HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
เสพงานรัตนหัตถศิลป์ ในงานแสดงเครื่องประดับชั้นสูงจาก Van Cleef & Arpels
by วรวุฒิ พยุงวงษ์
9 พ.ค. 2562, 16:44
  829 views

ครั้งแรกของโลกกับคอลเลคชั่นของ Van Cleef & Arpels เครื่องประดับชั้นสูงจากพลอยกว่า 3,000 กะรัต

        เมื่อผลงานสร้างสรรค์จากพลอยเนื้อแข็งที่ล้ำค่าหายากเนื่องจากกระบวนการก่อตัวดำเนินขึ้นท่ามกลางสภาวะอันยากต่อการกำเนิดรัตนชาติ จำนวนกว่า 3,000 กะรัตซึ่ง Van Cleef & Arpels ใช้เวลาหลายต่อหลายปีในการเสาะหามาจากเหมืองพลอยเลื่องชื่อทั่วโลก ถูกนำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกที่ปาร์ก นายเลิศ ซึ่งก็ถือเป็นการจัดแสดงผลงานเครื่องประดับชั้นสูงของตนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ผู้เขียนก็โทรศัพท์ไปติดต่อกับทางเอเยนซี่เพื่อขอเข้าชม และพอทางบูติกทราบเรื่อง เลยติดต่อมาขอเชิญไปดูอีกคำรบที่บูติกในเอ็มโพเรียม เพื่อจะได้หยิบเครื่องประดับเหล่านี้ออกมาสัมผัสแตะต้องกันอย่างใกล้ชิด

        ตอนบ่ายที่ก้าวเข้าไปในเรือนกระจกท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีของปาร์ก นายเลิศ ก็ต้องหยุดกึก เนื่องจากรอบตัวละลานตาไปด้วยประกายระยิบระยับวับวาว เบื้องหน้าหาได้มีเพียงเครื่องประดับทับทิมกว่า 60 ชิ้นจากคอลเลคชั่น “จักรวรรดิปัทมราช” หรือ Treasure of Rubies ผลงานดาวเด่นของการแสดงครั้งนี้เท่านั้น ทว่ายังประกบข้างด้วยเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงจากคอลเลคชั่นอื่นๆ อย่าง “บัลลังก์มรกต” หรือ Émeraude en majesté (เอเมอโรด็อง มาแฌสต) จากปี 2016 และ “สี่เรื่องจากนิทานพี่น้องสกุลกริมม์” หรือ Quatre Contes de Grimm (กาตร์ ก็งตส์ เดอ กริมม์) จากปี 2017 เป็นอาทิ เพื่อความง่ายต่อการชื่นชมความงดงามตระการตา ผู้เขียนจึงเลือกที่จะดูดาวเด่นของงานอันได้แก่ “จักรวรรดิปัทมราช” ก่อนเป็นอันดับแรก

                  ในฐานะ “ราชันย์แห่งมวลรัตนชาติ” ดังที่ชาวอินเดียยกย่องจากชื่อ “รัตนราช” (ratanraj) อัญมณีแห่งราชาหาได้เผยทุกความลับให้ปรากฏแต่แรกเห็น หากต้องอาศัยเวลาในการทำความรู้จักและค้นหา หยั่งลึกลงไปหาความลับที่แฝงเร้น

        ‘จักรวรรดิปัทมราชหรือ Treasure of Rubies เป็นคอลเลคชั่นสานต่อการเดินทางซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2016 กับเรื่องราวของบัลลังก์มรกตหรือ Émeraude en majesté  คอลเลคชั่นเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูความงามล้ำค่า และหายากของรัตนชาติหนึ่งเดียวเป็นการเฉพาะ พร้อมกันนั้นก็เป็นการสืบทอดธรรมเนียมในการเสาะหาอัญมณีมีชีวิตหรือ Pierres de Caractère (ปิเอรส์ เดอ กาแร็กแตร) อันเลื่องชื่อในประวัติศาสตร์เครื่องประดับสากล เมซงจึงนำทับทิมคุณภาพมาตรฐานระดับสูงกว่า 3,000 กะรัตที่รวบรวมมาไว้ในครอบครองตั้งแต่ยุคแรกมาประกอบกันขึ้นเป็นผลงานอันทรงเอกลักษณ์ถึง 60 ชิ้นเป็นคำอธิบายของนิโคลาส์ บอส ซีอีโอของ Van Cleef & Arpels ซึ่งบินมาร่วมงานในวันนั้นกล่าว

