HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
The needle of suspicion: a chequered history of vaccinations
by ซัมเมอร์
17 เม.ย. 2564, 15:14
  712 views

ประวัติศาสตร์ของวัคซีน ผ่านไปหลายศตวรรษก็ยังมีข้อกังขา

         วัคซีน เป็นชีววัตถุที่น่าพิศวง และถูกตั้งข้อสงสัยมาตลอด แม้แต่ในปัจจุบัน ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารูแห่งบราซิล ยังแสดงความเห็นไว้อย่างน่าตกใจเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ว่า วัคซีนโคโรน่าไวรัสอาจจะทำให้ผู้หญิงมีหนวด หรือเปลี่ยนคนเป็นจระเข้ไปเลยก็ได้ คำพูดของเขากลายเป็นข่าวพาดหัวครึกโครม และสะท้อนถึงความคิดของผู้คนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่19 เมื่อเริ่มมีการผลิตคิดค้นวัคซีนขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อต่อสู้กับโรคฝีดาษ ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

        ไม่มีใครทราบว่าฝีดาษเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งไหน หลักฐานที่พบนั้นย้อนไปถึงถึงสมัยอียิปต์ในมัมมี่ยุคก่อนคริสตกาล เป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้าน ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา แม้แต่พระราชินีแม่รี่ที่สองของอังกฤษ, ซาร์ปีเตอร์ที่สองของรัสเซีย และพระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้าแห่งฝรั่งเศส ก็เคยป่วยด้วยโรคฝีดาษ โรคนี้ไม่มีทางรักษา แต่ผู้ป่วยที่รอดตายมาได้จะไม่กลับไปเป็นอีก

         หนทางเดียวที่จะป้องกันเด็ก ๆ จากโรคฝีดาษได้ในเวลานั้นคือการปลูกเชื้อ (Variolation) ซึ่งทำได้โดยการกรีดผิว และฝังเยื่อที่มีเชื้อจากผู้ป่วยลงไป โดยหวังว่าจะเกิดอาการอย่างไม่รุนแรงนัก เป็นวิธีการที่ได้ผลพอสมควร มีคนตายจากการปลูกเชื้อเพียง1 ต่อ 50 คน ซึ่งนับว่าน้อยกว่าความเสี่ยงติดเชื้อตามธรรมชาติ ที่ 1 ใน 3 เสียชีวิตเพราะ “ปีศาจฝี” ชื่อที่หวาดกลัวกันในอังกฤษ วิธีการปลูกเชื้อนี้ มีในอินเดียและจีนมาก่อนด้วย

         โรคฝีดาษที่ระบาดหลายยุคในภูมิภาคต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อความเป็นมาในประวัติศาสตร์ ส่งผลถึงความเป็นชาติและอาณาจักร อย่างเช่นในยุคจอร์จ วอชิงตัน เขาเคยเป็นฝีดาษเมื่อยังเด็ก จึงสั่งให้ปลูกเชื้อกองทหารก่อนเข้าสู่สมรภูมิที่บอสตันในปี 1775 เพราะเป็นพื้นที่ซึงมีฝีดาษมาก ทำให้อเมริกามีชัยชนะเหนืออังกฤษ แต่ปลายปีนั้น เกิดการระบาดใหญ่อีกครั้ง จนต้องล้มเลิกแผนบุกควิเบก

        ชาวอังกฤษพยายามหาสูตรรักษาฝีดาษหลายแบบ ทั้งสมุนไพร ใช้ความเย็น ใช้ผ้าชนิดพิเศษ และเชื่อว่าการดื่มเบียร์สิบสองขวดเล็กทุกยี่สิบสี่ชั่วโมงจะช่วยป้องกันโรคได้ สาวๆ ส่วนใหญ่จะกลัวโรคนี้กันมาก เพราะฝีดาษทิ้งรอยแผลไว้ให้เสียโฉม จนมีคนสังเกตว่า สาวรีดนมวัวในอังกฤษมีผิวเนียนสวยไม่เคยติดโรคนี้เลย เพราะพวกเธอเคยเป็นฝีวัว ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคฝีดาษ

