กับเสื้อผ้าสำเร็จรูป และเครื่องหนังของคอลเลคชั่นพิเศษ Capsule Collection 2018 เป็นการเฉพาะเพื่อเป็นตัวแทนค่านิยมสำคัญอันหยั่งรากลึกอยู่ภายในห้องเสื้อแฟชั่น ผู้ผลิตเฟอร์ชั้นสูงแห่งนี้

“        เป็นโลโก้ที่ไม่ใช่แค่โลโก้ แต่มีความหมายมากกว่านั้น เพราะสำหรับดิฉันแล้ว FENDI FF logo คือสัญลักษณ์ เป็นส่วนหนึ่งในเลือดเนื้อ ในดีเอ็นเอของเรา เป็นตราประทับรับประกัน นั่นคือสาเหตุที่คอลเลคชั่นต่างๆ ของเรามักนำ FENDI FF logo มาใช้ เพราะสำหรับพวกเราแล้ว โลโก้นี้คือตัวแทนค่านิยมสำคัญยิ่ง หาใช่แค่เป็นเครื่องหมายการค้า ทว่าเป็นตัวแทนประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบ 100 ปีของห้องเสื้อแฟชั่นผู้ผลิตเฟอร์ ถือกำเนิดจากคุณค่าต่างๆ ที่เรายึดมั่นอย่างขนบธรรมเนียม, ความรัก และแรงผลักดัน” ซิลเวีย เวนตูรินิ เฟนดิกล่าว

 

STORY  BY วรวุฒิ พยุงวงษ์

 

ABOUT THE AUTHOR
วรวุฒิ พยุงวงษ์

วรวุฒิ พยุงวงษ์

At boundary of athletics and beauty, I write and play

ALL POSTS