       ในปี 1982 ฌาคส์ อารเปลส์ เคยให้สัมภาษณ์นักข่าวรายหนึ่งว่าทับทิมเป็นอัญมณีซึ่งเขาชื่นชอบอย่างที่สุด อันที่จริง ทับทิมทั้งหลายสถิตความงามอันโดดเด่นเป็นหนึ่งของตนไว้หลายต่อหลายครั้งบนชิ้นงานอันทรงเอกลักษณ์ตลอดประวัติความเป็นมาของเมซง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับกลุ่ม Mystery Set ซึ่งอาศัยเทคนิคการฝังอัญมณีขึ้นตัวเรือนด้วยเทคนิคซ่อนหนามเตยรุ่นแรก หรือผลงานรุ่นอื่นๆ อีกหลายต่อหลายชิ้น ที่กลายเป็นบทสะท้อนถึงแรงบันดาลใจอันหลากหลายของเมซง อีกทั้งยังเป็นตัวแทนสไตล์การออกแบบในแต่ละยุคสมัย เครื่องประดับทับทิมเหล่านี้ หาได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความชำนาญอันเป็นเลิศในการทำเครื่องประดับอัญมณีแต่เพียงเท่านั้น ทว่ายังถ่ายทอดให้สัมผัสได้ถึงความรัก ความหลงใหลของทั้ง Van Cleef & Arpels และลูกค้าประจำเมซง อันมีต่อ “รัตนราช”   ระดับตำนาน

        พร้อมกันนั้น จากที่เห็น และสัมผัสได้จากเครื่องประดับเหล่านี้ สัญลักษณ์ต่างๆ ทางการออกแบบประจำเมซง หาได้ต่างอะไรจากสายเลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ในผลงาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะแห่งการพลิกแพลง ดัดแปลงวิธีสวมใส่, การจัดสัดส่วนทรวดทรงแบบอสมมาตร และการฝังอัญมณีขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย

        อย่างสร้อยคออันดาการ์หรือ Andaakar necklace ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนแผ่นโมทิฟฝังเพชรทำจากทองคำขาว กับทองคำสีกุหลาบ แต่ละแผ่นชิ้นส่วนถูกนำมาจัดลำดับไล่เรียงเป็นแนวโค้งคลื่นกลมกลืนกับรูปทรงฐานลำคอ ประกายระยิบระยับบนแถบชิ้นส่วนแต่ละเส้นทวีความโดดเด่นด้วยงานประดับทับทิมตรงส่วนปลาย: ทับทิมเม็ดกลมสำหรับชิ้นส่วนในตำแหน่งที่อยู่ใกล้ลำคอ และทับทิมทรงวงรีในตำแหน่งที่โอบกระชับฐานคอ จี้กลางสร้อยคออาศัยงานฝังเพชรเรียงแถวอย่างอ่อนช้อยบนก้านตะปูหัวสามเหลี่ยมรายล้อมรอบทับทิมรูปไข่ขนาดใหญ่ในน้ำหนักสูงถึง 5.03 กะรัตเจ้าของสีแดงสดเข้มจรัสแสงเจิดจ้า ประกายไฟในน้ำพลอยดุจคุโชนโชติช่วงยิ่งขึ้นเมื่อถูกนำมาประกบเคียงข้างเหนือเพชรรูปไข่น้ำหนัก 1.21 กะรัต ซึ่งฝังตรงบนหนามเตยทรงสามเหลี่ยม โครงสร้างซึ่งอาศัยงานประกอบชิ้นส่วนเต็มวง อำนวยให้ตัวเรือนสายสร้อยมีความยืดหยุ่น สวมสบายเป็นอย่างยิ่ง