        ในปี 1796 นายแพทย์เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ชาวกลอสเตอร์เชียร์ตัดสินใจทำการทดลอง เขานำหนองจากแผลฝีของสาวรีดนมวัวที่เป็นคาวพ็อกซ์ไปฉีดให้เจมส์ ฟิพพ์ส ลูกชายวัยแปดขวบของคนสวนของเขา หลังจากเด็กชายเป็นฝีวัวแล้วหายภายในสิบวัน เจนเนอร์ก็ฉีดเชื้อฝีดาษใส่เขา ปรากฏว่าเด็กไม่ป่วย แม้จะทดลองฉีดซ้ำอีกหลายครั้งเพื่อยืนยันผล แต่วิธีการของเจนเนอร์ถูกปฏิเสธจากสมาคมราชวิทยาลัยแพทย์ เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนและขาดความชัดเจน เจนเนอร์จึงทดลองกับคนจำนวนมากขึ้นรวมทั้งลูกชายของเขาเอง ก่อนจะพิมพ์ผลงานออกมาเผยแพร่ในปี 1798 วิธีการของเขาได้รับความนิยมในยุโรปไปจนถึงสหรัฐอเมริกา

ภาพวาดของเจนเนอร์ Edward Jenner
ภาพวาดขณะ นพ. เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ฉีดวัคซีนเข็มแรกให้เจมส์ ฟิพพ์ส วัยแปด ในปี 1796 : By Ernest Board - commonwikimedia

        อย่างไรก็ตาม วงการแพทย์และบุคคลสำคัญยังไม่ยอมรับแนวคิดการทำวัคซีนแบบเจนเนอร์ พวกเขาตั้งคำถามว่าสมควรหรือไม่ที่จะแทรกแซงการทำงานของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยวิธีการฉีดสิ่งที่ได้จากสัตว์เข้าไปในร่างกายคน

       ในปี 1802 เจมส์ กิลล์เรย์ บิดาแห่งการ์ตูนล้อการเมือง วาดรูปเจนเนอร์ถือเข็มกำลังจะฉีดวัคซีนให้ผู้หญิงคนหนึ่ง รอบตัวเธอเป็นกลุ่มคนที่มีวัวงอกออกมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในช่วงนั้นมีข่าวลือด้วยว่า คนที่ฉีดวัคซีน “ได้รับผลข้างเคียงต่าง ๆ อย่างเช่นเด็กชายหน้าวัว หรือเด็กที่คลานไปทั่ว ครวญคราง ไอ และเหลือกตาคล้ายกับวัว”

        “ผู้คนกลัวกันว่าฉีดวัคซีนแล้วจะกลายเป็นวัว” พอล ออฟฟิต เขียนไว้ในหนังสือ ทางเลือกมรณะ: การต่อต้านวัคซีนเป็นภัยต่อเราอย่างไร (Deadly Choices: How anti-vaccine movement threatens us all. )

        ประธานาธิบดีฌาอีร์มีความคิดแบบเดียวกับผู้คนยุคนั้นที่สงสัยวิธีป้องกันรักษาใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน พวกเขามองว่า “น่ารังเกียจ” เป็น “ปฏิปักษ์ต่อคริสเตียน” และพิมพ์บทความกล่าวอ้างว่าวัคซีนเป็นอันตราย เหมือนข่าวลือผลข้างเคียงวัคซีนสมัยนี้ที่ส่งต่อกันทางอินเตอร์เน็ต

         แต่ยังมีนโปเลียน โบนาปาร์ต ที่เชื่อถือและยกย่องเจนเนอร์ แม้ว่าฝรั่งเศสจะทำสงครามกับอังกฤษ นโปเลียนก็ยังพระราชทานเหรียญเชิดชูเกียรติให้แก่เจนเนอร์ในปี 1804   

         คำว่า “วัคซีน” บัญญัติขึ้นโดยหลุยส์ ปาสเตอร์ชาวฝรั่งเศส ในอีกเกือบหนึ่งศตวรรษต่อมาหลังการทดลองของเจนเนอร์ จากนั้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20 วัคซีนฝีดาษก็มาในรูปฟรีซดรายด์และเป็นผง ขนส่งง่าย เก็บได้ในอุณหภูมิห้อง

Louis Pasteur วัคซีน
หลุยส์ ปาสเตอร์ชาวฝรั่งเศส  ผู้ให้กำเนิดคำว่า วัคซีน - commonwikimedia