        ในขณะที่โลกแห่งแฟชั่นได้แก่แรงบันดาลใจให้แก่ Van Cleef & Arpels มานับแต่ก่อตั้งขึ้นในใจกลางจัตุรัสว็องโดมเมื่อปี 1906 ความผูกพันกับปารีส, มหานครปารีสแห่งแฟชั่น กำไลข้อมือฌารติเอร์หรือ Jarretière bracelet อาศัยการจำลองแบบจากสายรั้งถุงน่องเข้ากับชุดชั้นในเมื่อทศวรรษ 1930 และสำหรับคอลเลคชั่นนี้

        กำไลปลอกข้อมือวาลวิชนี Éventail souverain bracelet วงนี้ สืบทอดธรรมเนียมทางการสรรค์สร้างจากผลงานรุ่นต้นแบบในแง่ของโครงสร้างวงกำไลไว้ได้อย่างครบครัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบว์สามมิติที่รองรับทับทิมสีเดียวกัน สดใสเสมอกันถึง 13 เม็ด น้ำหนักโดยรวม 35.05 กะรัต อาศัยงานฝังขึ้นตัวเรือนแบบตอกหัวตะปูเพื่อให้พลอยเนื้อแข็งรูปไข่กับทรงหมอนสี่เหลี่ยมได้เบียด “มอบไออุ่น” จากประกายสีแดงอมชมพูสุกใสให้แก่กันและกัน ความพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียดของ Van Cleef & Arpels ยังสะท้อนตัวออกมาจากตะปูหัวทับทิมหลังเบี้ยที่ใช้แทรกสลับหว่างท่ามกลางบรรดาทับทิมเม็ดเด่นในกรอบล้อมรูปทรง “วาลวิชนี” หรือ     พัดโบกของมหาราชา ซึ่งทวีความชัดเจนด้วยงานฝังเพชรลูกทรงกลมร่วมกับทรงสี่เหลี่ยมบาแก็ตต์บนโครงสร้าง    อันผสานขึ้นจากทองคำสีกุหลาบกับทองคำขาว         สร้อยคอ “กระแสธาร” หรือ Rivières necklace ตัวเรือนทองคำขาวกับทองคำสีกุหลาบเป็นงานออกแบบร่วมสมัยโดดเด่นด้วยการใช้สัดส่วนอสมมาตรรองรับอัญมณีเลอค่า ความวิจิตรบรรจงในการทำให้รู้สึกว่าสร้อยคอเส้นนี้ช่างบางเบาราวไร้น้ำหนัก อาศัยประกายระยับแสงเรืองรองของเพชรน้ำงามตัดกับประกายอบอุ่นในโทนสีล้ำลึกของทับทิม 28 เม็ด น้ำหนักรวม 44.30 กะรัต ซึ่งผ่านการคัดสรรอย่างประณีตเพื่อให้ได้สี               และความกระจ่างทัดเทียมเสมอกันอย่างลงตัวก่อนจัดวางตำแหน่งให้ประกบชิดกันอย่างกลมกลืนก่อลีลาล้อแสงจรัสจ้า ชิ้นงานทิ้งตัวดุจมอบสัมผัสถนอมผิวไปตามโค้งเนินเหนือทรวงอกจากการคำนวนสัดส่วนอย่างพิถีพิถัน และแม่นยำ ไม่ต่างอะไรจากกระแสธารของเพชรลูกทรงกลม, ทรงสี่เหลี่ยมบาแก็ตต์ และทรงหยดน้ำที่ไหลเอื่อยล้อแสงเป็นประกายระยิบระยับจับตา ลีลาการตกแต่งด้วยตัวเรือนแถบริบบิ้นพันขดวนกระหวัดมัดปมโบว์ ยังสะท้อนถึงความผูกพันที่เมซงมีต่อโลกแฟชั่นอย่างใกล้ชิด