       แต่ยังต้องใช้เวลาถึงสองร้อยปีกว่าการค้นพบของเจนเนอร์จะช่วยกำจัดโรคฝีดาษให้หมดไปได้ (องค์กรอนามัยโลกประกาศว่าฝีดาษถูกกำจัดหมดสิ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 1980)

         วัคซีนป้องกันโรคอีกหลายชนิดเกิดขึ้นในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า, อหิวาตกโรค และไทฟอยด์

 

ฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค ปนะเทศเซเนกัลปี 1973

      หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลายประเทศทั่วโลกฟื้นฟูสังคม ศิลปวิทยาการและเทคโนโลยี มีการพัฒนาและใช้วัคซีนอย่างกว้างขวางเพื่อควบคุมโรคติดต่อที่เกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ระหว่างที่การเจ็บไข้ได้ป่วยลดลง ก็มีฝ่ายตรงข้ามที่ต่อต้านวัคซีน คัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ด้วยทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ทุกครั้งที่เกิดการระบาด

         ในปี 1970 มีทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยความปลอดภัยของวัคซีนดีทีพี ที่ป้องกันเด็ก ๆ จากโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน สร้างความตื่นกลัวในอังกฤษ

         นายแพทย์จอห์น วิลสัน ผู้มีชื่อเสียงรายงานว่า เด็กๆ มีอาการทางประสาทหลังรับวัคซีนชนิดนี้ ทำให้การใช้วัคซีนลดลงอย่างมาก และรัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

         ปี 1982 โทรทัศน์ช่องเอ็นบีซีในสหรัฐออกอากาศรายการ วัคซีน รูเล็ตต์ ด้วยแนวคิดเดียวกัน และผลก็คือ ผู้คนไม่ยอมฉีดวัคซีน

          การโต้แย้งขึ้นไปถึงศาล ผู้ผลิตวัคซีนถูกฟ้องร้องหลายล้านดอลล่าร์ และบางบริษัทถึงกับหยุดผลิตอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลสหรัฐเริ่มตระหนักว่าประเทศจะขาดวัคซีนและโรคที่หายไปอาจจะกลับมา จนต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการผลิตวัคซีน

         กฎหมายที่ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนลงนามในปี 1986 กำหนดให้บริษัทต้องรายงานความปลอดภัยรวมถึงผลข้างเคียง จากการประเมินโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอิสระ แลกกับความคุ้มครองเมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องในศาล มีระบบพิจารณาที่แยกออกไป รวมทั้งจำกัดวงเงินชดใช้

         ในอังกฤษ ผู้พิพากษาเมอร์เรย์ สจ๊วร์ต-สมิธ ตัดสินครั้งยิ่งใหญ่ในปี 1988 หักล้างประเด็นกล่าวหาที่ว่าวัคซีนไอกรนทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง นอกจากนี้ ยังประณามผู้ที่สร้างหลักฐานลวงให้หวาดกลัวกันด้วย

          ในช่วงเวลานั้น ทั้งสองประเทศมีการระบาด และเด็กหลายล้านคนล้มป่วย ใช้เวลาถึง 15 ปีในการให้วัคซีนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติได้ ถึงกระนั้น การโต้เถียงที่ผ่านมาก็ยังทำให้ผู้คนไม่ไว้ใจวัคซีน ในปี 1989 แอนดรูว์ เวคฟิลด์ นายแพทย์ชาวอังกฤษอ้างผลการศึกษาว่าวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ป้องกันหัด คางทูม และหัดเยอรมันทำให้เกิดโรคออทิสติก

          รายงานของเขาตีพิมพ์ในเดอะ แลนเซ็ต วารสารวิจัยทางการแพทย์ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงระดับโลก ทำให้การใช้วัคซีนลดฮวบลงและหัดกับคางทูมก็กลับมาระบาดหลายแห่ง ทั้งที่หายไปหลายปีแล้ว

        แม้แลนเซ็ตจะถอดรายงานนั้นออก และมีคณะกรรมการในหลายประเทศหักล้างข้ออ้างของเวคฟิลด์ แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว และต้องใช้เวลาอีกกว่าสิบปี ผู้คนจึงกลับมายอมรับวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ดังเดิม