        เพื่อสืบทอดธรรมเนียมนิยมที่ Van Cleef & Arpels มีต่อ “อัญมณีมีชีวิต” หรือ Pierres de Caractère เพชรทรงลูกแพร์ของต่างหูคู่เพชรหรือ Duo de Diaments ทั้งสองเม็ดในขนาดน่าประทับใจคือ 20.37 และ 21.26 กะรัต ล้วนเผยให้เห็นประกายขาวใสบริสุทธิ์เหนือชั้นบนต่างหูคู่นี้ ด้วยความประณีต พิถีพิถันทางการเจียระไน และฝังขึ้นตัวเรือน        

         คู่ต่างหูถือเป็นตัวแทนไหวพริบในการใช้ทักษะความชำนาญของเมซง ทั้งในแง่ของการเลือกอัญมณี และเผยความงามอันทรงแบบฉบับในเนื้อแท้ให้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน การจับคู่อันเหมาะเจาะ ลงตัวอำนวยให้รัตนชาติเลอค่าเหล่านี้ประกอบกันเป็นคู่ผลงานซึ่งหาได้ยากยิ่ง งานเจียระไนทรงลูกแพร์ก่อมิติ “มาตรฐานตามอุดมคติ” ของเหล่าผู้ชำนาญประจำเมซงให้แก่ทรวดทรงอันได้สมดุลอย่างวิจิตรบรรจง ทับทิมซึ่งผ่านการเจียระไนให้ไล่ขนาดลดหลั่นตามลำดับถูกนำมาฝังบนตัวเรือนล้อมเพชรทั้งในส่วนของฐานต่างหู และจี้ระย้าต่างหู (ซึ่งยังสามารถปลดออกเพื่อพลิกแพลงวิธีการสวมใส่) ก่อลีลาตัดกันทางเฉดสีทวีความเข้มแสงในประกายสุกใสของน้ำเพชรอย่างเต็มที่

        ไม่ต่างอะไรจากจิตรกรผู้วาดภาพความงามของธรรมชาติผ่านการใช้มวลรัตนชาติแทนสีมานับตั้งแต่ปี 1906        Van Cleef & Arpels ถ่ายทอดความตระการตาของบรรดาผลเบอร์รี่แดงฉานกลางพงไพรในฤดูร้อนมาสู่สร้อยคอ “สวนทับทิม” หรือ Jardin de Rubies (ฌารแด็ง เดอ รูบีส์) ห่วงวงแหวนฝังเพชร ประดับพวงทับทิมจำนวนมากร่วมกับเพชรขาวสลับเพชรสีชมพูแน่นขจัดจำลองโทนสีของผลไม้ป่าสุกฉ่ำได้สมจริงจนอยากลิ้มรส งานออกแบบดุจภาพฝันรุ่นนี้ยังยกย่องเกียรติภูมิให้แก่ทับทิมเม็ดเดี่ยวน้ำงามพิเศษน้ำหนักสูงถึง 18.12 กะรัต ทวีความโดดเด่นของขนาดด้วยงานเจียระไนเพื่อให้แต่ละหน้าตัดท่ามกลางเหลี่ยมมุมเผยความพิสุทธิ์ของน้ำพลอย และความงามของเนื้อสีที่เหลื่อมลำดับเฉดไปตามมุมตกกระทบของแสง ไล่จากสีชมพูสดเมื่อต้องแสงไฟสีขาว ไปจนถึงสีแดงเข้มล้ำลึกยามอยู่กลางแดด ทวีลีลาลูกเล่นสีให้ครบครันด้วยการใช้ทับทิมกับเพชรขาว และเพชรสีชมพูฝังสลับรองรับ แผ่นลายโมทิฟรองรับทับทิมเม็ดเด่นใจกลางตัวเรือนสร้อยคอสามารถปลดออกมาใช้เป็นเข็มกลัดได้

       

       ด้วยแรงบันดาลใจจากวงจรชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงแปรรูปในอาณาจักรของฝูงสัตว์ และพืชพรรณ เมซงถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติผ่านความหรูหราจากการใช้แผ่นโมทิฟลวดลายอารยธรรมของแดนตะวันออก บรรดาทับทิมหลากหน้าตัดซับซ้อนด้วยงานเจียระไนนูนสูงของ “ธำมรงค์บุปผารัตนราช” หรือ Feuille de rubis ring มอบความอ่อนช้อย ละเมียดละไมดุจสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวได้อยู่บนโครงสร้างของชิ้นงานผ่านลีลาล้อแสง ณ ยอดหัวแหวน ทุกสายตาย่อมจับจ้องไปยังประกายความขาวระดับ D, ความบริสุทธิ์ระดับ IF type 2A และความงามในน้ำเพชร 9.05 กะรัตจากเหมืองกอลคอนดา อันถือเป็นตำนานประจำเมืองไฮเดอราบัดในประเทศอินเดีย

         สร้อยคอ “เชโมเมทรี แอ็งเดียน” (Géométrie indienne) หรือแปลตรงตัวเพื่อบอกที่มาทางรายละเอียดงานออกแบบห่วงทองคำสีกุหลาบฝังเพชรซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกกลัดยึดตัวสร้อยได้ว่า “ลายเรขาคณิตแบบอินเดีย” กลไกนี้ยังช่วยในการดัดแปลงสร้อยคอร้อยลูกปัดเส้นยาวให้กลายเป็นสร้อยคอเส้นสั้นได้ถึงสองเส้น และเส้นที่สั้นกว่าก็สามารถพลิกแพลงไปใช้เป็นสร้อยข้อมือได้เช่นกัน

       

ความวิจิตรบรรจงสูงสุดของสร้อยคอเส้นนี้คือการระดมทับทิมซึ่งแวน คลีฟ อารเปลส์ เก็บสะสมครอบครองไว้มานานนับหลายทศวรรษมาคัดเลือกในแง่ของสี และน้ำพลอยให้มีความกลมกลืนเท่าเทียมกันเพื่อนำมาเจียระไนทรงกลมเป็นลูกปัด และลูกปัดแต่ละเม็ดหาได้กลมกลึงเท่ากันทุกเม็ด แต่จะต้องมีขนาดลดหลั่นไล่กันเพื่อก่อความอ่อนช้อย กลมกลืนกับโค้งลำคอ และเนินอกของผู้สวมใส่ เป็นจำนวนถึง 462 เม็ด น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 862.43 กะรัต

        นอกจาก Treasure of Rubies ในงานแสดงครั้งนี้ ยังมีการนำผลงานล้ำค่าหายากในด้านงานฝีมือ อันถือกำเนิดจาก “ช่างมือทอง” หรือ Main d’Or กลุ่มช่างหัตถศิลป์ที่ Van Cleef & Arpels ได้จดสิทธิบัตรเป็นเครื่องหมายการค้าเฉพาะของตนมาจัดแสดงอีกเกือบร้อยชิ้น เพื่อเล่าขานถึงมรดกทางการออกแบบ และการผลิต ซึ่งยากจะหาผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีอื่นใดจะเสมอเหมือนมาให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิด       