        “ข่าวลือความเกี่ยวข้องระหว่างวัคซีนกับการเกิดภาวะออทิสติกมีมาก่อนที่แอนดรูว์ เวคฟิลด์และคณะจะจัดพิมพ์ผลการศึกษาที่ทำในกลุ่มเด็กอังกฤษ 12 คน” ไฮดี้ ลาร์สัน เล่าไว้ในหนังสือ ข่าวลือวัคซีนเกิดขึ้นอย่างไร และทำไมแก้ข่าวไม่ได้ (Stuck: How Vaccine Rumors Start -- and Why They Don't Go Away.) “เมื่อข้อสงสัยนั้นได้รับการตีพิมพ์ และออกสื่อกระแสหลัก ความตื่นตระหนก และรู้สึกเสี่ยงภัยก็แพร่หลายเป็นไวรัล” 

         ลาร์สัน นักมานุษยวิทยาก่อตั้งโครงการสร้างความเชื่อมั่นในวัคซีนขึ้นที่ลอนดอนในปี 2010 เพื่อแก้ไขความหวาดกลัวที่มีต่อวัคซีน เธอกล่าวว่า เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะกังวลเพราะวัคซีนทุกชนิดมีความเสี่ยง แม้แต่ผลวิจัยวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ก็ยังไม่อาจชี้ชัดแน่นอนได้ แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับอันตรายจากโรคภัยต่างๆ ที่วัคซีนจะช่วยป้องกันได้

         แต่ก็มีบางกรณีที่ผลข้างเคียงเหนือความคาดหมาย วัคซีนที่ออกมาเพื่อป้องกันโรต้าไวรัสที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียในทารกและเด็กเล็ก ผ่านการตรวจสอบที่สหรัฐอเมริกาในปี 1998 แต่หลังจากออกใช้มีบางกรณีที่เกิดอาการอุดตันในลำไส้ จึงเก็บโรต้าชีลด์ออกจากตลาดในเดือนตุลาคม 1999 ท่ามกลางข้อสงสัยว่าบริษัทยาเน้นทำเงินมากกว่าจะสนใจความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

        ในทศวรรษที่ 1950 ก็เคยเกิดวิกฤติศรัทธามาครั้งหนึ่ง เมื่อบริษัทยาเยอรมนีกรือเนนทาลพัฒนายาทลิโดไมด์ออกมา เป็นยากล่อมประสาทที่ซื้อได้ในร้านขายยา และเชื่อว่าเหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ใช้แก้อาการแพ้ท้อง แต่ภายหลังพบว่าเป็นอันตรายต่อตัวอ่อนและทำให้ทารกพิการได้ ทำให้บริษัทเสียความน่าเชื่อถือ

        ธุรกิจยักษ์ใหญ่ถูกสงสัยว่าร่วมมือกับทางการยัดเยียดยาให้ประชาชน เพื่อทำเงินให้เร็วที่สุด แม้แต่ในยามฉุกเฉินหรือมีโรคเกิดใหม่ ผู้คนก็ยังไม่ไว้วางใจ

         มีการส่งข้อความที่อ้างว่า โควิด – 19 เป็นข่าวลวงที่บิลล์ เกทส์คิดค้นขึ้นเพื่อฝังไมโครชิพผ่านการฉีดวัคซีน ข่าวนี้ยังวนเวียนส่งต่อกันหลังเกิดการระบาดมาเป็นปี มีคนตายกว่า 2 ล้านและติดเชื้อเกิน 100 ล้านคน

         ข่าวลือนั้นอ้างเหตุการณ์เก่าๆ มาสนับสนุนทฤษฎีที่ว่ามีความร่วมมือระหว่างบริษัทยาขนาดใหญ่และองค์กรสาธารณสุข

         คำเตือนจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) เรื่องการระบาดของโรคหวัดหมู (H1N1) ในปี 2009 ยิ่งเติมเชื้อไฟให้แนวคิดนี้ เป็นคำทำนายบนพื้นฐานงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญ ที่มองเห็นความเหมือนระหว่างไวรัสที่เคยได้รับรายงานในบางประเทศ กับจุลชีพก่อโรคที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านในปี 1918 แต่การระบาดของหวัดหมูที่กลัวกันนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องเสียงบประมาณกักตุนวัคซีนไปเปล่าๆ