        ต้นไม้ใบหญ้ากับมวลแมลง เป็นจุดกำเนิดแรงบันดาลใจไม่สิ้นสุดทางการออกแบบ สิ่งที่เมซงเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงได้ถ่ายทอดจากธรรมชาติอย่างสมจริงนั้นคือความเบาของน้ำหนัก กับลีลาการเคลื่อนไหวอย่างสมจริง อย่างความเบา และบอบบางของปีกผีเสื้อ ลักษณะการล้อลมพลิ้วไหวของใบไม้ และกลีบดอกไม้ อย่างที่เราจะเห็นได้จากงานออกแบบต่างหู ซึ่งใช้ทองคำขาวฝังเพชรจำลองความอ่อนช้อยของกลีบเลี้ยงรองรับดอกหญ้าแดนดิไลออนฝังเพชรหลากสี ธรรมเนียมของการพลิกแพลง ดัดแปลงวิธีสวมใส่เครื่องประดับยังถูกถ่ายทอดมาสู่จี้ระย้าด้านล่างที่สามารถปลดออกได้เพื่อให้สามารถสวมใส่ต่างหูคู่นี้ได้หลายรูปแบบ

        ความพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียด คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอันจะขาดเสียไม่ได้ในการสรรค์สร้างผลงานแต่ละชิ้น การก่อโครงสร้างตัวเรือนแบบฉลุโปร่ง ไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่ออวดฝีมือสุดประณีต ทว่ายังอำนวยต่อการลอดผ่านของแสงขึ้นไปสู่อัญมณีเม็ดหลัก ทวีประกายสว่าง เร่งความคมชัดของเนื้อสี อย่างเช่นน้ำพลอยของสเปซซาร์ไทท์ หรือโกเมนสีเพลงหัวแหวนที่ดูโชติช่วงเหมือนดวงไฟเม็ดนี้

        

       ภาพระยะใกล้เพื่อแสดงถึงความวิจิตรบรรจง และใส่ใจในรายละเอียดทางการผลิตโครงสร้างตัวเรือนโลหะแบบฉลุโปร่ง นอกจากจะช่วยให้แสงสว่างลอดผ่านจากด้านล่าง เปิดโอกาสให้อัญมณีทุกเม็ดได้รับแสงรอบทิศทาง 360 องศาแล้ว ไม่ว่าเราจะพลิกแหวนดูในมุมไหน ก็ปรากฏลวดลายสะกดสายตาได้ทุกมุม

         แฟชั่นคือหนึ่งในแรงบันดาลใจหลักของแวน คลีฟ แอนด์ อารเปลส์ เข็มกลัดโบว์ชิ้นนี้คือการแสดงความสามารถของช่างทองในการสร้างตัวเรือนให้อ่อนช้อยเหมือนแถบริบบิ้นที่ใช้ตกแต่งเสื้อผ้า ทวีความวิจิตรบรรจงสมจริงเหมือนแถบริบบิ้นผ้าลูกไม้ด้วยงานลงยาสีขาวเน้นความโดดเด่นของตัวเรือนฉลุโปร่ง

         หัวแหวนทัวร์มาลีนสีเขียวน้ำทะเลพาไรบา สะกดสายตาด้วยงานเจียระไนให้ได้หน้าตัดและเหลี่ยมมุมล้อแสง ก่อเงาสะท้อนเหมือนมีกระจกคาไลโดสโคป ความใสบริสุทธิ์หมดจดไร้ตำหนิของน้ำพลอยปรากฏอย่างชัดเจนผ่านการสะท้อนภาพทุกอย่างโดยรอบหากมองเข้าไปในเนื้อพลอย อย่างในงาน พอเอาสายตาเข้าไปส่องดูแบบชิด จะมองเห็นเงาของใบไม้กับโครงโลหะหลังคาเรือนกระจกที่จัดงาน

       

        นี่คงเป็นไพลินเจียระไนหลังเบี้ยเม็ดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา น้ำพลอยใสล้อแสงเผยให้เห็นริ้วระลอกคลื่นดุจมีชีวิตสมกับเป็น "ปิเอร เดอ กาแร็กแตคร์" หรือ “อัญมณีมีชีวิต” อันหมายถึงรัตนชาติเม็ดเดี่ยวที่สามารถสะกดอารมณ์ ก่อความรู้สึก จุดประกายจินตนาการ ทวีความล้ำค่าของสร้อยคอด้วยการเสาะหาไพลินจากทั่วทุกมุมโลกให้มีสี และน้ำเสมอกันเพื่อนำมาเจียระไนหลังเบี้ยก่อนจัดตำแหน่งลดหลั่นไล่ระดับรายล้อมรอบไพลินเม็ดกลางเหมือนกับมีการเคลื่อนไหวไปมาไม่รู้จบ

        ตัวเรือนฉลุโปร่งอำนวยให้แสงที่ส่องผ่านเพชรเหลืองล้อมรายรอบสาดขึ้นไปสู่เพชรหัวแหวนบนตัวเรือนทองคำขาวช่วยทวีความเข้มแสงให้แก่ไฟในน้ำเพชรเสมือนมีไฟส่องตัวเพชรขึ้นมาจากเบื้องล่าง เพื่อถ่ายทอดวิญญาณ และการเคลื่อนไหวของ “อัญมณีมีชีวิต” นี่คือแหวนแอ๊ปเปิ้ลทองคำ หัวแหวนเป็นเพชรใสสุกสกาวน้ำงามระดับปิเอร เดอ กาแร็กแตร โดดเด่นอยู่บนบัลลังก์ตัวเรือนที่อาศัยการฝังเพชรสีเหลืองเดินลายสลับกับเพชรขาวใส       

        ในสมัยก่อน การก้มลงดูนาฬิกาข้อมือระหว่างอยู่ในงานเลี้ยง หรืองานสังคมจะถือว่าเป็นการเสียมารยาท ดังนั้น เครื่องประดับ-ซ่อน-เวลา หรือ Le Secret Watch จึงได้รับการออกแบบ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้ผู้สวมใส่มีวิธีการแยบคายแบบต่างๆ ในการดูเวลา ไม่ว่าจะเป็นพลิกข้อมือ, ส่องกระจกดูเงาสะท้อน หรือเปิดฝาครอบหน้าปัดนาฬิกา อย่างเช่น “เครื่องประดับ-ซ่อน-เวลา” ดอกเบญจมาศ หรือ “ครีซางต์เธ็ม เลอ เซอเครต์” (Chrysantheme Le Secret) ผลงานชิ้นเดียวในโลกเรือนนี้

        ความตระการตาของผลงานจำลองความสมจริงจากพฤกษาธรรมชาติในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่ละกลีบดอกที่โค้งมน อ่อนช้อย อีกทั้งยังขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เหมือนยามต้องลม ทำจากโครงสร้างเรือนทองคำสีกุหลาบฝังเพชร, ไพลินสีชมพู และโกเมนสีเพลิงด้วยเทคนิคการขึ้นตัวเรือนแบบจิกไข่ปลาเพื่อไล่ลำดับความเข้มสีก่อมิติความลึก ถูกนำมาประกอบไล่เรียงลดหลั่นก่อน้ำหนักทรวดทรงสามมิติรองรับแผ่นกลีบที่ปิดตรงกึ่งกลาง ซึ่งเมื่อขยับเปิดก็จะเผยให้เห็นหน้าปัดนาฬิกาขนาด 10 มม. ฝังโกเมนสีส้มอมเหลืองอัดแน่นรองรับเข็มสั้น และเข็มยาวของกลไกนาฬิการะบบควอร์ตซ์

        ความต่อเนื่องของลวดลายในงานออกแบบ เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งแสดงถึงค่านิยมหลักของแวน คลีฟ แอนด์ อารเปลส์ นั่นคือความพิถีพิถัน และใส่ใจในทุกรายละเอียด ดังจะเห็นได้จากด้านหลังตัวเรือนดอกเบญจมาศ ซึ่งอาศัยทองคำเหลืองสุกสกาวสลักลายเป็นกลีบเลี้ยงอย่างอ่อนช้อย วิจิตรบรรจง

       