         “ฝรั่งเศสทุ่มเงินไปเกือบพันล้านยูโร ซื้อวัคซีนไข้หวัดหมู 94 ล้านโดส แต่มีพลเมืองเพียง 5 ล้านจากทั้งหมด 65 ล้านที่ได้รับวัคซีน” ลาร์สันกล่าว เหตุการณ์นั้นเท่ากับย้ำข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทยาควบคุมงานวิจัยเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา

         แต่ทางบริษัทผู้ผลิตวัคซีนชี้ว่า การทำวิจัยนั้นต้องลงทุนลงแรงมาก และยังต้องเสี่ยงทุ่มเงินพัฒนาวัคซีน ตามด้วยการผลิตจำนวนมาก จนอาจล้นสต๊อกและขายไม่ออกถ้าโรคระบาดหายไปในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

         ชานดรา บาบู อดีตผู้อำนวยการด้านการตลาดของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทผลิตวัคซีนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกยังจำได้ดีว่าเคยมีการเร่งผลิตวัคซีนไข้หวัดหมู (H1N1) จากแรงกดดันขององค์กรสาธารณสุขในปี 2009 วัคซีนของพวกเขาออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2010

         “แต่ไม่มีใครซื้อเพราะโรคทุเลาไปแล้ว บริษัทจึงต้องทำลายสต๊อกมูลค่าหลายล้านทิ้งไปเปล่าๆ” เขาบอก ข้อสังเกตที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขห่วงใยก็คือ แนวโน้มการปฏิเสธวัคซีนที่มีมากขึ้นในหลายประเทศ ถึงขนาดที่องค์กรอนามัยโลกประกาศในปี 2019 ว่าการปฏิเสธวัคซีนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสุขภาพของโลกอันดับต้นๆ

         นอกจากไม่ไว้ใจวัคซีนใหม่ๆ ผู้คนยังสงสัยวัคซีนที่เคยใช้มาก่อน ทั้งที่วัคซีนเหล่านั้นเคยยับยั้งโรคระบาดมานานนับศตวรรษ ตัวอย่างคลาสสิกคือการต่อสู้กับโปลิโอ หลังจากมีการพัฒนาวัคซีนในปี 1955 เพื่อป้องกันโรคที่ทำให้เด็กๆ พิการและเป็นอัมพาต

         ก่อนที่จะควบคุมได้หลายประเทศในอีกยี่สิบถึงสามสิบปีต่อมา

        แต่มีข่าวลือว่า วัคซีนโปลิโอเป็นกลลวงที่จะทำให้เด็กเป็นหมัน โดยเฉพาะในบางกลุ่มศาสนาหรือเชื้อชาติ บิชอปคาธอลิกในเคนย่าออกมาต่อต้าน และในปากีสถานกับอัฟกานิสถานก็มีผู้นำมุสลิมประกาศว่าเป็นกลยุทธ์ของ “ตะวันตก” ที่จะเข้ามาทำลาย

         การปฏิเสธวัคซีนทำให้โปลิโอยังไม่หมดสิ้นไป แม้องค์กรอนามัยโลกจะเริ่มรณรงค์มาตั้งแต่ปี 1988 ก็ยังมีสายพันธุ์ของโปลิโอวนเวียนอยู่ในปากีสถานและอัฟกานิสถาน

         ความหวาดกลัวที่ว่าวัคซีนเป็นอาวุธลับที่จะเข้าแทรกแซงกลุ่มสังคม ผู้คน หรือศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานับจากสมัยวัคซีนฝีดาษแล้ว

          โดนัลด์ ฮ็อปกิ้นส์ ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ฝีดาษ (Princes and peasants: Smallpox in history) เล่าว่า สมัยปี 1898 มีบทความตีพิมพ์ในอินเดียเรื่อง “พระ (ฮินดู) ที่บีนาเรสกล่าวถึงคำพยากรณ์โบราณที่ว่า อินเดียจะขับไล่อังกฤษ โดยมีเด็กผิวดำเลือดขาวเป็นผู้นำ และการฉีดวัคซีน ก็คือวิธีที่อังกฤษใช้เพื่อค้นหาและฆ่าเด็กคนนั้น”

        ทางด้านพม่า มีเรื่องเล่าว่า “พระราชินีอังกฤษฝันถึงเด็กพม่าที่จะมาล้มล้างอำนาจของพระองค์ เมื่อทางอังกฤษไม่อาจรู้ได้ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร พวกเขาจึงพยายามฉีดวัคซีนให้เลือดของคนพม่าทั้งรุ่นเป็นพิษ”