        สร้อยคอ “นกกระจาบ” หรือ Tisserin Oiseau necklace (ติซ์เซอแร็ง อัวโซ) เป็นเสมือนเวทีแสดงความโดดเด่นเป็นหนึ่งของแวน คลีฟ แอนด์ อารเปลส์ในแง่ต่างๆ อันดับแรกคือแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ หนึ่งในแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผู้ผลิตเครื่องเพชรแห่งจัตุรัสว็องโดมมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 นั่นก็คือนกกระจาบทั้งห้าตัวในต่างอากัปกิริยา ไม่ว่าจะเป็นกางปีกโผบิน หุบปีกกระพือ การบินแบบลอยตัวเพื่อจำลองท่วงท่าระหว่างนำหญ้าฟางมาถักขึ้นเป็นรังนกอันเป็นที่มาของสมญานามว่า “ช่างถักประจำหมู่บ้าน” (ในภาษาอังกฤษ นกกระจาบมีชื่อว่า village weaver) แต่ละตัวทำจากทองคำสีเหลือง ฝังเพชรขาวกับโกเมนเขียวส่องก่อลวดลายดังที่เราจะเห็นได้บนหลังนกกระจาบตามธรรมชาติ

        อันดับต่อมาคือจุดรวมทุกสายตาให้จับจ้องสร้อยคอเส้นนี้ นั่นก็คือทัวร์มาลีนสีเขียวเสมือนน้ำทะเลแห่งพาไรบา ซึ่งพลอยเนื้ออ่อนเม็ดนี้ได้รับการเจียระไนทรงเหลี่ยมนูนเพื่อรับแสงก่อลีลาสะท้อนเผยความสุกใสดุจน้ำทะเลในเนื้อพลอย ความงดงามดุจมีชีวิต สามารถจุดประกายอารมณ์ให้แก่ผู้พบเห็นได้อย่างยากที่จะหาได้ทั่วไป ทำให้ทัวร์มาลีนเม็ดนี้ถูกยกย่องให้เป็น “อัญมณีมีชีวิต” หรือ “ปิเอร เดอ กาแร็กแตร” ซึ่งมีเพียงแวน คลีฟ แอนด์ อารเปลส์ได้จดทะเบียนการค้าคำเรียกคุณสมบัติของรัตนชาติลักษณะนี้ไว้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

        เหล่านี้คือผลงานสร้างสรรค์ซึ่งหาได้อาศัยเพียงการสั่งสมฝีมือ หากยังรวมถึงประสบการณ์ และไหวพริบในการพลิกแพลง ใช้ทักษะความชำนาญด้านต่างๆ เพื่อทวีความงดงามของอัญมณีแต่ละเม็ด ราคา หรือ “คุณค่า” ที่แท้จริง หาได้มาจากอัญมณี และโลหะเลอค่าหายากซึ่งนำมาใช้ในการผลิต ทว่าอยู่ที่ “น้ำมือ” มนุษย์ผู้สรรค์สร้างขึ้นจนทำให้เครื่องประดับเหล่านี้กลายเป็นผลงานศิลปะอันควรค่าแก่การได้รับชม และดึงดูดใจให้ครอบครองต่างหาก และนี่คือพลังขับเคลื่อนในเนื้อแท้ที่ทำให้ Van Cleef & Arpels ยืนหยัดอยู่เหนือกระแสความนิยมของยุคสมัยด้วยผลงานจุดประกายปรารถนาไม่ต่างอะไรจากงานศิลป์ซึ่งก่อกำเนิดจากอัญมณี หรือที่เรียกว่า “รัตนหัตถศิลป์” มานับตั้งแต่ก่อตั้งจวบจนปัจจุบัน

STORY by วรวุฒิ พยุงวงศ์

ABOUT THE AUTHOR
วรวุฒิ พยุงวงษ์

วรวุฒิ พยุงวงษ์

At boundary of athletics and beauty, I write and play

ALL POSTS