         ถ้าคุณคิดว่านี่คือเรื่องเล่าจากหนังสือประวัติศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีข่าวลวงทางสื่อออนไลน์ในศรีลังกา กล่าวหาวัคซีนโควิด-19 คล้ายกันว่า “ทุกคนที่ได้รับวัคซีนโควิด – 19 จากรัฐบาลจะต้องตายภายในหนึ่งปีเพราะมีร่างกายอ่อนแอลง นี่คือแผนที่จะขายศรีลังกาให้ชาวต่างชาติ” ข้อความนี้ส่งไปในภาษาสิงหล

         การต่อต้านวัคซีนกระจายเร็วเพราะไม่ใช่ยารักษาโรค เมื่อมียาชนิดใหม่จ่ายให้คนไข้ที่ทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วย พวกเขาจะยินดีทดลองเพราะหวังว่าจะหายหาย แต่วัคซีนฉีดให้คนที่แข็งแรงดี เพื่อป้องกันโรคที่พวกเขาอาจจะติดหรือไม่ก็ได้ ทำให้ลังเล สงสัยว่าจำเป็นต้องฉีดจริง ๆ หรือ

         นอกจากนี้ ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนเช่นเป็นไข้ ปวดศีรษะและร่างกาย แม้จะไม่มากนักและหายได้ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อคนสุขภาพดีเกิดป่วยหลังรับวัคซีน พวกเขาก็จะโทษการฉีดก่อนอื่น

        รายงานที่ว่ามีผู้เสียชีวิตในการทดลองวัคซีนโควิด-19 ของจีนที่บราซิลและเปรูคือหลักฐานยืนยันคำกล่าวข้างต้น ที่บราซิล มีอาสาสมัครฆ่าตัวตาย ในขณะที่ทางเปรูให้ยาหลอก แต่พาดหัวข่าวลงไปก่อนจะรู้รายละเอียดว่า อาสาสมัครตายหลังได้รับวัคซีน

        ความกลัววัคซีนเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ความล่าช้าอืดอาดก็ส่งผลร้ายได้เช่นกัน

        สองสามปีหลังเริ่มมีวัคซีนฝีดาษ อังกฤษพบว่ามีคนยอมรับวัคซีนน้อยลงมาก ในปี 1863 หลังเกิดการระบาดอีกครั้ง อังกฤษจึงผ่านกฏหมายที่ทำให้วัคซีนกลายเป็นข้อบังคับ ใครที่ปฏิเสธจะถูกทางการติดตาม

        แต่กฎที่เข้มงวดก็ทำให้สาธารณชนต่อต้าน มีกลุ่มแอนตี้วัคซีนเกิดขึ้น และทำกิจกรรมเป็นระยะ เหมือนโรคระบาดที่เกิดขึ้นเนือง ๆ ความกลัวและข่าวลือวนกลับมา เหมือนตัวแปรและการกลายพันธุ์ แพร่ไปบนสื่อใหม่ๆ ในรูปแบบของวิถีทางเลือกหรือการต่อต้านธุรกิจยา

        ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อความหวาดระแวง ทางการและผู้เชี่ยวชาญต้องรับฟังประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ แล้วชี้แจงแก้ไขด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

        หลายสิ่งเปลี่ยนไปนับจากสมัยของเจนเนอร์ จากการทดลองฉีดให้ลูกคนสวน หรือยึดทรัพย์คนที่ไม่ยอมฉีด วิทยาการด้านวัคซีนก็ก้าวหน้ามามาก ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้พัฒนาวัคซีนโควิด – 19 ได้อย่างรวดเร็ว แต่มนุษย์ก็ยังไม่ไว้ใจในวัคซีน อันจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อภารกิจที่มีเป้าหมายให้ประชากรโลกส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19

อ้างอิงจาก Hari Kumar: The anti-vax movement is as old as vaccinations themselves, and was spreading long before social media  ตีพิมพ์บน SCMP.com

แปลและเรียบเรียงโดย ซัมเมอร์

 

ABOUT THE AUTHOR
ซัมเมอร์

ซัมเมอร์

เขียนหนังสือ แปลหนังสือ เป็นคอลัมนิสต์พลอยแกมเพชร หลงไหล K-pop และติดตามวงการแฟชั่น

ALL POSTS